Thai Global FreightEUDR กับผู้ส่งออกยางพาราและไม้ไทย: ต้องเตรียมอะไรบ้าง
กฎหมาย EUDR ของสหภาพยุโรปกระทบการส่งออกยางพาราและไม้จากไทยอย่างไร ทั้งขอบเขตสินค้า การยื่นคำแถลงการตรวจสอบสถานะ พิกัดแปลงปลูก การแยกวัตถุดิบ และเอกสารส่งออก
สารบัญเนื้อหา
- 01EUDR คืออะไร และทำไมผู้ส่งออกไทยต้องสนใจ
- 02สินค้ายางและไม้จากไทยกลุ่มใดอยู่ในขอบเขต
- 03ใครมีหน้าที่ตามกฎหมาย ผู้ส่งออกไทยหรือผู้ซื้อในยุโรป
- 04คำแถลงการตรวจสอบสถานะคืออะไร และมีอะไรอยู่ในนั้น
- 05ซัพพลายเออร์ไทยต้องส่งข้อมูลพิกัดอะไรบ้าง
- 06จะแยกวัตถุดิบที่ผ่านเกณฑ์ออกจากวัตถุดิบที่ไม่ผ่านได้อย่างไร
- 07EUDR เปลี่ยนเอกสารที่ส่งให้ผู้ซื้อในยุโรปและฟอร์เวิร์ดเดอร์อย่างไร
- 08ข้อผูกพันตาม EUDR เริ่มใช้เมื่อไร
- 09ผู้ส่งออกยางหรือไม้ไทยควรทำอะไรตอนนี้
- 10EUDR อยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับ CBAM, FSC และข้อกำหนดอื่น
คำตอบโดยสรุป
กฎหมายว่าด้วยสินค้าปลอดการทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EU Deforestation Regulation หรือ EUDR) หรือ Regulation (EU) 2023/1115 ห้ามนำยางพารา ไม้ และสินค้าโภคภัณฑ์อีกห้ากลุ่ม รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสิ่งเหล่านี้ เข้าตลาดสหภาพยุโรป เว้นแต่จะปลอดการทำลายป่า ผลิตถูกกฎหมาย และมีคำแถลงการตรวจสอบสถานะรองรับ ผู้ส่งออกไทยมักไม่ได้ยื่นคำแถลงนี้เอง ผู้นำเข้าในยุโรปเป็นคนยื่น แต่ผู้นำเข้ายื่นได้ก็ต่อเมื่อฝั่งไทยส่งข้อมูลให้ครบ ได้แก่ พิกัดแปลง หลักฐานความถูกต้องตามกฎหมาย และหลักฐานว่าวัตถุดิบที่ผ่านเกณฑ์ไม่ได้ปนกับวัตถุดิบที่ไม่รู้ที่มา ตามข้อมูลของคณะกรรมาธิการยุโรป ข้อผูกพันหลักเริ่มใช้กับผู้ประกอบการขนาดใหญ่และขนาดกลางตั้งแต่ 30 ธันวาคม 2026 ควรตรวจสอบวันที่ล่าสุดในหน้า EUDR ของคณะกรรมาธิการอีกครั้ง
สรุปประเด็นสำคัญ
- EUDR ครอบคลุมยางธรรมชาติและไม้ รวมถึงโค โกโก้ กาแฟ ปาล์มน้ำมัน และถั่วเหลือง พร้อมผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องที่ระบุไว้ เช่น ยางล้อและเฟอร์นิเจอร์ ยางสังเคราะห์ไม่อยู่ในกลุ่มสินค้าเป้าหมาย
- หน้าที่ตามกฎหมายในการยื่นคำแถลงการตรวจสอบสถานะอยู่ที่ผู้ประกอบการที่นำสินค้าเข้าตลาดสหภาพยุโรป ซึ่งปกติคือผู้นำเข้า หน้าที่ของผู้ส่งออกไทยคือส่งข้อมูลที่ทำให้ยื่นคำแถลงได้
- ทุกแปลงที่ส่งวัตถุดิบต้องมีพิกัดทศนิยมหกตำแหน่ง แปลงที่ใหญ่กว่า 4 เฮกตาร์ต้องใช้รูปหลายเหลี่ยม แปลงที่เล็กกว่าใช้จุดเดียวได้
- ไม่อนุญาตให้ใช้ระบบ mass balance ที่ปนวัตถุดิบกัน วัตถุดิบที่ผ่านเกณฑ์ต้องแยกจากวัตถุดิบไม่รู้ที่มาในทุกขั้น ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยากที่สุดสำหรับห่วงโซ่ยางไทยที่พึ่งพาพ่อค้าคนกลาง
- วันเริ่มบังคับใช้ถูกเลื่อนมาแล้วมากกว่าหนึ่งครั้ง ควรวางแผนตามวันที่ที่ประกาศบนหน้าเว็บคณะกรรมาธิการยุโรป และตรวจสอบซ้ำก่อนผูกพันสัญญา
หลายสิบปีที่ผ่านมา ผู้ส่งออกยางพาราหรือไม้ยางพาราไทยที่ขายเข้ายุโรปต้องเตรียมเอกสารชุดเดิมที่คุ้นเคย ได้แก่ ใบกำกับสินค้า รายการบรรจุ ใบตราส่ง หนังสือรับรองถิ่นกำเนิด และบางสินค้าต้องมีใบรับรองสุขอนามัยพืชหรือใบรับรองการรมยา กฎหมาย EUDR ของสหภาพยุโรปเพิ่มข้อกำหนดอีกแบบหนึ่งเข้ามา มันไม่ได้ถามว่าสินค้าคืออะไรหรือผลิตที่ไหนในความหมายทางศุลกากร แต่ถามว่าวัตถุดิบปลูกหรือเก็บเกี่ยวจากจุดไหนบนแผนที่ ที่ดินแปลงนั้นเคยเป็นป่าหรือไม่ ณ วันตัดรอบที่กำหนด ผลิตถูกกฎหมายหรือเปล่า และมีใครพิสูจน์เส้นทางจากแปลงนั้นจนถึงยางแท่ง ยางแผ่น ถุงมือ หรือโต๊ะที่อยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ได้หรือไม่
บทความนี้อธิบายกฎหมายจากมุมของผู้ส่งออกไทย ว่าสินค้าใดอยู่ในขอบเขต ใครมีหน้าที่ตามกฎหมาย คำแถลงการตรวจสอบสถานะมีอะไรบ้าง การระบุพิกัดแปลงมีความหมายอย่างไรกับสวนยางรายย่อย การแยกวัตถุดิบทำอย่างไร เอกสารส่งออกเปลี่ยนไปแค่ไหน และกรอบเวลาบังคับใช้เป็นอย่างไร ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวกฎหมายมาจากหน้าเว็บ EUDR และเอกสารถามตอบที่คณะกรรมาธิการยุโรปเผยแพร่ ส่วนรายละเอียดที่ยังเปลี่ยนแปลงอยู่ เราจะบอกตรงๆ และชี้ไปที่แหล่งทางการแทนการเดา บทความนี้เป็นคู่มือเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย เรื่องเงื่อนไขสัญญาควรคุยกับผู้ซื้อในยุโรป และหากจำเป็นให้ปรึกษาทนายที่ทำงานด้านกฎระเบียบสินค้าของสหภาพยุโรป
