Thai Global Freightใบขนสินค้าขาเข้าคืออะไร มีกี่แบบ และช่องไหนมักผิด
ใบขนสินค้าขาเข้าคืออะไร ใครเป็นผู้ยื่นในระบบ e-Customs มีใบขนแบบใดบ้าง ช่องข้อมูลที่ผิดบ่อย และวิธีเตรียมข้อมูลก่อนส่งให้ชิปปิ้ง
สารบัญเนื้อหา
- 01ใบขนสินค้าขาเข้าคืออะไร และใครเป็นผู้ยื่น
- 02ใบขนอยู่ตรงไหนในขั้นตอนพิธีการ
- 03ใบขนสินค้าขาเข้ามีกี่แบบ และใช้เมื่อไร
- 04ในใบขนสินค้าขาเข้ามีข้อมูลอะไรบ้าง
- 05ช่องไหนในใบขนที่ผิดบ่อยที่สุด
- 06ราคาศุลกากรในใบขนคำนวณอย่างไร
- 07รหัสสิทธิประโยชน์ FTA, BOI และคลังทัณฑ์บนในใบขนทำงานอย่างไร
- 08ใครลงนามในใบขน และใครรับผิดถ้าใบขนผิด
- 09ยื่นใบขนแล้วเกิดอะไรขึ้นต่อ
- 10ถ้าพบว่าใบขนผิดต้องทำอย่างไร
- 11ผู้นำเข้าควรเตรียมข้อมูลอย่างไรก่อนให้ชิปปิ้งยื่นใบขน
คำตอบโดยสรุป
ใบขนสินค้าขาเข้าคือเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้นำเข้า ซึ่งส่วนใหญ่ยื่นผ่านตัวแทนออกของ ส่งให้กรมศุลกากรในระบบ e-Customs แบบไร้เอกสาร เพื่อแจ้งว่าสินค้าคืออะไร ใช้พิกัดใด ราคาศุลกากรเท่าไร มีถิ่นกำเนิดที่ใด ขอใช้สิทธิลดหรือยกเว้นอากรหรือไม่ และต้องชำระอากรกับภาษีเท่าไร ระบบจะจับคู่ใบขนกับบัญชีสินค้าของผู้ขนส่งก่อนปล่อยสินค้า สินค้าส่วนใหญ่ใช้ใบขนแบบทั่วไป ส่วนกรณีพิเศษ เช่น รับสินค้าปากระวาง ขอรับสินค้าไปก่อนโดยวางประกัน หรือนำเข้าคลังทัณฑ์บนและเขตปลอดอากร จะมีขั้นตอนเฉพาะ ความผิดพลาดมักเริ่มที่ช่องพิกัด ราคา ถิ่นกำเนิด และรหัสสิทธิประโยชน์ และผู้นำเข้ายังคงต้องรับผิดชอบเอง
สรุปประเด็นสำคัญ
- ใบขนสินค้าขาเข้าคือคำแถลงทางกฎหมายของผู้นำเข้าต่อกรมศุลกากร แม้ชิปปิ้งจะเป็นผู้ยื่น ผู้นำเข้าก็ยังต้องรับผิดชอบต่อข้อมูลในใบขน
- ใบขนยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ในระบบ e-Customs และต้องจับคู่กับบัญชีสินค้าของผู้ขนส่ง เลขเอกสารขนส่งและจำนวนหีบห่อจึงต้องตรงกันทุกตัว
- สินค้าส่วนใหญ่ใช้ใบขนแบบทั่วไป ส่วนการรับปากระวาง การขอรับสินค้าไปก่อนโดยวางประกัน และการนำเข้าคลังทัณฑ์บนหรือเขตปลอดอากร เป็นช่องทางพิเศษที่มีเงื่อนไขเฉพาะ
- ปัญหาส่วนใหญ่มาจากสี่ช่อง คือ พิกัด ราคาศุลกากร ถิ่นกำเนิด และรหัสสิทธิประโยชน์ ควรสรุปให้ชัดก่อนยื่น ไม่ใช่รอให้ระบบแจ้งเตือน
- แก้ไขใบขนหลังยื่นได้ แต่ช้ากว่าและอาจทำให้ผู้นำเข้าเสี่ยงต่อค่าปรับ การส่งข้อมูลที่ครบและถูกต้องให้ชิปปิ้งตั้งแต่ต้นจึงเป็นการควบคุมที่คุ้มที่สุด
