Thai Global Freightสินเชื่อเพื่อการส่งออกและประกันสินเชื่อการค้า ปิดช่องว่างระหว่างวันส่งของกับวันได้รับเงิน
ผู้ส่งออกไทยหาเงินทุนมาปิดช่องว่างระหว่างส่งของกับได้รับเงินอย่างไร ตั้งแต่สินเชื่อก่อนและหลังการส่งออก แพ็คกิ้งเครดิต ประกันสินเชื่อการส่งออก บทบาทของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า ไปจนถึงเอกสารที่ผู้ให้กู้ขอดู
สารบัญเนื้อหา
- 01ช่องว่างทางเงินสด ทำไมผู้ส่งออกจึงต้องการเงินทุน
- 02สินเชื่อก่อนการส่งออกและแพ็คกิ้งเครดิตของธนาคาร
- 03สินเชื่อหลังการส่งออก เงินสดโดยอาศัยเอกสารหรือลูกหนี้การค้า
- 04ประกันสินเชื่อการส่งออก คุ้มครองกรณีผู้ซื้อไม่จ่ายเงิน
- 05ประกันภัยสินค้า vs ประกันสินเชื่อ ความเสี่ยงสองแบบที่ต่างกัน
- 06บทบาทของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของรัฐ
- 07สิ่งที่ผู้ให้กู้ขอดู สัญญา เล็ตเตอร์ออฟเครดิต และเอกสารการขนส่ง
- 08ทำไมความถูกต้องของเอกสารการขนส่งจึงเป็นเรื่องของเงินทุน
- 09เลือกชุดเครื่องมือที่เหมาะสม และมองให้ได้สัดส่วน
คำตอบโดยสรุป
ผู้ส่งออกมักต้องจ่ายค่าวัตถุดิบ ค่าผลิต ค่าขนส่ง และค่าพิธีการไปก่อนที่ผู้ซื้อต่างประเทศจะจ่ายเงินนานพอสมควร ช่องว่างนี้คือสิ่งที่สินเชื่อเพื่อการส่งออกเข้ามาช่วยปิด สินเชื่อก่อนการส่งออกหรือที่เรียกว่าแพ็คกิ้งเครดิตช่วยให้มีทุนผลิตโดยอาศัยออเดอร์ที่ยืนยันแล้ว ส่วนสินเชื่อหลังการส่งออกจะให้เงินล่วงหน้าโดยอาศัยเอกสารการขนส่งหรือลูกหนี้การค้า ประกันสินเชื่อการส่งออกต่างจากประกันภัยสินค้า เพราะคุ้มครองความเสี่ยงที่ผู้ซื้อไม่จ่าย ไม่ใช่ตัวสินค้า ผู้ให้กู้ต้องการเห็นสัญญา เล็ตเตอร์ออฟเครดิต (ถ้ามี) และเอกสารการขนส่งเป็นหลัก เงื่อนไขและโครงการต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงได้ ควรยืนยันตัวเลือกปัจจุบันกับธนาคารและธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า
สรุปประเด็นสำคัญ
- ออเดอร์ส่งออกส่วนใหญ่สร้างช่องว่างทางเงินสด คือต้องจ่ายค่าผลิตและค่าขนส่งไปนานก่อนที่ผู้ซื้อจะจ่าย และเครื่องมือทางการเงินมีไว้เพื่อลดช่องว่างนี้
- สินเชื่อก่อนการส่งออก (แพ็คกิ้งเครดิต) ให้ทุนผลิตโดยอิงออเดอร์ที่ยืนยันแล้ว ส่วนสินเชื่อหลังการส่งออกให้เงินล่วงหน้าโดยอิงเอกสารการขนส่งหรือลูกหนี้
- ประกันสินเชื่อการส่งออกคุ้มครองการที่ผู้ซื้อไม่จ่ายและเหตุการณ์ทางการเมืองบางประเภท ส่วนประกันภัยสินค้าคุ้มครองตัวสินค้า มีอย่างหนึ่งแทนอีกอย่างไม่ได้
- ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของรัฐมักมีโครงการสนับสนุนผู้ส่งออก แต่โครงการที่เปิดอยู่เปลี่ยนแปลงได้ ควรสอบถามธนาคารโดยตรงว่าตอนนี้มีอะไรบ้าง
- ผู้ให้กู้มองหาหลักฐานว่าการขายเป็นของจริงและสินค้าออกจากประเทศจริง สัญญา เล็ตเตอร์ออฟเครดิต และเอกสารการขนส่งที่สะอาดมีน้ำหนักมากที่สุด
- ความผิดพลาดในเอกสารการขนส่งอาจทำให้การให้สินเชื่อล่าช้าหรือถูกปฏิเสธ ความถูกต้องของเอกสารจึงเป็นเรื่องการเงินด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องศุลกากร