EUDR คืออะไร และทำไมผู้ส่งออกไทยต้องสนใจ
EUDR คือ Regulation (EU) 2023/1115 ว่าด้วยสินค้าปลอดการทำลายป่า กฎหมายนี้ห้ามนำสินค้าโภคภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ที่ระบุไว้เข้าตลาดสหภาพยุโรปหรือส่งออกจากสหภาพยุโรป เว้นแต่จะผ่านเงื่อนไขครบทั้งสามข้อ
เอกสารถามตอบของคณะกรรมาธิการยุโรปอธิบายว่าเงื่อนไขสามข้อตามมาตรา 3 ต้องผ่านพร้อมกันทั้งหมด ข้อแรก สินค้าต้องปลอดการทำลายป่า ในทางปฏิบัติหมายถึงที่ดินต้นทางต้องไม่ถูกแผ้วถางป่าหลังวันตัดรอบคือ 31 ธันวาคม 2020 (และสำหรับไม้ ป่าต้องไม่เสื่อมโทรมหลังวันดังกล่าว) ข้อสอง ต้องผลิตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องของประเทศผู้ผลิต สำหรับไทยก็คือกฎหมายไทยเรื่องสิทธิในที่ดิน การใช้ที่ดิน แรงงาน ภาษี และเรื่องทำนองนี้ ข้อสาม ต้องมีคำแถลงการตรวจสอบสถานะ (due diligence statement) หรือสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กบางกลุ่มคือคำประกาศแบบย่อ (simplified declaration) ที่ยื่นผ่านระบบสารสนเทศของสหภาพยุโรป
เหตุที่ไทยต้องสนใจนั้นง่ายมาก ยางเป็นหนึ่งในเจ็ดสินค้าโภคภัณฑ์เป้าหมาย และไม้ก็เป็นอีกหนึ่ง ครอบคลุมยางธรรมชาติในรูปขั้นต้นและรายการผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง รวมถึงไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ซึ่งรวมเฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพาราด้วย กฎหมายระบุสินค้าเป้าหมายไว้เจ็ดกลุ่ม คือ โค โกโก้ กาแฟ ปาล์มน้ำมัน ยาง ถั่วเหลือง และไม้ ไทยส่งออกหลายกลุ่มในนี้ แต่ยางกับไม้คือจุดที่ปริมาณการส่งออกมาบรรจบกับความซับซ้อนของเกษตรกรรายย่อย
มีสองลักษณะที่ทำให้ EUDR ต่างจากกฎการค้าแบบเดิม อย่างแรก ไม่มีเกณฑ์ขั้นต่ำ เอกสารถามตอบของคณะกรรมาธิการระบุว่าไม่มีปริมาณหรือมูลค่าขั้นต่ำที่ทำให้กฎหมายไม่ต้องใช้ อย่างที่สอง ข้อผูกพันติดไปกับตัวสินค้า ไม่ได้ขึ้นกับขนาดบริษัทผู้ส่งออก โรงงานแปรรูปเล็กๆ ของไทยที่ส่งยางแท่งตู้เดียวให้ผู้ผลิตยางล้อในยุโรป ก็ถูกดึงเข้าห่วงโซ่ข้อมูลเดียวกับกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่ทำครบวงจร
สินค้ายางและไม้จากไทยกลุ่มใดอยู่ในขอบเขต
ยางธรรมชาติในรูปขั้นต้นและรายการผลิตภัณฑ์ยางต่อเนื่องอยู่ในขอบเขต รวมถึงไม้และผลิตภัณฑ์ไม้อีกจำนวนมาก รายการที่แน่นอนอยู่ในภาคผนวก I ของกฎหมาย แยกตามพิกัด HS และผู้ซื้อจะตรวจสินค้าทีละรายการเทียบกับภาคผนวกนี้
ฝั่งยาง ขอบเขตเริ่มจากยางธรรมชาติ ได้แก่ น้ำยางสดที่แปรรูปเป็นน้ำยางข้น ยางแผ่นรมควัน ยางแท่งมาตรฐาน และรูปแบบขั้นต้นที่ใกล้เคียง แล้วขยายไปถึงผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยางธรรมชาติตามที่ระบุไว้ เอกสารถามตอบของคณะกรรมาธิการยกยางล้อลมใหม่เป็นตัวอย่าง และตอบคำถามที่สำคัญมากสำหรับโรงงานผสมยางไทย ว่าหากยางล้อทำจากยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ ผู้ประกอบการต้องตรวจสอบสถานะเฉพาะส่วนที่เป็นยางธรรมชาติ ยางสังเคราะห์ไม่ใช่สินค้าเป้าหมาย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ข้อผูกพันของส่วนยางธรรมชาติเบาลง
ฝั่งไม้ ขอบเขตกว้างมาก ทั้งซุง ไม้แปรรูป แผ่นไม้ ผลิตภัณฑ์ไม้สำเร็จรูปหลายชนิด และเฟอร์นิเจอร์ไม้ เป็นต้น ไม้ยางพาราก็คือไม้ ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไทยที่ใช้ไม้ยางจากสวนที่หมดอายุกรีดจึงอยู่ในสถานะเดียวกับผู้ใช้ไม้ชนิดอื่น ต้องสืบย้อนได้ว่าไม้ถูกโค่นจากที่ไหน ไม้จากสวนปลูกไม่ได้รับยกเว้นเพียงเพราะเป็นไม้ปลูก สิ่งที่สำคัญคือสถานะของที่ดิน ณ วันตัดรอบ และความถูกต้องตามกฎหมายของการตัดโค่น