สินค้าเชิงพาณิชย์ทุกชิ้นที่นำเข้าประเทศไทยและถูกปล่อยออกไปใช้ในประเทศ ล้วนผ่านเอกสารหลักฉบับเดียว คือใบขนสินค้าขาเข้า ซึ่งคนในวงการเรียกสั้น ๆ ว่า ใบขน ปัจจุบันใบขนไม่ได้เป็นกระดาษแล้ว แต่เป็นข้อความอิเล็กทรอนิกส์ที่มีโครงสร้างตายตัว ยื่นผ่านระบบ e-Customs แบบไร้เอกสารของกรมศุลกากร ถึงรูปแบบจะเปลี่ยน หลักการยังเหมือนเดิม ผู้นำเข้าต้องแจ้งศุลกากรให้ชัดว่ามีสินค้าอะไรเข้ามา มูลค่าเท่าไร ผลิตที่ไหน อยู่ในพิกัดใด ขอใช้สิทธิประโยชน์ทางอากรหรือไม่ และต้องชำระอากรกับภาษีเท่าไร จากนั้นศุลกากรจะตัดสินว่าจะรับข้อมูลตามที่แจ้ง ตรวจเอกสาร หรือเปิดตรวจสินค้า
บทความนี้อธิบายตัวใบขนโดยเฉพาะ ไม่ได้ไล่ทั้งกระบวนการพิธีการ หากต้องการเห็นภาพรวมตั้งแต่เรือเข้าจนรับสินค้า ให้อ่านคู่มือขั้นตอนพิธีการศุลกากรนำเข้าของเรา และหากอยากเข้าใจตัวระบบ อ่านได้ในบทความระบบ e-Customs ของไทยทำงานอย่างไร ในที่นี้เราจะพูดถึงว่าใบขนคืออะไร ใครเป็นผู้ยื่น มีใบขนแบบใดบ้างและใช้เมื่อไร ในใบขนมีข้อมูลอะไร ช่องไหนสร้างปัญหาบ่อย และควรเตรียมข้อมูลอย่างไรให้ชิปปิ้งยื่นได้ถูกตั้งแต่ครั้งแรก เราจะไม่ระบุอัตราอากร ค่าธรรมเนียม หรือระยะเวลาดำเนินการ เพราะขึ้นกับสินค้า ท่าที่นำเข้า และกฎที่ใช้อยู่ในขณะนั้น เรื่องใดที่เปลี่ยนแปลงได้ ควรยืนยันกับกรมศุลกากรหรือตัวแทนออกของที่ได้รับอนุญาตก่อนนำไปใช้
ใบขนสินค้าขาเข้าคืออะไร และใครเป็นผู้ยื่น
ใบขนสินค้าขาเข้าคือคำแถลงอย่างเป็นทางการในรูปอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้นำเข้าแจ้งต่อกรมศุลกากรเกี่ยวกับสินค้าที่นำเข้า ผู้นำเข้าอาจยื่นเอง แต่ส่วนใหญ่ให้ตัวแทนออกของที่ได้รับอนุญาตยื่นแทนตามอำนาจที่ผู้นำเข้ามอบให้
นิยามนี้สำคัญ เพราะใบขนไม่ใช่แค่แบบฟอร์มกรอกข้อมูล ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ใบขนคือคำสำแดงของผู้นำเข้าเอง อากรและภาษีที่ประเมินจากใบขน รวมถึงโทษหากสำแดงผิด ล้วนตกอยู่กับผู้นำเข้า ใบขนจึงต้องมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้นำเข้า และผู้นำเข้าต้องลงทะเบียนกับกรมศุลกากรก่อนจึงจะยื่นใบขนในนามบริษัทได้
ในทางปฏิบัติ บริษัทไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ยื่นใบขนเอง แต่แต่งตั้งตัวแทนออกของ หรือที่เรียกกันว่าชิปปิ้ง ซึ่งมีสิทธิเข้าระบบและมีความรู้ในการจัดทำใบขน ชิปปิ้งยื่นภายใต้หนังสือมอบอำนาจหรือการแต่งตั้งที่ลงทะเบียนไว้กับศุลกากร ซึ่งเราอธิบายไว้ในบทความเรื่องหนังสือมอบอำนาจทางศุลกากร ผู้นำเข้ารายใหญ่บางรายมีทีมพิธีการภายในพร้อมพนักงานที่ลงทะเบียนเอง แต่หลักทางกฎหมายยังเหมือนเดิม ไม่ว่าใครจะเป็นคนกดส่ง ผู้นำเข้าคือเจ้าของข้อมูลในใบขน