คนส่วนใหญ่มองว่าการส่งออกเป็นเรื่องโลจิสติกส์ คือหาฟอร์เวิร์ดเดอร์ จองระวาง ทำพิธีการศุลกากร แล้วสินค้าก็เดินทางไป แต่สำหรับผู้ส่งออกขนาดเล็กและกลางจำนวนมาก ปัญหาที่หนักกว่าคือเรื่องเงิน ออเดอร์ยืนยันแล้ว แต่ผู้ส่งออกต้องซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าแรง บรรจุสินค้า จ่ายค่าขนส่งและค่าพิธีการ แล้วต้องรอ บางครั้งหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน กว่าผู้ซื้อต่างประเทศจะจ่ายเงิน บทความนี้อธิบายในระดับแนวคิดถึงเครื่องมือที่ผู้ส่งออกใช้ปิดช่องว่างนั้น ได้แก่ สินเชื่อก่อนและหลังการส่งออก แพ็คกิ้งเครดิตของธนาคาร ประกันสินเชื่อการส่งออก และการสนับสนุนที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของรัฐอาจมีให้ รวมถึงอธิบายว่าประกันภัยสินค้าต่างจากประกันสินเชื่ออย่างไร และผู้ให้กู้ต้องการเห็นเอกสารอะไร บทความนี้ตั้งใจไม่ระบุอัตราดอกเบี้ย วงเงิน หรือชื่อโครงการ เพราะสิ่งเหล่านี้เปลี่ยนแปลงและต่างกันไปในแต่ละธนาคาร ให้ถือเป็นแผนที่ภาพรวม แล้วยืนยันรายละเอียดทุกข้อกับธนาคารของคุณเอง
ช่องว่างทางเงินสด ทำไมผู้ส่งออกจึงต้องการเงินทุน
การขายในประเทศมักได้รับชำระภายในไม่กี่วัน แต่การขายส่งออกยืดเวลาออกไปหลายช่วง การผลิตต้องใช้เวลา สินค้าต้องขนไปท่าเรือ ผ่านพิธีการ ขึ้นระวาง แล้วเดินทางข้ามมหาสมุทรหรือข้ามชายแดนทางบก จากนั้นผู้ซื้ออาจมีเครดิตเทอมระบุไว้ในสัญญา ซึ่งหมายความว่าวันชำระเงินอยู่หลังจากสินค้าถึงปลายทางแล้ว เมื่อรวมทุกอย่าง ผู้ส่งออกอาจต้องสำรองเงินตลอดรอบการผลิต บวกระยะเวลาขนส่งทั้งหมด บวกระยะเครดิตเทอมทั้งหมด
ขนาดของช่องว่างขึ้นอยู่กับสามเรื่อง คือเงื่อนไขการชำระเงินที่ตกลงไว้ ความยาวของรอบการผลิตและการขนส่ง และจำนวนเงินที่จ่ายไปแล้วเทียบกับเงินสดที่มีอยู่ ผู้ส่งออกที่ได้รับเงินล่วงหน้า หรือได้รับเงินจากเล็ตเตอร์ออฟเครดิตที่ธนาคารรับรองอย่างรวดเร็ว จะมีช่องว่างเล็ก ส่วนผู้ส่งออกที่ขายแบบเปิดเครดิตให้ผู้ซื้อรายใหม่ด้วยเครดิตเทอมยาว จะมีช่องว่างใหญ่ นี่คือเหตุผลที่การเลือกวิธีชำระเงินก็เป็นการตัดสินใจเรื่องเงินทุนด้วย หากต้องการเปรียบเทียบว่าวิธีหลัก ๆ ย้ายความเสี่ยงและเวลาไปอย่างไร บทความเรื่องเล็ตเตอร์ออฟเครดิตเทียบกับการโอนเงินเป็นบทความถัดไปที่ควรอ่าน
ควรแยกความกังวลสองอย่างที่มักปะปนกันออกจากกัน อย่างแรกคือสภาพคล่อง คือฉันจะมีเงินสดพอผลิตและส่งออเดอร์นี้หรือไม่ อย่างที่สองคือความเสี่ยงด้านเครดิต คือผู้ซื้อจะจ่ายจริงหรือไม่ เครื่องมือแต่ละตัวตอบความกังวลคนละข้อ และการสับสนทำให้ซื้อผลิตภัณฑ์ผิดตัว
ช่องว่างทางเงินสดอยู่ตรงไหนของออเดอร์ส่งออก
- 1
1. ยืนยันออเดอร์
ตกลงเงื่อนไขกันแล้ว ผู้ส่งออกเริ่มซื้อวัตถุดิบหรือจองกำลังการผลิต
- 2
2. ผลิตและบรรจุ
เงินสดไหลออกเป็นค่าวัตถุดิบ แรงงาน และบรรจุภัณฑ์ ก่อนที่จะมีสินค้าให้เรียกเก็บเงินได้
- 3
3. ส่งมอบสินค้า
เกิดค่าระวางเรือ ค่าพิธีการส่งออก และออกเอกสารขนส่ง สินค้าพ้นจากความควบคุมของผู้ส่งออกแล้ว
- 4
4. เครดิตเทอมของผู้ซื้อ
ถ้าขายแบบเปิดเครดิต วันที่ผู้ซื้อจ่ายเงินอาจอยู่หลังสินค้าถึงปลายทางไปนาน
- 5
5. ได้รับเงิน
ช่องว่างปิดลงตอนนี้เท่านั้น จึงเกิดเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยปิดให้เร็วขึ้น
สินเชื่อก่อนการส่งออกและแพ็คกิ้งเครดิตของธนาคาร
สินเชื่อก่อนการส่งออกคือเงินที่ให้ผู้ส่งออกล่วงหน้าก่อนสินค้าลงเรือ เพื่อใช้เป็นทุนในการผลิตและเตรียมออเดอร์ ในหลายตลาดผลิตภัณฑ์ธนาคารแบบนี้เรียกว่าแพ็คกิ้งเครดิต เพราะในอดีตใช้เป็นทุนซื้อและบรรจุสินค้าเพื่อส่งออก แนวคิดนั้นเรียบง่าย คือธนาคารให้กู้โดยอาศัยความแน่นอนของออเดอร์ส่งออกที่ยืนยันแล้ว ผู้ส่งออกจึงซื้อวัตถุดิบและเดินสายการผลิตได้โดยไม่ต้องรอเงินจากผู้ซื้อ