บรรจุภัณฑ์เป็นคำถามที่พบบ่อย เอกสารถามตอบอธิบายว่าวัสดุบรรจุภัณฑ์ที่ใช้เพื่อรองรับ ปกป้อง หรือขนสินค้าอื่นเท่านั้นไม่ถือเป็นสินค้าในขอบเขตด้วยตัวเอง พาเลทไม้ที่รองสินค้าซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตจึงไม่ใช่สินค้า EUDR แต่ยังต้องผ่านการกำจัดศัตรูพืชและประทับตราตามมาตรฐาน ISPM 15 สำหรับบรรจุภัณฑ์ไม้ ส่วนพาเลทที่ขายเป็นสินค้าโดยตรงอยู่ในขอบเขต
ขั้นตอนที่ควรทำคือนั่งคุยกับผู้ซื้อพร้อมรายการพิกัด HS ของคุณ อย่าตัดสินขอบเขตเองจากบทสรุปแบบนี้ ภาคผนวก I เขียนไว้ละเอียด รายการแก้ไขได้ด้วยกฎหมายลำดับรอง (หน้าเว็บคณะกรรมาธิการก็กล่าวถึงสินค้าที่เพิ่มเข้ามาซึ่งมีผลในภายหลังแล้ว) และทีมกำกับดูแลของผู้ซื้อจะเป็นผู้ตัดสินขั้นสุดท้ายว่าต้องการอะไรจากคุณ
รูปแบบสินค้ายางและไม้ของไทย กับจุดที่การตรวจสอบย้อนกลับมักขาดตอน
| รูปแบบสินค้า | จุดที่ข้อมูลแปลงมักขาดตอน | สิ่งที่ต้องแก้ |
|---|---|---|
| น้ำยางสด ยางก้อนถ้วย | การรวบรวมผ่านพ่อค้าท้องถิ่นและคนกลาง | บันทึกว่าแต่ละรอบรับซื้อมาจากแปลงใด |
| ยางแผ่น ยางแท่ง น้ำยางข้น | การผสมล็อตในบ่อพัก เครื่องรีด และสายการอัดแท่ง | แยกสายผลิตหรือบันทึกแบตช์ระดับล็อต |
| ยางล้อ ถุงมือ ผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติอื่น | การผสมกับยางสังเคราะห์และวัตถุดิบอื่น | ตรวจย้อนกลับเฉพาะส่วนยางธรรมชาติ แต่ต้องครบถ้วน |
| ไม้ยางพารา เฟอร์นิเจอร์ | การรับซุงจากหลายสวนปนกันที่โรงเลื่อย | บันทึกการรับซุงที่ผูกกับแปลงที่โค่น |

ใครมีหน้าที่ตามกฎหมาย ผู้ส่งออกไทยหรือผู้ซื้อในยุโรป
หน้าที่ในการตรวจสอบสถานะและยื่นคำแถลงอยู่ที่ผู้ประกอบการรายแรกที่นำสินค้าเข้าตลาดสหภาพยุโรป ซึ่งสำหรับสินค้าส่งออกจากไทยมักเป็นผู้นำเข้าในยุโรป ผู้ส่งออกไทยไม่มีหน้าที่ยื่นเองโดยตรง แต่ในทางปฏิบัติต้องแบกภาระเรื่องข้อมูล
เอกสารถามตอบของคณะกรรมาธิการระบุชัดว่ากฎหมายไม่ได้กำหนดหน้าที่โดยตรงต่อผู้ผลิตในประเทศที่สาม เว้นแต่ผู้ผลิตนั้นนำสินค้าเข้าตลาดสหภาพยุโรปเอง โรงงานยางไทยที่ขายแบบ FOB หรือ CIF ให้ผู้นำเข้าในเยอรมนีไม่ใช่ผู้ประกอบการตามความหมายของกฎหมาย ผู้นำเข้าต่างหากที่เป็น ผู้นำเข้าเป็นผู้ยื่นคำแถลงการตรวจสอบสถานะและต้องรับผิดหากสินค้าไม่เป็นไปตามกฎหมาย
แต่ไม่ได้แปลว่าฝั่งไทยจะเพิกเฉยได้ ผู้นำเข้าในยุโรปตรวจสอบสถานะยางแท่งหนึ่งตู้ไม่ได้ถ้าไม่รู้ว่าน้ำยางมาจากแปลงไหน และประเมินความเสี่ยงไม่ได้ถ้าไม่มีข้อมูลความถูกต้องตามกฎหมาย ข้อมูลต้องมาจากประเทศไทย และในทางปฏิบัติก็ไหลผ่านผู้ส่งออก ผู้ซื้อในยุโรปเริ่มเขียนเรื่องนี้ไว้ในสัญญาซื้อขายและหลักปฏิบัติของซัพพลายเออร์แล้ว ซัพพลายเออร์ที่ให้ข้อมูลไม่ได้ก็ซื้อด้วยยากกว่าซัพพลายเออร์ที่ให้ได้
ห่วงโซ่หลังผู้นำเข้าก็สำคัญ เอกสารถามตอบอธิบายว่าผู้ประกอบการต้องส่งเลขอ้างอิงคำแถลงการตรวจสอบสถานะต่อไปยังผู้ประกอบการและผู้ค้าในลำดับถัดไป ซึ่งต้องเก็บบันทึกคู่ค้าที่ซื้อขายโดยตรงกับตน ช่องโหว่ข้อมูลเพียงจุดเดียวในไทยจึงอาจลามไปตลอดห่วงโซ่การกระจายสินค้าในยุโรป
มีข้อยกเว้นหนึ่งที่ต้องจำ ถ้าบริษัทไทยตั้งนิติบุคคลของตัวเองในยุโรปแล้วนำเข้าในนามตัวเอง หรือขายแบบส่งมอบถึงปลายทางที่ตัวเองกลายเป็นผู้นำเข้าในสหภาพยุโรป บริษัทนั้นหรือนิติบุคคลในยุโรปอาจกลายเป็นผู้ประกอบการตามกฎหมาย นี่เป็นการตัดสินใจเชิงโครงสร้างที่มีผลทางกฎหมาย ควรขอคำปรึกษาด้านกฎหมายสหภาพยุโรปก่อนขายสินค้า EUDR แบบ DDP เข้ายุโรป
คำแถลงการตรวจสอบสถานะคืออะไร และมีอะไรอยู่ในนั้น
คำแถลงการตรวจสอบสถานะ (due diligence statement หรือ DDS) คือคำประกาศอย่างเป็นทางการของผู้ประกอบการที่ยื่นในระบบสารสนเทศของสหภาพยุโรป ว่าได้ตรวจสอบสถานะแล้ว และพบว่าไม่มีความเสี่ยงหรือมีเพียงความเสี่ยงเล็กน้อยมากที่สินค้าจะไม่เป็นไปตามกฎหมาย นี่คือเอกสารที่เปลี่ยนข้อมูลของคุณให้เป็นสิทธิ์เข้าตลาด
การตรวจสอบสถานะภายใต้ EUDR มีสามส่วน ผู้ประกอบการเก็บข้อมูลสินค้า (คำอธิบาย ปริมาณ ประเทศผู้ผลิต พิกัดของทุกแปลง ข้อมูลซัพพลายเออร์และลูกค้า และหลักฐานว่าปลอดการทำลายป่าและถูกกฎหมาย) จากนั้นประเมินความเสี่ยงที่สินค้าจะไม่เป็นไปตามกฎหมายตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ซึ่งรวมถึงระดับความเสี่ยงของประเทศตามการจัดกลุ่มของคณะกรรมาธิการ หากความเสี่ยงไม่ได้เล็กน้อยมาก ก็ต้องมีมาตรการลดความเสี่ยง เช่น ขอเอกสารเพิ่ม ให้มีการตรวจประเมินโดยอิสระ หรือตรวจซัพพลายเออร์ จนความเสี่ยงอยู่ในระดับเล็กน้อยมาก แล้วจึงยื่นคำแถลงได้