ใบขนถูกส่งผ่านผู้ให้บริการเครือข่ายมูลค่าเพิ่มที่เชื่อมซอฟต์แวร์ของผู้ยื่นเข้ากับระบบ e-Customs ผู้นำเข้าไม่จำเป็นต้องรู้ว่าชิปปิ้งใช้ผู้ให้บริการรายใด แต่เรื่องนี้อธิบายได้ว่าทำไมใบขนจึงมีโครงสร้างเป็นรหัสที่เข้มงวด ทุกช่องถูกตรวจโดยระบบก่อนที่เจ้าหน้าที่จะได้เห็น รหัสที่ขาดไปหรือตัวเลขที่ไม่ตรงกันจึงหยุดใบขนได้ไม่ต่างจากปัญหาการปฏิบัติตามกฎจริง ๆ
อีกเรื่องที่ต้องแยกให้ออก ใบขนเป็นเอกสารศุลกากร ใบอนุญาตจากหน่วยงานอื่น เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เป็นการอนุมัติแยกต่างหาก ที่นำเลขที่มาอ้างอิงในใบขน การทำใบขนให้ถูกจึงไม่ได้แทนการขอใบอนุญาตเหล่านั้น
ใบขนอยู่ตรงไหนในขั้นตอนพิธีการ
ใบขนอยู่ระหว่างบัญชีสินค้าของผู้ขนส่งกับการปล่อยสินค้า กล่าวคือ ยื่นหลังหรือพร้อมกับบัญชีสินค้า ระบบจับคู่กัน กำหนดช่องควบคุม และปล่อยสินค้าได้เมื่อชำระหรือวางประกันอากรและภาษีแล้วเท่านั้น
ลำดับนี้สำคัญ เพราะความล่าช้าหลายครั้งที่ดูเหมือนปัญหาใบขน จริง ๆ แล้วเป็นปัญหาลำดับขั้นตอน ก่อนเรือหรือเครื่องบินมาถึง ผู้ขนส่งหรือตัวแทนจะส่งบัญชีสินค้า (manifest) ที่ระบุใบตราส่งทุกฉบับที่บรรทุกมา จากนั้นชิปปิ้งจึงยื่นใบขนโดยอ้างเลขเอกสารขนส่ง ระบบจะพยายามจับคู่ใบขนกับรายการในบัญชีสินค้า หากเลข B/L พิมพ์ผิด หากบัญชีสินค้ายื่นด้วย House B/L แต่ใบขนอ้าง Master B/L หรือจำนวนหีบห่อไม่ตรงกัน การจับคู่จะไม่ผ่าน และทุกอย่างจะค้างจนกว่าจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแก้ไข
เมื่อจับคู่ได้แล้ว ใบขนจะเข้าระบบบริหารความเสี่ยงซึ่งกำหนดช่องให้ ใบขนช่องเขียวได้รับการปล่อยตามข้อมูล ส่วนช่องแดงจะถูกส่งไปตรวจเอกสารหรือเปิดตรวจสินค้า รายละเอียดอยู่ในบทความเรื่องช่องเขียวและช่องแดงของศุลกากรไทย จากนั้นจึงชำระอากรและภาษี โดยปกติชำระทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านธนาคาร หรือวางประกันในกรณีที่อนุญาต แล้วจึงมีการตรวจปล่อย ผู้นำเข้าหรือรถขนส่งนำข้อมูลการตรวจปล่อยไปรับสินค้าที่ท่า
มีข้อสังเกตเชิงปฏิบัติสองข้อ ข้อแรก ใบขนมักเตรียมได้ก่อนสินค้ามาถึง หากมีใบกำกับสินค้าฉบับสุดท้ายและเอกสารขนส่งพร้อม การทำเช่นนี้ช่วยย้ายคอขวดออกจากวันที่เรือเข้า ข้อสอง ใบขนที่กรอกครบแต่อ้างเลขเอกสารขนส่งผิด ถือว่ายังไม่ครบ เพราะการจับคู่กับบัญชีสินค้าเป็นส่วนหนึ่งของความสมบูรณ์ของใบขน ไม่ใช่พิธีการแยกต่างหาก
ใบขนสินค้าขาเข้าอยู่ตรงไหนในขั้นตอนพิธีการ