สิ่งที่ทำให้ธนาคารเชื่อถือสินเชื่อคือตัวออเดอร์เอง ธนาคารมักต้องการเห็นใบสั่งซื้อหรือสัญญาซื้อขายที่ยืนยันแล้ว และหากเป็นการขายภายใต้เล็ตเตอร์ออฟเครดิต ตัวเล็ตเตอร์ออฟเครดิตเป็นหลักฐานสนับสนุนที่แข็งแรง เพราะมีคำรับรองการจ่ายเงินจากธนาคารอยู่ในนั้น ธนาคารจะดูด้วยว่าผู้ส่งออกผลิตสินค้านั้นได้จริงหรือไม่ ใช้เวลาผลิตนานเท่าใด และจะชำระคืนอย่างไร ซึ่งโดยปกติคือจากเงินที่ได้รับจากการขายส่งออก
เนื่องจากสินเชื่อผูกกับออเดอร์เฉพาะรายการ ธนาคารจึงมักใส่ใจว่าเงินถูกนำไปใช้อย่างไร อาจขอหลักฐานว่าใช้เงินกับออเดอร์นั้นจริง ตรวจกำหนดการส่งมอบเทียบกับอายุสินเชื่อ และต้องการให้การส่งออกเกิดขึ้นจริง หากผู้ซื้อยกเลิกออเดอร์หรือการส่งสินค้าล่าช้า หนี้ไม่ได้หายไปด้วย แพ็คกิ้งเครดิตจึงต้องใช้ควบคู่กับการบริหารออเดอร์อย่างรอบคอบ ไม่ใช่ใช้แทนกัน
เงื่อนไขของผลิตภัณฑ์ลักษณะนี้ ทั้งเรื่องมีให้หรือไม่ ให้แก่ใคร สกุลเงินใด และใช้หลักประกันอะไร ธนาคารแต่ละแห่งเป็นผู้กำหนดและเปลี่ยนแปลงได้ ควรถามธนาคารของคุณโดยตรงว่าตอนนี้มีการสนับสนุนก่อนการส่งออกอะไรบ้าง แทนที่จะสรุปตามบทความทั่วไป

สินเชื่อหลังการส่งออก เงินสดโดยอาศัยเอกสารหรือลูกหนี้การค้า
สินเชื่อหลังการส่งออกเริ่มหลังจากสินค้าออกเดินทางแล้ว ผู้ส่งออกทำงานเสร็จ ผู้ซื้อเป็นหนี้อยู่ แต่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ แทนที่จะรอ ผู้ส่งออกจึงขอให้ธนาคารจ่ายเงินล่วงหน้าโดยอาศัยการขายนั้น
มีสองรูปแบบกว้าง ๆ แบบแรกคือธนาคารจ่ายเงินล่วงหน้าโดยอาศัยเอกสารการขนส่งเอง ซึ่งแสดงว่าสินค้าถูกส่งแล้วและใครควบคุมสินค้า ตัวอย่างคลาสสิกคือเอกสารที่ยื่นภายใต้เล็ตเตอร์ออฟเครดิต หากเอกสารตรงตามเงื่อนไขของเล็ตเตอร์ออฟเครดิต ธนาคารผู้เปิดมีพันธะต้องจ่าย และธนาคารของผู้ส่งออกอาจจ่ายเงินล่วงหน้าโดยอาศัยพันธะนั้น แบบที่สองคือผู้ส่งออกขายหรือกู้โดยอาศัยลูกหนี้การค้า คือยอดที่ผู้ซื้อค้างชำระจากการขายแบบเปิดเครดิต ผู้ให้กู้จะดูความแข็งแรงของลูกหนี้รายนั้น ได้แก่ชื่อเสียงของผู้ซื้อ สัญญา หลักฐานการส่งมอบ และว่าหนี้นั้นมีประกันหรือไม่
ทั้งสองรูปแบบพึ่งพาเอกสารอย่างมาก เพราะธนาคารให้กู้โดยอาศัยหลักฐานว่าสินค้าถูกส่งจริงและมีการขายจริง จึงตรวจใบตราส่งหรือใบเวย์บิล ใบกำกับสินค้า ใบแจ้งรายการบรรจุ และเอกสารอื่นที่การขายกำหนด ความไม่ตรงกัน เช่น ใบกำกับสินค้าไม่ตรงกับเล็ตเตอร์ออฟเครดิต หรือขาดเอกสาร อาจทำให้ธนาคารจ่ายล่วงหน้าช้าลงหรือไม่ยอมจ่ายเลย หากต้องการดูว่าความไม่ตรงกันเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไรในทางปฏิบัติ ให้อ่านเรื่องข้อผิดพลาดของเอกสารขนส่งภายใต้เล็ตเตอร์ออฟเครดิต
เช่นเดียวกัน ธนาคารจะจ่ายล่วงหน้าหรือไม่ เท่าใด ในรูปแบบใด และต้นทุนเท่าใด เป็นการตัดสินใจเชิงพาณิชย์ที่ต่างกันไปตามธนาคารและแต่ละกรณี ข้อความในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้รับวงเงินใดวงเงินหนึ่ง
ประกันสินเชื่อการส่งออก คุ้มครองกรณีผู้ซื้อไม่จ่ายเงิน
สินเชื่อตอบโจทย์เรื่องเงินสด ส่วนประกันสินเชื่อการส่งออกตอบคำถามอีกข้อ คือถ้าผู้ซื้อไม่จ่ายเลยจะทำอย่างไร เป็นผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่คุ้มครองผู้ส่งออกจากความเสี่ยงที่ไม่ได้รับชำระเงินตามที่ระบุ สำหรับการขายส่งออกภายใต้เงื่อนไขเครดิต โดยกว้าง ๆ ความเสี่ยงแบ่งเป็นสองกลุ่ม ความเสี่ยงเชิงพาณิชย์ เช่น ผู้ซื้อล้มละลายหรือไม่ชำระหนี้ที่ถูกต้องเป็นเวลานาน และความเสี่ยงทางการเมือง เช่น เหตุการณ์ในประเทศของผู้ซื้อที่ขัดขวางการชำระเงิน อาทิ ข้อจำกัดในการโอนเงินบางประเภทหรือเหตุการณ์อื่นที่กำหนดไว้ ว่าคุ้มครองอะไร ยกเว้นอะไร และชดเชยความเสียหายร้อยละเท่าใด ขึ้นอยู่กับถ้อยคำในกรมธรรม์ทั้งหมด