เมื่อยื่นคำแถลงแล้ว ระบบสารสนเทศจะออกเลขอ้างอิง เลขนี้คือสิ่งที่เคลื่อนต่อไปตลอดห่วงโซ่ ผู้ประกอบการและผู้ค้าในลำดับถัดไปในยุโรปอ้างอิงเลขนี้แทนการตรวจสอบสถานะซ้ำทั้งหมด
กฎหมายยังมีช่องทางที่ง่ายกว่า หน้าเว็บของคณะกรรมาธิการกล่าวถึงคำประกาศแบบย่อสำหรับผู้ประกอบการต้นน้ำรายย่อยหรือรายเล็ก และการตรวจสอบสถานะแบบย่อสำหรับสินค้าจากประเทศที่จัดเป็นความเสี่ยงต่ำ ผู้ซื้อใช้ช่องทางไหนจะเปลี่ยนปริมาณข้อมูลที่ต้องการจากคุณ จึงควรถาม ไม่ควรเดา
การเก็บบันทึกต้องยาวนาน เอกสารถามตอบของคณะกรรมาธิการระบุการเก็บข้อมูลที่รวบรวมไว้อย่างน้อยห้าปี ผู้ส่งออกไทยที่ส่งข้อมูลให้ผู้ซื้อควรเก็บสำเนาทุกอย่างที่ส่งไปอย่างน้อยนานเท่ากัน เพราะคำถามจากหน่วยงานกำกับของประเทศสมาชิกจะย้อนกลับมาที่ผู้ซื้อ แล้วจากผู้ซื้อก็มาถึงคุณ
ข้อสังเกตเชิงปฏิบัติอีกข้อ DDS ครอบคลุมสินค้าที่นำเข้าตลาด ไม่ใช่ตู้คอนเทนเนอร์ หากผู้ซื้อแบ่งสินค้าหนึ่งตู้ออกเป็นหลายคำแถลง หรือรวมหลายตู้ไว้ในคำแถลงเดียว ระบบเลขล็อตของคุณต้องรองรับให้แบ่งหรือรวมได้อย่างเรียบร้อย

ซัพพลายเออร์ไทยต้องส่งข้อมูลพิกัดอะไรบ้าง
พิกัด (geolocation) หมายถึงละติจูดและลองจิจูดของทุกแปลงที่ดินที่ผลิตสินค้า ทศนิยมหกตำแหน่ง ตามเอกสารถามตอบของคณะกรรมาธิการ แปลงที่ใหญ่กว่า 4 เฮกตาร์ (สำหรับสินค้าที่ไม่ใช่โค) ต้องระบุเป็นรูปหลายเหลี่ยมรอบขอบแปลง ส่วนแปลงที่เล็กกว่า 4 เฮกตาร์ใช้ได้ทั้งรูปหลายเหลี่ยมหรือจุดเดียว
สำหรับยางพาราไทย นี่คือหัวใจของเรื่อง น้ำยางจำนวนมากของประเทศมาจากสวนรายย่อย และมักผ่านจุดรับซื้อในท้องถิ่น สหกรณ์ และพ่อค้าคนกลาง ก่อนถึงโรงงานแปรรูป โรงงานหนึ่งอาจรับวัตถุดิบจากแปลงจำนวนมหาศาลภายในสัปดาห์เดียว ภายใต้ EUDR ทุกแปลงที่ส่งวัตถุดิบเข้าล็อตที่ส่งไปยุโรปต้องระบุได้
เอกสารถามตอบมีรายละเอียดที่กำหนดวิธีเก็บข้อมูลด้วย พิกัดเก็บได้ด้วยโทรศัพท์มือถือ เครื่องรับสัญญาณดาวเทียมแบบพกพา หรือแอป GIS ที่ใช้ฟรี ไม่จำเป็นต้องมีสัญญาณมือถือ ขอแค่รับสัญญาณดาวเทียมได้ดี รูปหลายเหลี่ยมใช้จุดกึ่งกลางกับรัศมีแทนไม่ได้ และการใส่แปลงในคำแถลงมากกว่าแปลงที่ผลิตสินค้าจริงก็ถูกระบุเป็นปัญหาในเอกสารถามตอบ โรงงานจึงไม่สามารถใส่ทุกแปลงในอำเภอไว้เผื่อได้
ข้อมูลในไทยจะมาจากไหน มีหลายแหล่งที่ช่วยได้ แต่ไม่มีแหล่งไหนได้มาเองอัตโนมัติ เอกสารสิทธิ์ที่ดินบอกตำแหน่งได้แต่ไม่ได้ให้รูปหลายเหลี่ยมที่ใช้งานได้เสมอไป ฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรและของหน่วยงานรัฐอาจมีข้อมูลแปลง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมเรื่องการตรวจสอบย้อนกลับ และผู้ซื้อมักถามว่าข้อมูลของซัพพลายเออร์เชื่อมกับระบบนี้หรือไม่ ควรสอบถาม กยท. โดยตรงว่ามีข้อมูลอะไรสำหรับฐานวัตถุดิบของคุณ แทนการอาศัยคำบอกเล่าต่อๆ กันมา ระบบรับรองมาตรฐานต่างๆ และโครงการทำแผนที่แปลงที่ผู้ซื้อสนับสนุนก็เป็นอีกช่องทางหนึ่ง
ไม่ว่าข้อมูลจะมาจากแหล่งไหน การตรวจคุณภาพสำคัญมาก จุดพิกัดที่ตกลงในทะเล รูปหลายเหลี่ยมที่ทับเขตป่าอนุรักษ์ หรือแปลงที่ใหญ่เกินกว่าปริมาณที่อ้างว่าส่งมาอย่างมาก ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อในยุโรป หรือหน่วยงานกำกับที่ตรวจภาพถ่ายดาวเทียม มองเห็นได้ ควรทำความสะอาดข้อมูลก่อนส่ง
จุดเดียวหรือรูปหลายเหลี่ยม: วิธีระบุพิกัดแปลงที่ดิน
แปลงใหญ่กว่า 4 เฮกตาร์
- ต้องเป็นรูปหลายเหลี่ยม
- จุดละติจูดและลองจิจูดตลอดแนวขอบแปลง
- ทศนิยมหกตำแหน่งต่อพิกัด
- ใช้จุดกึ่งกลางกับรัศมีแทนไม่ได้
แปลงเล็กกว่า 4 เฮกตาร์
- ใช้รูปหลายเหลี่ยมหรือจุดเดียวก็ได้
- จุดเดียว: ละติจูดและลองจิจูดหนึ่งคู่
- ทศนิยมหกตำแหน่งต่อพิกัด
- พบบ่อยในสวนยางรายย่อย แต่ต้องวัดจริง ห้ามเดา
จะแยกวัตถุดิบที่ผ่านเกณฑ์ออกจากวัตถุดิบที่ไม่ผ่านได้อย่างไร