- 1
1. บัญชีสินค้า
ผู้ขนส่งหรือตัวแทนส่งข้อมูลบัญชีสินค้า
- 2
2. ยื่นใบขน
ตัวแทนออกของหรือผู้นำเข้ายื่นใบขนสินค้าขาเข้า
- 3
3. จับคู่และกำหนดช่อง
ระบบตรวจสอบความตรงกันและกำหนดช่องเขียวหรือแดง
- 4
4. อากรและภาษี
ชำระทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวางประกันในกรณีที่อนุญาต
- 5
5. ปล่อยสินค้า
รับสินค้าออกจากเขตศุลกากรตามการตรวจปล่อย

ใบขนสินค้าขาเข้ามีกี่แบบ และใช้เมื่อไร
สินค้าเชิงพาณิชย์ส่วนใหญ่ใช้ใบขนขาเข้าแบบทั่วไปหลังขนลงจากพาหนะ ส่วนการรับสินค้าปากระวาง การขอรับสินค้าไปก่อนโดยวางประกัน และการนำเข้าคลังสินค้าทัณฑ์บนหรือเขตปลอดอากร ใช้กับสินค้าหรือสิทธิประโยชน์เฉพาะกรณี
ใบขนขาเข้าแบบทั่วไปคือค่าเริ่มต้น สินค้าถูกขนลงเก็บในคลังของท่าเรือหรือท่าอากาศยาน ชิปปิ้งยื่นใบขน ศุลกากรดำเนินการ แล้วผู้นำเข้ารับสินค้าหลังตรวจปล่อย สินค้าตู้คอนเทนเนอร์และสินค้าทางอากาศที่ SME นำเข้าแทบทั้งหมดผ่านช่องทางนี้ ถ้าชิปปิ้งไม่ได้พูดถึงแบบพิเศษ ก็แปลว่าใช้แบบนี้อยู่
การรับสินค้าปากระวาง คือการรับสินค้าที่ข้างเรือทันทีที่ขนลง โดยไม่นำเข้าเก็บในคลังของท่า มักใช้กับสินค้าเทกอง สินค้าที่เสื่อมสภาพเร็ว สินค้าอันตรายที่ไม่ควรวางในพื้นที่เก็บทั่วไป และสินค้าที่ใหญ่หรือหนักเกินกว่าจะยกขนแบบปกติ เพราะสินค้าออกจากท่าแทบทันทีหลังขนลง ใบขนและการอนุมัติที่เกี่ยวข้องจึงต้องพร้อมล่วงหน้าและวางจังหวะให้ตรงกับเรือ ชิปปิ้งจะบอกได้ว่าสินค้าของคุณเข้าเงื่อนไขหรือไม่ และท่าที่ใช้มีขั้นตอนเพิ่มอะไรบ้าง
การขอรับสินค้าไปก่อน ใช้เมื่อยังมีเรื่องในใบขนที่ยุติไม่ได้ เช่น ราคาศุลกากรอยู่ระหว่างตรวจสอบ พิกัดยังมีข้อสงสัย หรือหนังสืออนุมัติสิทธิประโยชน์ยังไม่ออก ศุลกากรอาจยอมปล่อยสินค้าโดยให้วางหลักประกันครอบคลุมอากรและภาษีที่อาจต้องชำระ แล้วผู้นำเข้าต้องดำเนินการส่วนที่ค้างให้เสร็จ วิธีนี้ช่วยให้สินค้าไม่ติดค้าง แต่ไม่ได้ช่วยให้หลบเลี่ยงการตัดสินใจ
การนำเข้าคลังสินค้าทัณฑ์บนหรือเขตปลอดอากร ใช้ใบขนเพื่อนำสินค้าเข้าสู่ระบบที่พักอากรและภาษีไว้ตราบเท่าที่สินค้ายังอยู่ภายใต้การควบคุม ใบขนต้องใช้รหัสสิทธิประโยชน์ที่ถูกต้อง และสินค้าจะถูกติดตามในบัญชีคุมของเขตนั้นจนกว่าจะส่งออกต่อหรือนำออกไปใช้ในประเทศ ซึ่งต้องยื่นใบขนอีกฉบับ อ่านเพิ่มได้ในบทความเปรียบเทียบเขตปลอดอากรกับคลังทัณฑ์บน
สินค้าที่ส่งผ่านบริการเร่งด่วนหรือไปรษณีย์มีพิธีการแบบย่อของตัวเอง การนำเข้าชั่วคราวและการนำกลับเข้ามาก็มีกฎเฉพาะ หากสินค้าของคุณเข้าข่ายกรณีเหล่านี้ ควรยืนยันขั้นตอนที่ถูกต้องกับกรมศุลกากรหรือชิปปิ้งก่อนสินค้าออกเดินทาง