ประกันสินเชื่อมีความสำคัญมากเมื่อผู้ส่งออกขายแบบเปิดเครดิตให้ผู้ซื้อที่ประเมินได้ไม่ครบถ้วน เมื่อผู้ซื้อรายเดียวมีสัดส่วนยอดขายสูง หรือเมื่อความเสียหายอาจกระทบการอยู่รอดของธุรกิจ นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ให้กู้สบายใจขึ้น เพราะลูกหนี้ที่มีประกันเป็นสินทรัพย์ที่ปล่อยกู้ได้อย่างมั่นใจกว่า นี่คือเหตุผลหนึ่งที่มักพูดถึงประกันสินเชื่อกับสินเชื่อหลังการส่งออกควบคู่กัน
มีประเด็นเชิงปฏิบัติที่ควรรู้ ผู้รับประกันมักประเมินตัวผู้ซื้อ จึงอาจรับประกันผู้ซื้อบางรายและไม่รับบางราย กรมธรรม์มักกำหนดให้ผู้ส่งออกปฏิบัติตามสัญญา ส่งสินค้าตามที่สั่ง และแจ้งผู้รับประกันโดยเร็วหากผู้ซื้อเริ่มจ่ายช้า การเคลมมักต้องใช้สัญญาซื้อขาย ใบแจ้งหนี้ และหลักฐานการส่งมอบ คุณภาพของเอกสารที่ผู้ให้กู้ต้องการจึงสำคัญตรงนี้ด้วย ส่วนเบี้ยประกัน ระยะเวลารอ และเปอร์เซ็นต์ความคุ้มครองเป็นเงื่อนไขของกรมธรรม์ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่บทความนี้ระบุได้
สุดท้าย ประกันสินเชื่อไม่ใช่สิ่งที่มาแทนการคัดเลือกผู้ซื้ออย่างรอบคอบ มันลดความรุนแรงของความเสียหาย แต่ไม่ได้ลดโอกาสเกิดข้อพิพาท และผู้รับประกันมักไม่จ่ายสำหรับความเสียหายที่เกิดจากข้อพิพาทเรื่องคุณภาพสินค้าที่ผู้ส่งออกยังแก้ไม่ตก

ประกันภัยสินค้า vs ประกันสินเชื่อ ความเสี่ยงสองแบบที่ต่างกัน
ผลิตภัณฑ์สองตัวนี้ถูกสับสนบ่อยกว่าคู่อื่น ๆ ในวงการส่งออก และความสับสนนี้อาจมีราคาแพง ประกันภัยสินค้าคุ้มครองการสูญหายหรือเสียหายทางกายภาพของสินค้าระหว่างขนส่ง เช่น ตู้สินค้าตกทะเล สินค้าถูกทับ หรือเกิดไฟไหม้ ส่วนประกันสินเชื่อการส่งออกคุ้มครองความเสี่ยงทางการเงิน คือผู้ซื้อไม่จ่ายเงิน สินค้าอาจถึงปลายทางครบถ้วนสมบูรณ์แต่ไม่ได้รับชำระ ซึ่งกรณีนี้มีเพียงประกันสินเชื่อที่ตอบสนอง ในทางกลับกัน สินค้าอาจสูญหายกลางทะเลทั้งที่ผู้ซื้อมีฐานะดี กรณีนี้มีเพียงประกันภัยสินค้าที่ตอบสนอง
ใครต้องจัดทำประกันภัยสินค้าขึ้นอยู่กับ Incoterms ในสัญญาซื้อขาย ภายใต้เงื่อนไขบางประเภทผู้ขายต้องซื้อความคุ้มครองระดับที่กำหนดให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ซื้อ ภายใต้เงื่อนไขอื่นผู้ขายไม่มีหน้าที่ และผู้ซื้อเป็นผู้จัดการเอง ส่วนประกันสินเชื่อไม่ได้ถูกกำหนดโดย Incoterms เลย เป็นการตัดสินใจของผู้ส่งออกเองเกี่ยวกับความเสี่ยงของลูกหนี้ของตน หากต้องการเข้าใจว่าเงื่อนไขการขายจัดสรรความรับผิดชอบเรื่องประกันอย่างไร ให้อ่านเรื่อง Incoterms กับประกันภัยสินค้า และสำหรับพื้นฐานของตัวผลิตภัณฑ์ประกันสินค้า ให้อ่านว่าประกันภัยสินค้าคืออะไร และความคุ้มครองแบบ All Risks ต่างจากแบบ Named Perils อย่างไร
แนวคิดที่สามซึ่งบางครั้งถูกสับสนกับทั้งสองอย่างคือความรับผิดของผู้ขนส่งเอง ผู้ขนส่งรับผิดต่อการสูญหายหรือเสียหายภายในวงเงินที่กำหนดโดยสัญญาขนส่งและกฎที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมักต่ำกว่ามูลค่าสินค้าอย่างมาก จึงควรอ่านเรื่องความรับผิดของผู้ขนส่งเทียบกับประกันภัยสินค้า เพราะอธิบายว่าทำไมการพึ่งความรับผิดของผู้ขนส่งจึงทดแทนประกันไม่ได้