ด้วยการแยกวัตถุดิบ (segregation) เอกสารถามตอบของคณะกรรมาธิการระบุว่าไม่อนุญาตห่วงโซ่แบบ mass balance ที่ยอมให้ผสมวัตถุดิบที่ผ่านเกณฑ์กับวัตถุดิบไม่รู้ที่มา วัตถุดิบที่ผ่านเกณฑ์ต้องแยกจากวัตถุดิบที่ไม่รู้ที่มาหรือไม่ผ่านเกณฑ์ในทุกขั้นตอน
นี่คือการเปลี่ยนแปลงด้านปฏิบัติการที่เจ็บที่สุด โรงงานแปรรูปไทยจำนวนมากออกแบบมาเพื่อผสม น้ำยางจากหลายแหล่งลงบ่อพักเดียวกัน ยางก้อนถ้วยจากหลายจุดรับซื้อผ่านเครื่องรีดและเตาอบชุดเดียวกัน และยางแท่งจากรอบผลิตเดียวกันถูกอัดแท่งและคัดเกรดรวมกัน ภายใต้ระบบ mass balance คุณอาจซื้อวัตถุดิบที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ในสัดส่วนหนึ่ง แล้วอ้างผลผลิตในสัดส่วนเดียวกัน แต่ EUDR ไม่ยอมรับวิธีนี้สำหรับสินค้าที่ส่งเข้ายุโรป
ในทางปฏิบัติ ผู้ส่งออกไทยใช้สามแนวทาง และมักใช้ผสมกัน แนวทางแรกคือแยกสายผลิตหรือแยกโรงงานสำหรับสินค้าที่จะส่งยุโรป โดยป้อนเฉพาะวัตถุดิบที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ แนวทางที่สองคือแยกตามช่วงเวลา ผลิตล็อตที่จะส่งยุโรปเป็นแบตช์แยก มีการล้างเครื่องและบันทึกจุดเริ่มต้นกับจุดสิ้นสุดชัดเจน เพื่อให้บันทึกแบตช์แสดงได้ว่ามีวัตถุดิบรอบไหนเข้าไปบ้าง แนวทางที่สามคือแยกช่องทางรับซื้อ ซื้อวัตถุดิบที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ผ่านจุดรับซื้อหรือสหกรณ์เฉพาะที่เก็บข้อมูลแปลงตั้งแต่ตอนรับซื้อ และแยกเก็บทางกายภาพจนถึงขั้นแปรรูป
เอกสารถามตอบยังพูดถึงสินค้าเทกองและสินค้าที่ประกอบจากหลายส่วน สำหรับสินค้าเทกอง ทุกแปลงที่เกี่ยวข้องกับการส่งหนึ่งครั้งต้องระบุได้ และวัตถุดิบต้องไม่ถูกผสมกับวัตถุดิบไม่รู้ที่มาในขั้นใดเลย สำหรับสินค้าประกอบ เช่น เฟอร์นิเจอร์ไม้ที่มีชิ้นส่วนไม้หลายชิ้น ต้องระบุพิกัดของทุกแปลงที่ส่งไม้ในขอบเขตเข้ามา
สำหรับไม้ยางพารา ปัญหาแบบเดียวกันเกิดที่โรงเลื่อย ซุงจากหลายสวนมาลงลานเดียวกัน คำสั่งซื้อที่จะส่งยุโรปต้องมีบันทึกการรับซุงที่โยงซุงแต่ละท่อนหรือแต่ละชุดกับสวนต้นทาง และต้องมีวิธีให้ไม้นั้นยังระบุตัวตนได้ตลอดการเลื่อย อบ และแปรรูป
ไม่ว่าเลือกแนวทางไหน เลขล็อตคือตัวเชื่อม บันทึกการผลิต รายการบรรจุ และไฟล์ข้อมูลที่ส่งให้ผู้ซื้อ ต้องใช้รหัสล็อตเดียวกันทั้งหมด
EUDR เปลี่ยนเอกสารที่ส่งให้ผู้ซื้อในยุโรปและฟอร์เวิร์ดเดอร์อย่างไร
เอกสารการค้าและเอกสารขนส่งยังเหมือนเดิม แต่มีไฟล์ข้อมูลเดินทางคู่ไปด้วย และรหัสล็อตต้องตรงกันทุกเอกสาร ส่วนเลขอ้างอิง DDS ต้องใส่ในใบขนสินค้าของฝั่งยุโรปที่ผู้นำเข้าหรือตัวแทนออกของยื่น ไม่ใช่ใส่ในใบตราส่งของคุณ
เอกสารถามตอบของคณะกรรมาธิการตอบเรื่องนี้ไว้ตรงๆ ตามมาตรา 26(4) เลขอ้างอิงคำแถลงการตรวจสอบสถานะ หรือเลขคำประกาศแบบย่อ ต้องแสดงต่อศุลกากรเมื่อสินค้าเข้าหรือออกจากตลาดสหภาพยุโรป โดยผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกใส่เลขนี้ในใบขนสินค้า ส่วนเอกสารขนส่งอื่น เช่น ใบส่งของหรือใบกำกับสินค้า เอกสารถามตอบระบุว่าไม่มีบทบัญญัติเฉพาะใน EUDR ที่บังคับให้ใส่เลขอ้างอิง
แล้วฝั่งไทยเปลี่ยนอะไร มีสามเรื่อง เรื่องแรกคือจังหวะเวลา ผู้ซื้อต้องได้ข้อมูลการตรวจสอบย้อนกลับและพิกัดเร็วพอที่จะตรวจสอบสถานะและยื่นคำแถลงให้เสร็จก่อนสำแดงสินค้าในยุโรป ถ้าข้อมูลมาถึงหลังเรือออก ตู้อาจต้องรอที่ท่าเรือปลายทางระหว่างที่ผู้ซื้อจัดการให้เสร็จ ควรตกลงกำหนดส่งข้อมูลกับผู้ซื้อแบบเดียวกับที่ตกลงกำหนดส่งเอกสารกับฟอร์เวิร์ดเดอร์
เรื่องที่สองคือความสอดคล้อง คำอธิบายสินค้า ปริมาณ และน้ำหนักสุทธิในคำแถลงของผู้ซื้อต้องตรงกับสินค้าในใบกำกับสินค้าและรายการบรรจุของคุณ เอกสารถามตอบระบุว่าน้ำหนักสุทธิในคำแถลงไม่รวมบรรจุภัณฑ์ จึงควรให้รายการบรรจุแสดงน้ำหนักสุทธิและน้ำหนักรวมของแต่ละล็อตอย่างชัดเจน
เรื่องที่สามคือการโยงล็อต ใบกำกับสินค้าและรายการบรรจุควรแสดงเลขล็อตหรือเลขแบตช์ที่ตรงกับไฟล์ข้อมูล เมื่อผู้ซื้อ ผู้ตรวจประเมิน หรือหน่วยงานกำกับถามว่ายางแท่งก้อนนี้มาจากแปลงไหน คำตอบควรได้จากการเปิดดูข้อมูล ไม่ใช่ต้องออกไปสืบหา