เปรียบเทียบรูปแบบการยื่นใบขนขาเข้าที่พบบ่อย
| รูปแบบ | มักใช้เมื่อ | ตรวจก่อนยื่น |
|---|---|---|
| ใบขนขาเข้าทั่วไป | สินค้าตู้และสินค้าทางอากาศส่วนใหญ่ที่เข้าเก็บในคลังท่า | พิกัด ราคา ถิ่นกำเนิด ใบอนุญาต |
| รับสินค้าปากระวาง | สินค้าเทกอง เน่าเสียง่าย หรืออันตราย ที่รับตรงจากเรือ | การอนุมัติ จังหวะกับเรือ ข้อมูลที่ยื่นล่วงหน้า |
| ขอรับสินค้าไปก่อน | ราคาหรือพิกัดยังอยู่ระหว่างพิจารณา | หลักประกันที่ต้องวาง และภาระที่ต้องติดตามต่อ |
| นำเข้าคลังทัณฑ์บนหรือเขตปลอดอากร | พักอากรไว้ระหว่างที่สินค้ายังอยู่ในเขต | รหัสสิทธิประโยชน์และบัญชีคุมของเขตที่ถูกต้อง |
ในใบขนสินค้าขาเข้ามีข้อมูลอะไรบ้าง
ใบขนขาเข้ามีข้อมูลสี่ชั้น ได้แก่ ส่วนหัวที่ระบุคู่สัญญาและพาหนะ ข้อมูลระดับใบกำกับสินค้า เช่น เงื่อนไขการส่งมอบและสกุลเงิน รายการสินค้าที่มีพิกัด ปริมาณ ราคา และถิ่นกำเนิด และรหัสสิทธิประโยชน์กับเลขใบอนุญาตที่ผูกกับรายการที่จำเป็น
ส่วนหัวบอกว่าใครนำเข้าและมาทางไหน ประกอบด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษีและสาขาของผู้นำเข้า ชิปปิ้ง ชื่อเรือและเที่ยวเรือหรือเที่ยวบิน เลขใบตราส่งหรือใบตราส่งทางอากาศ ท่าที่ขนลง และวันที่มาถึง ช่องเหล่านี้คือตัวเชื่อมใบขนกับบัญชีสินค้า จึงต้องตรงกับเอกสารขนส่งทุกตัวอักษร
ชั้นใบกำกับสินค้าอธิบายธุรกรรมทางการค้า บันทึกเลขที่และวันที่ใบกำกับ ผู้ขาย เงื่อนไขการส่งมอบ สกุลเงิน อัตราแลกเปลี่ยน และหากใบกำกับไม่ได้เป็นราคา CIF ก็ต้องใส่ค่าขนส่งและค่าประกันที่ต้องบวกเพิ่มเพื่อให้ได้ราคาศุลกากร ใบขนหนึ่งฉบับครอบคลุมใบกำกับได้หลายใบ แต่ข้อมูลของแต่ละใบต้องกรอกให้ชัดเจน
รายการสินค้าคือหัวใจของใบขน แต่ละบรรทัดมีพิกัดศุลกากรแปดหลักของไทยพร้อมรหัสสถิติ คำบรรยายสินค้าที่ละเอียดพอจะรองรับพิกัดนั้น ปริมาณตามหน่วยที่พิกัดกำหนด น้ำหนักสุทธิและน้ำหนักรวม ราคา และประเทศถิ่นกำเนิด สินค้าที่พิกัดเดียวกันแต่ถิ่นกำเนิด สิทธิประโยชน์ หรือสถานะใบอนุญาตต่างกัน มักต้องแยกบรรทัด สินค้าผสมหนึ่งล็อตจึงอาจมีจำนวนบรรทัดมากกว่าจำนวนชนิดสินค้าอยู่มาก
ชั้นสุดท้ายคือเงื่อนไขที่ผูกกับแต่ละบรรทัด ได้แก่ รหัสสิทธิประโยชน์ หากขอใช้สิทธิตามความตกลงการค้าเสรี สิทธิยกเว้นอากรของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบบคลังทัณฑ์บนหรือเขตปลอดอากร หรือการคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ รวมถึงเลขที่ใบอนุญาตหรือใบรับรองที่สินค้าต้องมี ระบบจะตรวจว่าบรรทัดที่เป็นพิกัดสินค้าควบคุมมีเลขใบอนุญาตที่ตรงกันหรือไม่