ในทางปฏิบัติ ผู้ส่งออกที่รอบคอบจะคิดถึงการคุ้มครองสามส่วนแยกกัน คือประกันภัยสินค้าสำหรับตัวสินค้า ประกันสินเชื่อหรือเล็ตเตอร์ออฟเครดิตสำหรับการชำระเงิน และสัญญาที่ร่างไว้ดีสำหรับข้อพิพาท ผู้ให้กู้มักถามถึงสองอย่างแรก เพราะทั้งสองคุ้มครองหลักประกันที่อยู่เบื้องหลังเงินกู้
ประกันภัยสินค้า vs ประกันสินเชื่อการค้า คุ้มครองอะไรต่างกัน
ประกันภัยสินค้า
- คุ้มครองการสูญหายหรือความเสียหายทางกายภาพของสินค้าระหว่างขนส่ง
- เริ่มคุ้มครองเมื่อเกิดเหตุ เช่น อุบัติเหตุ ของตก ไฟไหม้ หรือตู้สินค้าสูญหาย
- เกี่ยวพันกับ Incoterms ซึ่งกำหนดว่าใครต้องเป็นผู้ซื้อ
- การเคลมใช้รายงานสำรวจความเสียหายและเอกสารขนส่งประกอบ
ประกันสินเชื่อการส่งออก
- คุ้มครองความเสี่ยงที่ผู้ซื้อไม่จ่ายเงิน หรือการชำระเงินถูกขัดขวางจากเหตุการณ์ในประเทศผู้ซื้อ
- เริ่มคุ้มครองเมื่อผู้ซื้อล้มละลาย ผิดนัดชำระเป็นเวลานาน หรือเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองบางประเภทตามที่กรมธรรม์กำหนด
- เกี่ยวพันกับเงื่อนไขการชำระเงินและสถานะเครดิตของผู้ซื้อ
- การเคลมใช้สัญญาซื้อขาย ใบแจ้งหนี้ และหลักฐานการส่งมอบประกอบ
บทบาทของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของรัฐ
หลายประเทศมีธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าที่รัฐเป็นเจ้าของหรือหนุนหลัง มีหน้าที่สนับสนุนผู้ส่งออกและผู้นำเข้าของประเทศ ในประเทศไทยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้ารู้จักกันทั่วไปในชื่อ EXIM Bank ธนาคารประเภทนี้มักมีโครงการสนับสนุนที่มุ่งไปยังผู้ส่งออก ซึ่งอาจรวมถึงสินเชื่อ การค้ำประกัน การประกันภัย หรือคำปรึกษาที่เกี่ยวข้อง และมักมุ่งไปยังธุรกิจที่หาสิ่งที่ต้องการจากสถาบันการเงินพาณิชย์เพียงอย่างเดียวได้ยากกว่า เช่น ผู้ส่งออกรายเล็กหรือผู้ที่กำลังเข้าสู่ตลาดใหม่
สิ่งที่บทความนี้กล่าวได้อย่างปลอดภัยคือในระดับทั่วไป คือมีธนาคารเช่นนี้อยู่ โดยทั่วไปสนับสนุนผู้ส่งออก และรายละเอียดของโครงการถูกกำหนดโดยธนาคารและนโยบายรัฐบาลซึ่งเปลี่ยนแปลงตามเวลา โครงการที่เปิดให้บริการ คุณสมบัติผู้มีสิทธิ์ สิ่งที่คุ้มครอง และวิธีสมัคร ล้วนต้องยืนยันกับธนาคารโดยตรง อย่าเชื่อตัวเลข ชื่อโครงการ หรือเกณฑ์คุณสมบัติจากบทความ กระทู้ในฟอรัม หรือคำบอกเล่าจากผู้ส่งออกรายอื่น เพราะอาจล้าสมัยหรือไม่ตรงกับกรณีของคุณ
วิธีที่ดีคือเตรียมตัวก่อนติดต่อ เตรียมเอกสารจดทะเบียนบริษัทและประวัติการส่งออก รู้ว่าขายให้ผู้ซื้อและตลาดใดบ้าง รู้เงื่อนไขการชำระเงินโดยทั่วไปของคุณ และอธิบายได้ชัดว่าช่องว่างที่ต้องการปิดคืออะไร ไม่ว่าจะเป็นทุนผลิต เงินสดหลังส่งของ หรือการป้องกันกรณีไม่ได้รับชำระ คำถามที่ชัดเจนได้คำตอบที่มีประโยชน์มากกว่าคำขอความช่วยเหลือทางการเงินแบบกว้าง ๆ
หลักการเดียวกันใช้กับธนาคารพาณิชย์ของคุณซึ่งอาจมีผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการส่งออกและอาจทำงานร่วมกับธนาคารของรัฐ ให้ถามทั้งสองแห่งว่าตอนนี้มีอะไรบ้าง เปรียบเทียบเงื่อนไขเป็นลายลักษณ์อักษร และเก็บบันทึกว่าได้รับแจ้งอะไรไว้ เพราะข้อเสนอและเงื่อนไขอาจเปลี่ยนไปในแต่ละไตรมาส

สิ่งที่ผู้ให้กู้ขอดู สัญญา เล็ตเตอร์ออฟเครดิต และเอกสารการขนส่ง
ไม่ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ใด ผู้ให้กู้พยายามตอบคำถามไม่กี่ข้อ คือการขายนี้เป็นของจริงหรือไม่ สินค้าจะถูกส่งจริงหรือไม่ เมื่อส่งแล้วใครควบคุมสินค้า และเงินชำระคืนมาจากไหน เอกสารที่ขอดูสอดคล้องกับคำถามเหล่านี้โดยตรง