ฟอร์เวิร์ดเดอร์ไม่ได้ยื่น DDS และแก้ข้อมูลที่ขาดหายไม่ได้ แต่ช่วยในส่วนที่ตัวเองเกี่ยวข้องได้ เช่น ดูให้เลขล็อตและคำอธิบายสินค้าตรงกันระหว่างคำสั่งการขนส่งกับใบตราส่ง แจ้งเตือนเมื่อคำอธิบายที่ผู้ซื้อขอไม่ตรงกับใบกำกับสินค้า และทำให้จังหวะเอกสารสอดคล้องกับกำหนดส่งข้อมูล Thai Global Freight (TGF) ช่วยประสานการจองระวาง เอกสาร และการส่งต่องานพิธีการศุลกากรในไทยสำหรับสินค้าที่อยู่ในขอบเขต EUDR ได้ ส่วนข้อมูลการตรวจสอบย้อนกลับยังเป็นเรื่องระหว่างคุณกับผู้ซื้อ
ชุดเอกสารเบื้องหลังการส่งยางหรือไม้ที่พร้อมรับ EUDR

ข้อผูกพันตาม EUDR เริ่มใช้เมื่อไร
ตามที่ประกาศบนหน้าเว็บ EUDR ของคณะกรรมาธิการยุโรป ณ วันที่เราตรวจสอบคือ 20 ตุลาคม 2026 ข้อผูกพันหลักเริ่มใช้กับผู้ประกอบการขนาดใหญ่และขนาดกลางตั้งแต่ 30 ธันวาคม 2026 และกับผู้ประกอบการรายย่อยและรายเล็กตั้งแต่ 30 มิถุนายน 2027 วันที่เหล่านี้เคยเปลี่ยนมาแล้ว จึงควรตรวจสอบหน้าเว็บทางการก่อนนำไปใช้
ประวัติความเป็นมาสำคัญเพราะอธิบายได้ว่าทำไมซัพพลายเออร์ไทยหลายรายยังไม่แน่ใจ กฎหมายมีผลใช้บังคับในปี 2023 พร้อมกรอบเวลาเริ่มใช้เดิม จากนั้นสหภาพยุโรปได้แก้ไข โดยหน้าเว็บของคณะกรรมาธิการบันทึกการแก้ไขในเดือนธันวาคม 2024 และธันวาคม 2025 ซึ่งรวมถึงการเลื่อนวันเริ่มใช้ออกไป การเลื่อนแต่ละครั้งทำให้ผู้ซื้อต้องตั้งเส้นเวลาใหม่ ซัพพลายเออร์ไทยบางรายที่เริ่มทำแผนที่แปลงแล้วหยุดไป ขณะที่บางรายเดินหน้าต่อ
หน้าเว็บของคณะกรรมาธิการยังระบุกรณีพิเศษ ผู้ประกอบการรายย่อยและรายเล็กที่อยู่ภายใต้กฎหมายไม้ของสหภาพยุโรปฉบับเดิม (EU Timber Regulation) อยู่แล้ว เริ่มใช้กฎตั้งแต่ 30 ธันวาคม 2026 ไม่ใช่วันที่ที่ช้ากว่าสำหรับรายเล็ก และยังกล่าวถึงสินค้าที่เพิ่มเข้ามาโดยกฎหมายลำดับรองฉบับหลังซึ่งมีผลช้าออกไปอีก ถ้าสินค้าของคุณอยู่ใกล้ขอบของรายการ ควรยืนยันว่าวันที่ใดใช้กับสินค้าของคุณโดยเฉพาะ
สำหรับผู้ส่งออกไทย วันที่ที่สำคัญจริงไม่ใช่วันที่ตามกฎหมาย แต่เป็นวันที่ของผู้ซื้อ ผู้นำเข้าในยุโรปที่ต้องยื่นคำแถลงตั้งแต่วันเริ่มใช้ต้องได้ข้อมูลของคุณก่อนหน้านั้น สำหรับสินค้าที่จะมาถึงหลังวันดังกล่าว เมื่อนับเวลาผลิต เวลาขนส่ง และเวลาที่ผู้ซื้อต้องใช้ดำเนินการเอง ข้อมูลห่วงโซ่อุปทานจึงต้องพร้อมสำหรับรอบผลิตที่อยู่ก่อนวันเริ่มใช้พอสมควร ควรถามผู้ซื้อแต่ละรายว่าต้องการล็อตแรกที่ผ่านเกณฑ์เมื่อไร แล้วนับถอยหลังจากวันนั้น
คณะกรรมาธิการยังได้รับมอบหมายให้ทบทวนเพื่อลดความซับซ้อน การเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมจึงเป็นไปได้ นี่เป็นเหตุผลให้ติดตามหน้าเว็บทางการต่อไป ไม่ใช่เหตุผลให้หยุดเตรียมตัว หลักการแกนกลาง คือการตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลง ความถูกต้องตามกฎหมาย และการแยกวัตถุดิบ ยังอยู่รอดผ่านการแก้ไขทุกครั้งที่ผ่านมา
ผู้ส่งออกยางหรือไม้ไทยควรทำอะไรตอนนี้
ทำตามเจ็ดขั้นตอน ได้แก่ ยืนยันขอบเขตกับผู้ซื้อแต่ละราย ไล่แหล่งวัตถุดิบกลับไปถึงแปลง เก็บข้อมูลพิกัด เก็บหลักฐานความถูกต้องตามกฎหมาย จัดระบบแยกวัตถุดิบ ตกลงรูปแบบและเวลาส่งข้อมูล และทำเอกสารส่งออกให้ตรงกับเลขล็อต
1. ยืนยันขอบเขต ทำรายการสินค้าทุกตัวที่ส่งเข้ายุโรปพร้อมพิกัด HS แล้วถามผู้ซื้อแต่ละรายว่ารายการไหนอยู่ในขอบเขต และใช้วันเริ่มบังคับใช้วันไหน บันทึกคำตอบไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
2. ไล่แหล่งวัตถุดิบ ในแต่ละสินค้า ไล่ดูว่าวัตถุดิบวันนี้มาจากไหน ตรงจากสวน ผ่านสหกรณ์ ผ่านจุดรับซื้อหรือพ่อค้าคนกลาง หรือจากโรงงานแปรรูปอื่น แล้วหาจุดที่ข้อมูลแปลงหายไป
3. เก็บข้อมูลพิกัด ตัดสินใจว่าใครจะเก็บพิกัดแปลง คุณเอง ซัพพลายเออร์ หรือพันธมิตรที่ทำแผนที่ และใช้มาตรฐานอะไร คือทศนิยมหกตำแหน่ง รูปหลายเหลี่ยมสำหรับแปลงที่ใหญ่กว่า 4 เฮกตาร์ ตรวจข้อมูลก่อนนำไปใช้
4. เก็บหลักฐานความถูกต้องตามกฎหมาย ถามผู้ซื้อว่าต้องการอะไรเพื่อแสดงว่าวัตถุดิบผลิตตามกฎหมายไทย เช่น สิทธิในที่ดิน ใบอนุญาต แรงงาน แล้วรวบรวมรายแปลงหรือรายซัพพลายเออร์ตามที่ตกลง
5. แยกวัตถุดิบ เลือกระหว่างแยกสายผลิต แยกแบตช์ หรือแยกช่องทางรับซื้อ แล้วจัดทำเอกสารให้ผู้ตรวจประเมินติดตามได้
6. ตกลงรูปแบบและเวลาส่งข้อมูล ผู้ซื้อแต่ละรายใช้แบบฟอร์มและแพลตฟอร์มต่างกัน ตกลงให้ชัดว่าส่งไฟล์อะไร รูปแบบไหน และส่งก่อนเรือออกหรือก่อนสินค้าถึงกี่วัน
7. ทำเอกสารให้ตรงกัน ใส่เลขล็อตในใบกำกับสินค้าและรายการบรรจุ แสดงน้ำหนักสุทธิและน้ำหนักรวมให้ชัด และเก็บสำเนาไฟล์ข้อมูลทุกไฟล์ที่ส่งไป อย่างน้อยนานเท่ากับที่ผู้ซื้อต้องเก็บบันทึก
ข้อควรระวังสองข้อ อย่าอ้างเกินจริง ถ้าตรวจสอบย้อนกลับล็อตไหนไม่ได้ อย่าใส่ล็อตนั้นเข้าแบตช์ที่จะส่งยุโรปแล้วหวังว่าจะไม่มีใครถาม และอย่าปล่อยให้งานนี้อยู่กับฝ่ายขายฝ่ายเดียว มันเกี่ยวกับฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายผลิต ฝ่ายคุณภาพ และฝ่ายโลจิสติกส์ ต้องมีผู้บริหารระดับสูงรับเป็นเจ้าของเรื่อง
เจ็ดขั้นตอนเตรียมรับ EUDR สำหรับผู้ส่งออกไทย
- 1
ยืนยันขอบเขตสินค้ากับผู้ซื้อ
- 2
ไล่แหล่งวัตถุดิบกลับไปถึงแปลง
- 3
เก็บข้อมูลพิกัด
- 4
เก็บเอกสารความถูกต้องตามกฎหมาย
- 5
แยกวัตถุดิบหรือบันทึกแบตช์
- 6
ตกลงรูปแบบและเวลาส่งข้อมูล
- 7
ทำเอกสารส่งออกให้ตรงกับล็อต

EUDR อยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับ CBAM, FSC และข้อกำหนดอื่น
EUDR เป็นหนึ่งในหลายกฎของสหภาพยุโรปที่ย้อนเข้ามาถึงห่วงโซ่อุปทานไทย แต่แยกเป็นอิสระจากกฎอื่นทุกฉบับ ผ่านข้อหนึ่งไม่ได้แปลว่าผ่านอีกข้อโดยอัตโนมัติ
กลไกปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) เป็นกฎหมายคนละฉบับ ว่าด้วยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แฝงอยู่ในสินค้าอย่างเหล็ก อะลูมิเนียม และซีเมนต์ ไม่ครอบคลุมยางหรือไม้ และไม่เกี่ยวกับการใช้ที่ดิน เราอธิบายไว้แยกในคู่มือ CBAM สำหรับผู้ส่งออกไทย
ระบบรับรองมาตรฐานภาคเอกชนสำหรับป่าไม้และยางช่วยได้ ห่วงโซ่ที่ได้รับการรับรองมักมีข้อมูลแปลง การตรวจความถูกต้องตามกฎหมาย และบันทึกห่วงโซ่การครอบครองอยู่แล้ว ทำให้การตรวจสอบสถานะตาม EUDR ง่ายขึ้น แต่การได้รับรองไม่เท่ากับการปฏิบัติตามกฎหมาย จุดยืนของคณะกรรมาธิการคือการรับรองช่วยสนับสนุนการประเมินความเสี่ยงได้ แต่ไม่ได้แทนการตรวจสอบสถานะของผู้ประกอบการเอง และระบบรับรองบางแบบยอมให้ผสมวัตถุดิบในแบบที่ EUDR ไม่ยอม ควรตรวจกับผู้ซื้อว่าเขาถือว่าระบบรับรองแต่ละแบบมีน้ำหนักแค่ไหน
กฎหมายไม้ของสหภาพยุโรปฉบับเดิม (EU Timber Regulation หรือ EUTR) ซึ่งดูแลความถูกต้องตามกฎหมายของไม้ กำลังถูกแทนที่ด้วย EUDR ผู้ส่งออกไม้ไทยที่เคยส่งหลักฐานความถูกต้องตามกฎหมายตาม EUTR มีพื้นฐานในส่วนนี้แล้ว แต่ตอนนี้ต้องมีพิกัดแปลงและผ่านเกณฑ์ปลอดการทำลายป่าด้วย
สุดท้าย ข้อกำหนดการส่งออกปกติไม่ได้หายไป สินค้ายางและไม้ยังต้องจำแนกพิกัด HS ให้ถูก มีใบกำกับสินค้าและรายการบรรจุที่ตรงกับสินค้า มีหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดที่ถูกต้องหากใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และบรรจุภัณฑ์ไม้ต้องผ่านการกำจัดศัตรูพืชและประทับตราตาม ISPM 15 เฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพารายังต้องคุมความชื้นในตู้ ด้านการขนส่งของสินค้าเหล่านี้ ดูคู่มือการส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง และคู่มือการส่งออกเฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์ไม้จากไทย EUDR เพิ่มชั้นข้อมูลเข้าไปบนทั้งหมดนี้ ไม่ได้แทนที่ข้อใดเลย
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- คิดว่ากฎหมายไม่เกี่ยวเพราะผู้ส่งออกไทยไม่ใช่ผู้ประกอบการตามกฎหมาย หน้าที่อยู่ที่ผู้นำเข้าในยุโรปก็จริง แต่ผู้นำเข้าปฏิบัติตามไม่ได้ถ้าไม่มีข้อมูลของคุณ
- ถือว่าการอ้างแบบ mass balance หรือแบบผสมที่ได้รับรองผ่านเกณฑ์ EUDR การผสมกับวัตถุดิบไม่รู้ที่มาไม่ได้รับอนุญาต
- ใส่ทุกแปลงในอำเภอไว้เผื่อ การระบุแปลงมากกว่าที่ผลิตสินค้าจริงก็เป็นปัญหาในตัวเอง
- ใช้จุดกึ่งกลางกับรัศมีแทนรูปหลายเหลี่ยมสำหรับแปลงที่ใหญ่กว่า 4 เฮกตาร์
- ส่งข้อมูลการตรวจสอบย้อนกลับหลังเรือออก ทำให้ผู้ซื้อยื่นคำแถลงไม่ทันก่อนสำแดงสินค้าในยุโรป
- วางแผนตามวันเริ่มบังคับใช้เดิม วันที่ถูกเลื่อนมาแล้วมากกว่าหนึ่งครั้ง ควรตรวจหน้าเว็บของคณะกรรมาธิการ
สิ่งที่ควรเตรียม
- รายการสินค้าที่ส่งยุโรปพร้อมพิกัด HS ที่ผู้ซื้อแต่ละรายยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าอยู่หรือไม่อยู่ในขอบเขต