สัญญาซื้อขายหรือใบสั่งซื้อแสดงว่ามีผู้ซื้อที่ผูกพันอยู่ ด้วยเงื่อนไขใด สำหรับสินค้าอะไร และภายในเมื่อใด หากการขายใช้เล็ตเตอร์ออฟเครดิต ตัวเล็ตเตอร์ออฟเครดิตมักเป็นเอกสารที่แข็งแรงที่สุด เพราะมีคำรับรองของธนาคารที่จะจ่ายเมื่อเอกสารตรงตามเงื่อนไข ผู้ให้กู้จะอ่านเงื่อนไขอย่างละเอียด รวมถึงวันส่งสินค้าล่าสุด เอกสารที่ต้องยื่น และระยะเวลายื่นเอกสาร เพราะผู้ส่งออกต้องทำตามเงื่อนไขเหล่านั้นอย่างตรงตัว คำรับรองจึงมีผล
เอกสารการขนส่งแสดงว่าสินค้าออกไปแล้ว ได้แก่ใบตราส่งหรือใบเวย์บิล ซึ่งบอกผู้ให้กู้ด้วยว่าใครควบคุมสินค้า ใบกำกับสินค้า ใบแจ้งรายการบรรจุ และใบรับรองใด ๆ ที่การขายกำหนด ผู้ให้กู้ใช้ตรวจว่าปริมาณ รายละเอียด และปลายทางตรงกับสัญญา เอกสารจึงต้องสอดคล้องกันเอง คือผู้รับสินค้าเดียวกัน คำอธิบายสินค้าเดียวกัน ปริมาณเดียวกัน และวันที่ที่สมเหตุสมผล หากต้องการรายการเอกสารที่การส่งออกมักต้องใช้ครบถ้วน ดูที่เช็กลิสต์เอกสารส่งออก และสำหรับว่าเอกสารเข้ากับขั้นตอนงานอย่างไร ดูที่ขั้นตอนการส่งออก
ผู้ให้กู้มักดูตัวผู้ส่งออกด้วย ทั้งงบการเงิน ประวัติการผลิตและส่งมอบตรงเวลา และบางครั้งก็ดูประกันภัยที่สนับสนุน นอกจากนั้นผู้ให้กู้บางรายต้องการหลักประกันของตนเองหรือการค้ำประกันโดยบุคคลหรือบริษัท รายการที่แน่ชัดและรายการที่มีน้ำหนักมากที่สุดต่างกันไปตามผู้ให้กู้ จึงควรขอเช็กลิสต์ตั้งแต่เนิ่น ๆ แทนที่จะพบว่าขาดเอกสารในวันที่ต้องการเงิน
บทบาทของฟอร์เวิร์ดเดอร์ตรงนี้เป็นเรื่องปฏิบัติการ ไม่ใช่การเงิน ฟอร์เวิร์ดเดอร์อย่าง TGF ประสานงานการจองระวาง เอกสารการขนส่ง และการส่งต่อด้านศุลกากรได้ ซึ่งช่วยให้เอกสารการขนส่งที่ผู้ให้กู้ขอถูกจัดทำอย่างถูกต้องและทันเวลา แต่ไม่ได้ให้กู้ยืมหรือตัดสินสินเชื่อ และไม่มีส่วนใดในบทความนี้สื่อเป็นอย่างอื่น
สิ่งที่ผู้ให้กู้มักขอดู และเหตุผล
| เอกสาร | คำถามที่เอกสารตอบ |
|---|---|
| สัญญาซื้อขายหรือใบสั่งซื้อ | มีผู้ซื้อจริงที่ผูกพันแล้วหรือไม่ และเงื่อนไขเป็นอย่างไร |
| เล็ตเตอร์ออฟเครดิต (ถ้าใช้) | มีธนาคารผูกพันจะจ่ายหรือไม่ หากเอกสารตรงเงื่อนไข |
| เอกสารการขนส่ง | สินค้าออกจากประเทศจริงหรือไม่ และใครเป็นผู้ควบคุม |
| ใบกำกับสินค้าและใบแจ้งรายการบรรจุ | ขายอะไร ให้ใคร และมูลค่าเท่าใด |
| เอกสารประกันภัย | หลักประกันได้รับความคุ้มครองหรือไม่หากเกิดเหตุ |
| งบการเงินและประวัติการส่งออกของผู้ส่งออกเอง | ผู้ส่งออกรายนี้ส่งมอบและชำระคืนได้หรือไม่ หากผู้ซื้อจ่ายช้า |
ทำไมความถูกต้องของเอกสารการขนส่งจึงเป็นเรื่องของเงินทุน
คนมักมองเอกสารเป็นแค่พิธีการศุลกากร แต่สำหรับผู้ส่งออกที่พึ่งพาสินเชื่อ เอกสารคือหลักประกัน ใบตราส่งที่ระบุผู้รับสินค้าผิด ใบกำกับสินค้าที่ไม่ตรงกับเล็ตเตอร์ออฟเครดิต หรือการส่งสินค้าล่าช้าเมื่อเทียบกับกำหนดที่เข้มงวด สามารถทำให้ออเดอร์ที่มีเงินทุนสนับสนุนกลายเป็นออเดอร์ที่สะดุดได้ ธนาคารอาจปฏิเสธที่จะจ่ายล่วงหน้า ชะลอการจ่ายขณะสอบถามความไม่ตรงกัน หรือจ่ายไปแล้วภายหลังเรียกคืนหากธนาคารของผู้ซื้อปฏิเสธเอกสาร