- พิกัดของทุกแปลงที่ส่งวัตถุดิบ ทศนิยมหกตำแหน่ง และรูปหลายเหลี่ยมสำหรับแปลงที่ใหญ่กว่า 4 เฮกตาร์
- หลักฐานความถูกต้องตามกฎหมายรายแปลงหรือรายซัพพลายเออร์ตามที่ตกลงกับผู้ซื้อ
- วิธีแยกวัตถุดิบที่มีเอกสารรองรับ และบันทึกแบตช์ที่โยงล็อตกับการรับวัตถุดิบแต่ละรอบ
- ใบกำกับสินค้าและรายการบรรจุที่แสดงเลขล็อต น้ำหนักสุทธิ และน้ำหนักรวม ตรงกับไฟล์ข้อมูล
- กำหนดส่งข้อมูลที่ตกลงกับผู้ซื้อแต่ละราย โดยตั้งไว้ก่อนเรือออก
คำถามที่พบบ่อย
EUDR ใช้กับยางพาราส่งออกจากไทยไหม
ใช้ ยางเป็นหนึ่งในเจ็ดสินค้าโภคภัณฑ์เป้าหมายตาม Regulation (EU) 2023/1115 ยางธรรมชาติในรูปขั้นต้นและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องที่ระบุไว้ เช่น ยางล้อ จึงอยู่ในขอบเขตเมื่อนำเข้าตลาดสหภาพยุโรป สินค้าที่ผสมยางธรรมชาติกับยางสังเคราะห์ต้องตรวจสอบสถานะเฉพาะส่วนยางธรรมชาติ ควรยืนยันพิกัด HS ทีละรายการกับผู้ซื้อเทียบกับภาคผนวก I
ใครเป็นคนยื่นคำแถลงการตรวจสอบสถานะ EUDR สำหรับสินค้าส่งออกจากไทย
ปกติคือผู้นำเข้าในยุโรป ในฐานะผู้ประกอบการที่นำสินค้าเข้าตลาดสหภาพยุโรป เอกสารถามตอบของคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่ากฎหมายไม่ได้กำหนดหน้าที่โดยตรงต่อผู้ผลิตในประเทศที่สาม เว้นแต่จะนำสินค้าเข้าตลาดสหภาพยุโรปเอง ผู้ส่งออกไทยมีหน้าที่ส่งข้อมูลพิกัด ความถูกต้องตามกฎหมาย และการตรวจสอบย้อนกลับที่ผู้นำเข้าต้องใช้ยื่น
EUDR ต้องการพิกัดสวนยางแบบไหน
ละติจูดและลองจิจูดทศนิยมหกตำแหน่ง ตามเอกสารถามตอบของคณะกรรมาธิการยุโรป แปลงที่ใหญ่กว่า 4 เฮกตาร์ต้องระบุเป็นรูปหลายเหลี่ยมจากจุดรอบขอบแปลง ส่วนแปลงที่เล็กกว่า 4 เฮกตาร์ใช้รูปหลายเหลี่ยมหรือจุดเดียวก็ได้ การใช้จุดกึ่งกลางกับรัศมีไม่เป็นที่ยอมรับ ควรตรวจข้อมูลหาข้อผิดพลาดก่อนส่ง
EUDR เริ่มบังคับใช้เมื่อไหร่
ตามหน้าเว็บ EUDR ของคณะกรรมาธิการยุโรปที่ตรวจสอบเมื่อ 20 ตุลาคม 2026 ข้อผูกพันหลักเริ่มใช้กับผู้ประกอบการขนาดใหญ่และกลางตั้งแต่ 30 ธันวาคม 2026 และกับรายย่อยและรายเล็กตั้งแต่ 30 มิถุนายน 2027 โดยมีกรณีพิเศษสำหรับสินค้าบางรายการและผู้ประกอบการที่อยู่ภายใต้กฎหมายไม้ฉบับเดิม วันที่เคยถูกเลื่อนมาแล้ว ควรตรวจหน้าเว็บทางการซ้ำ
โรงงานยางไทยใช้ระบบ mass balance กับยางที่ส่งไปยุโรปได้ไหม
ไม่ได้ เอกสารถามตอบของคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่าห่วงโซ่แบบ mass balance ที่ยอมให้ผสมวัตถุดิบผ่านเกณฑ์กับวัตถุดิบไม่รู้ที่มาไม่ได้รับอนุญาต วัตถุดิบที่จะส่งยุโรปต้องแยกในทุกขั้น ด้วยการแยกสายผลิต แยกแบตช์ที่มีบันทึกชัดเจน หรือแยกช่องทางรับซื้อที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อให้โยงแต่ละล็อตกับแปลงต้นทางได้
ต้องใส่เลขอ้างอิง DDS ในใบตราส่งไหม
ไม่ได้เป็นข้อกำหนดของ EUDR เอกสารถามตอบของคณะกรรมาธิการยุโรปอธิบายว่าเลขอ้างอิงต้องแสดงต่อศุลกากรโดยใส่ไว้ในใบขนสินค้าเมื่อสินค้าเข้าหรือออกจากตลาดสหภาพยุโรป และระบุว่าไม่มีบทบัญญัติเฉพาะที่บังคับให้ใส่ในเอกสารขนส่งอื่น เช่น ใบกำกับสินค้าหรือใบส่งของ แต่ผู้ซื้ออาจยังขอให้ใส่เลขล็อตในเอกสารของคุณ
เฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพาราอยู่ในขอบเขต EUDR ไหม
ไม้เป็นสินค้าโภคภัณฑ์เป้าหมาย และเฟอร์นิเจอร์อยู่ในรายการผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องที่คณะกรรมาธิการยุโรประบุ เฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพาราที่นำเข้าตลาดสหภาพยุโรปจึงโดยทั่วไปอยู่ในขอบเขต สินค้าที่ประกอบจากหลายชิ้นต้องระบุพิกัดของทุกแปลงที่ส่งไม้เข้ามา ควรยืนยันพิกัด HS กับผู้ซื้อ และเก็บบันทึกการรับซุงของโรงเลื่อยที่โยงกับสวนต้นทาง
พาเลทไม้ต้องทำการตรวจสอบสถานะตาม EUDR ไหม
ไม่ต้อง หากใช้เพื่อรองรับ ปกป้อง หรือขนสินค้าอื่นเท่านั้น เอกสารถามตอบของคณะกรรมาธิการยุโรปอธิบายว่าบรรจุภัณฑ์แบบนี้ไม่อยู่ในขอบเขตด้วยตัวเอง แต่พาเลทที่ขายเป็นสินค้าอยู่ในขอบเขต พาเลทที่ใช้ส่งสินค้ายังต้องผ่านการกำจัดศัตรูพืชและประทับตราตาม ISPM 15 ซึ่งเป็นข้อกำหนดแยกต่างหาก