บทเรียนเชิงปฏิบัติคือให้สร้างชุดเอกสารตามสิ่งที่ผู้ให้กู้และเล็ตเตอร์ออฟเครดิตกำหนด ไม่ใช่ตามที่ศุลกากรกำหนดเท่านั้น อ่านเล็ตเตอร์ออฟเครดิตหรือเช็กลิสต์ของผู้ให้กู้ก่อนผลิต ไม่ใช่หลังผลิต ตกลงรายละเอียดคำอธิบายสินค้า ข้อมูลผู้รับสินค้า และวันส่งสินค้ากับฟอร์เวิร์ดเดอร์ล่วงหน้า ตรวจเอกสารทุกฉบับเทียบกับฉบับอื่นก่อนยื่น ทีมจองระวางและเอกสารของฟอร์เวิร์ดเดอร์ช่วยจับความไม่สอดคล้องได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แต่ผู้ส่งออกยังคงเป็นผู้รับผิดชอบเนื้อหาของเอกสารทางการค้าของตนเอง
เรื่องเวลาก็สำคัญเช่นกัน ข้อตกลงด้านเงินทุนจำนวนมากอ่อนไหวต่อวันที่ ทั้งวันสุดท้ายที่ส่งสินค้าได้ ช่วงเวลาที่ต้องยื่นเอกสารหลังส่งสินค้า และวันครบกำหนดชำระคืนของสินเชื่อเอง ความล่าช้าที่ท่าเรือหรือการเลื่อนระวางอาจส่งผลต่อไทม์ไลน์ด้านการเงิน จึงควรวางแผนโลจิสติกส์และการเงินไปพร้อมกัน เมื่อเกิดเหตุระหว่างขนส่ง ความเสียหายหรือความล่าช้าของสินค้าอาจกระทบฐานะของผู้ให้กู้ นี่เป็นอีกเหตุผลที่ประกันภัยสินค้ามีความสำคัญแม้แต่กับผู้ส่งออกที่รู้สึกว่าได้รับการคุ้มครองด้านการชำระเงินดีแล้ว

เลือกชุดเครื่องมือที่เหมาะสม และมองให้ได้สัดส่วน
ไม่มีเครื่องมือเดียวที่เหมาะกับผู้ส่งออกทุกราย และผู้ส่งออกรายเล็กส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกอย่าง วิธีตัดสินใจที่ใช้ได้จริงคือเริ่มจากปัญหา ถ้าปัญหาคือเงินสดไม่พอผลิตออเดอร์ที่ยืนยันแล้ว ให้ดูสินเชื่อก่อนการส่งออก ถ้าปัญหาคือต้องรอเครดิตเทอมของผู้ซื้อ ให้ดูสินเชื่อหลังการส่งออก ถ้าปัญหาคือผู้ซื้อที่ไว้ใจไม่ได้เต็มที่ ให้ดูประกันสินเชื่อ หรือเจรจาใช้เล็ตเตอร์ออฟเครดิตแทนการขายแบบเปิดเครดิต ถ้าปัญหาคือตัวสินค้าอาจสูญหายหรือเสียหาย นั่นคือประกันภัยสินค้า ไม่ว่าจะใช้วิธีชำระเงินแบบใด
ควรจำไว้ด้วยว่าเงินทุนมีต้นทุน และเครื่องมือทุกตัวมีเงื่อนไข ก่อนตัดสินใจ ให้เทียบต้นทุนของผลิตภัณฑ์เป็นลายลักษณ์อักษรกับกำไรของออเดอร์ และตรวจว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากออเดอร์เลื่อน ผู้ซื้อโต้แย้งเรื่องสินค้า หรือการส่งมอบล่าช้า ผลิตภัณฑ์ที่ดูถูกแต่มีเงื่อนไขเข้มงวดที่ผู้ส่งออกทำตามไม่ได้ในทางปฏิบัติ ไม่ใช่ของถูก
สุดท้าย ให้จัดลำดับการทำงานให้เหมาะสม เจรจาเงื่อนไขการชำระเงินและสัญญาซื้อขายก่อน เพราะเป็นสิ่งที่กำหนดว่าผู้ให้กู้หรือผู้รับประกันจะพึ่งพาอะไรได้ จากนั้นจัดเตรียมสินเชื่อและประกัน แล้วจึงตามด้วยโลจิสติกส์และเอกสารที่สนับสนุนทั้งสองอย่าง ผู้ส่งออกที่สลับลำดับ คือส่งสินค้าก่อนแล้วค่อยหาเงินหรือความคุ้มครองทีหลัง มักพบว่าตัวเลือกน้อยลงและเงื่อนไขแย่ลง
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำด้านการเงิน กฎหมาย หรือประกันภัย อัตราดอกเบี้ย วงเงิน คุณสมบัติ และรายละเอียดโครงการ ถูกกำหนดโดยธนาคาร บริษัทประกันภัย และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของรัฐ และเปลี่ยนแปลงได้ ควรยืนยันข้อมูลปัจจุบันกับหน่วยงานเหล่านั้นและที่ปรึกษาของคุณเองก่อนนำไปใช้ เมื่อพร้อมวางแผนด้านการขนส่งของการส่งออก ฟอร์เวิร์ดเดอร์ช่วยขอใบเสนอราคา และจัดการจองระวางและเอกสารที่ผ่านการตรวจของผู้ให้กู้ได้
คำถามแบบไหนชี้ไปที่เครื่องมือใด
เงินทุนไม่พอผลิตตามออเดอร์?
พิจารณาสินเชื่อก่อนการส่งออก เช่น แพ็คกิ้งเครดิต โดยใช้ออเดอร์ที่ยืนยันแล้วเป็นฐาน
ส่งของแล้ว แต่ผู้ซื้อจ่ายทีหลัง?
พิจารณาสินเชื่อหลังการส่งออกโดยใช้เอกสารการขนส่งหรือลูกหนี้การค้าเป็นหลักประกัน
กังวลว่าผู้ซื้ออาจไม่จ่ายเลย?
พิจารณาประกันสินเชื่อการส่งออก หรือเปลี่ยนไปใช้เล็ตเตอร์ออฟเครดิต
กังวลว่าสินค้าอาจสูญหายหรือเสียหาย?
นั่นคือประกันภัยสินค้า ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์คนละตัวกันโดยสิ้นเชิง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- มองประกันภัยสินค้ากับประกันสินเชื่อเป็นสิ่งเดียวกัน และสันนิษฐานว่าการมีอย่างหนึ่งหมายความว่าการชำระเงินได้รับการคุ้มครองด้วย
- ส่งสินค้าแบบเปิดเครดิตให้ผู้ซื้อรายใหม่ก่อน แล้วค่อยหาเงินทุนหรือประกันทีหลัง ซึ่งเป็นช่วงที่ตัวเลือกน้อยที่สุดและเงื่อนไขอ่อนที่สุด
- ปล่อยให้เอกสารการขนส่งมีความไม่ตรงกันเล็กน้อยเรื่องผู้รับสินค้า คำอธิบายสินค้า หรือปริมาณ ซึ่งอาจทำให้ผู้ให้กู้หรือธนาคารในเล็ตเตอร์ออฟเครดิตปฏิเสธการจ่ายเงินล่วงหน้า
- เชื่อตัวเลขอัตราดอกเบี้ย วงเงิน ชื่อโครงการ หรือเกณฑ์คุณสมบัติที่ได้ยินต่อ ๆ กันมา แทนที่จะยืนยันตัวเลือกปัจจุบันกับธนาคารและธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของรัฐโดยตรง
- สันนิษฐานว่าความรับผิดของผู้ขนส่งหรือบริการของฟอร์เวิร์ดเดอร์ทดแทนประกันภัยได้ ทั้งที่ความรับผิดของผู้ขนส่งมีเพดานต่ำกว่ามูลค่าสินค้าส่วนใหญ่มาก
สิ่งที่ควรเตรียม
- สัญญาซื้อขายหรือใบสั่งซื้อที่ยืนยันแล้ว ระบุผู้ซื้อ สินค้า ปริมาณ เงื่อนไขการชำระเงิน และกำหนดการส่งมอบ
- เล็ตเตอร์ออฟเครดิตและเงื่อนไข หากการขายใช้ ซึ่งอ่านให้ครบถ้วนก่อนเริ่มผลิต
- คำอธิบายที่ชัดเจนว่าช่องว่างที่ต้องการปิดคืออะไร ทุนผลิต เงินสดหลังส่งของ หรือการป้องกันกรณีไม่ได้รับชำระ
- เอกสารจดทะเบียนบริษัท งบการเงิน และประวัติการส่งออก พร้อมแสดงต่อธนาคารหรือบริษัทประกัน
- ชุดเอกสารที่จัดตามเช็กลิสต์ของผู้ให้กู้ ได้แก่ ใบตราส่งหรือเวย์บิล ใบกำกับสินค้า ใบแจ้งรายการบรรจุ และใบรับรองที่จำเป็น โดยสอดคล้องกันทั้งหมด
คำถามที่พบบ่อย
สินเชื่อก่อนการส่งออกกับหลังการส่งออกต่างกันอย่างไร
สินเชื่อก่อนการส่งออกเป็นทุนสำหรับผลิตและเตรียมออเดอร์ก่อนสินค้าลงเรือ โดยมักอิงออเดอร์ที่ยืนยันแล้ว ส่วนสินเชื่อหลังการส่งออกจ่ายเงินล่วงหน้าหลังส่งสินค้า โดยอิงเอกสารการขนส่งหรือลูกหนี้การค้า ขณะที่ผู้ส่งออกรอผู้ซื้อจ่ายเงิน ธนาคารจะให้บริการแบบใดหรือไม่นั้นแตกต่างกัน ควรถามธนาคารของคุณว่าตอนนี้มีอะไรบ้าง
แพ็คกิ้งเครดิตคืออะไร
แพ็คกิ้งเครดิตเป็นสินเชื่อก่อนการส่งออกรูปแบบหนึ่งที่ธนาคารให้ผู้ส่งออกกู้โดยอิงออเดอร์ส่งออกที่ยืนยันแล้ว เพื่อให้ซื้อวัตถุดิบ ผลิต และบรรจุสินค้าได้ โดยปกติชำระคืนจากเงินที่ได้รับจากการส่งออก เงื่อนไข ความพร้อมให้บริการ และหลักประกันที่ต้องใช้ ถูกกำหนดโดยธนาคารแต่ละแห่ง
ประกันสินเชื่อการส่งออกเหมือนกับประกันภัยสินค้าหรือไม่
ไม่เหมือนกัน ประกันภัยสินค้าคุ้มครองการสูญหายหรือเสียหายทางกายภาพของสินค้าระหว่างขนส่ง ส่วนประกันสินเชื่อการส่งออกคุ้มครองความเสี่ยงทางการเงินที่ผู้ซื้อไม่จ่าย หรือการชำระเงินถูกขัดขวางจากเหตุการณ์ที่กำหนด สินค้าอาจถึงปลายทางไม่เสียหายแต่ยังไม่ได้รับชำระ ดังนั้นอย่างหนึ่งทดแทนอีกอย่างไม่ได้
ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของรัฐช่วยผู้ส่งออกอย่างไร
โดยทั่วไปธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของรัฐมีโครงการสนับสนุนผู้ส่งออก ซึ่งอาจรวมถึงสินเชื่อ การค้ำประกัน การประกันภัย หรือคำปรึกษา โครงการเฉพาะ คุณสมบัติ และเงื่อนไขถูกกำหนดโดยธนาคารและนโยบายรัฐบาลและเปลี่ยนแปลงตามเวลา จึงควรยืนยันกับธนาคารโดยตรงว่าตอนนี้มีอะไรบ้าง
ผู้ให้กู้จะขอเอกสารอะไรจากฉัน
โดยทั่วไปคือสัญญาซื้อขายหรือใบสั่งซื้อ เล็ตเตอร์ออฟเครดิตหากใช้ และเอกสารการขนส่ง เช่น ใบตราส่งหรือเวย์บิล ใบกำกับสินค้า และใบแจ้งรายการบรรจุ อาจขอดูงบการเงิน ประวัติการส่งออก และประกันภัยของคุณด้วย ควรขอเช็กลิสต์ของผู้ให้กู้ตั้งแต่เนิ่น ๆ
ฟอร์เวิร์ดเดอร์จัดหาสินเชื่อส่งออกให้ฉันได้หรือไม่
ฟอร์เวิร์ดเดอร์ไม่ได้ให้กู้ยืมหรือตัดสินสินเชื่อ สิ่งที่ทำได้คือประสานการจองระวาง เอกสารการขนส่ง และการส่งต่อด้านศุลกากร เพื่อให้เอกสารที่ผู้ให้กู้หรือเล็ตเตอร์ออฟเครดิตต้องการถูกต้องและทันเวลา ส่วนเงินทุนมาจากธนาคารของคุณ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของรัฐ หรือผู้ให้กู้รายอื่น