พึงระลึกว่าใบขนประกอบขึ้นจากเอกสารของคุณ หากใบกำกับสินค้า รายการบรรจุ และเอกสารขนส่งขัดกันเอง ชิปปิ้งต้องเลือกว่าจะใช้ข้อมูลไหน และทุกการเลือกคือจุดที่อาจเกิดความคลาดเคลื่อน เอกสารต้นทางที่สอดคล้องกันจึงเป็นรากฐานของใบขนที่ถูกต้อง
ชั้นข้อมูลในใบขนสินค้าขาเข้าหนึ่งฉบับ
ช่องไหนในใบขนที่ผิดบ่อยที่สุด
ช่องที่เป็นต้นเหตุปัญหาส่วนใหญ่มีสี่ช่อง คือ พิกัด ราคาศุลกากร ประเทศถิ่นกำเนิดพร้อมการขอใช้สิทธิ และรหัสสิทธิประโยชน์ รองลงมาคือหน่วยปริมาณและเลขใบอนุญาต
พิกัดเป็นตัวกำหนดอัตราอากร ความจำเป็นต้องมีใบอนุญาต และบางครั้งภาษีสรรพสามิต ความผิดพลาดตรงนี้จึงกระทบทั้งใบขน สาเหตุที่พบบ่อยคือคัดลอกพิกัดส่งออกของผู้ขายมาใช้ ซึ่งตรงกับพิกัดไทยแค่ระดับหกหลัก เลือกพิกัดจากการค้นด้วยคำสำคัญโดยไม่อ่านประเภทและหมายเหตุ และบรรยายสินค้ากว้างเกินกว่าจะรองรับพิกัดที่เลือก บทความพิกัด HS คืออะไร และบทความวิธีค้นหาอัตราอากรในพิกัดศุลกากรไทย อธิบายวิธีจำแนกพิกัดที่ถูกต้อง หากพิกัดไม่ชัดจริง ๆ การขอคำวินิจฉัยพิกัดล่วงหน้าจะให้คำตอบที่มีผลผูกพันก่อนนำเข้า
ราคาศุลกากรเป็นจุดเสี่ยงอันดับสอง ศุลกากรไทยใช้หลักราคาซื้อขาย ราคาที่สำแดงจึงต้องเป็นราคาที่จ่ายจริงหรือที่ต้องจ่าย และปรับเพิ่มรายการต่าง ๆ เช่น ค่าขนส่งและค่าประกันจนถึงท่าในไทย ค่าสิทธิบางประเภท สิ่งที่ผู้ซื้อจัดหาให้ผู้ผลิต และค่านายหน้า ปัญหามักเกิดเมื่อใช้ใบกำกับแบบ pro forma เมื่อผู้ซื้อกับผู้ขายเป็นบริษัทในเครือ เมื่อมีส่วนลดที่บันทึกนอกใบกำกับ หรือเมื่อสำแดงตัวอย่างสินค้าและของแถมเป็นศูนย์ รายละเอียดอยู่ในบทความราคาศุลกากรของไทย
ถิ่นกำเนิดและการขอใช้สิทธิเป็นอันดับสาม การสำแดงถิ่นกำเนิดและขอใช้อัตราตามความตกลงการค้าเสรี ต้องมีหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดหรือคำรับรองถิ่นกำเนิดที่ถูกต้อง และตรงกับใบกำกับ คำบรรยายสินค้า และพิกัด วันที่ เลขที่ใบกำกับ หรือคำบรรยายที่ไม่ตรงกัน เป็นสาเหตุหลักที่สิทธิถูกปฏิเสธ บทความวิธีตรวจสอบ Form E อธิบายสิ่งที่ต้องตรวจสำหรับสินค้าจากจีน
รหัสสิทธิประโยชน์เป็นอันดับสี่ รหัสที่ไม่ตรงกับสิทธิที่ได้รับอนุมัติจริง เช่น ใช้รหัส BOI กับสินค้าที่ไม่อยู่ในบัญชีที่อนุมัติ อาจทำให้ถูกเรียกเก็บอากรเต็มพร้อมค่าปรับ ส่วนเรื่องปลีกย่อย ปริมาณต้องแจ้งตามหน่วยที่พิกัดกำหนด และเลขใบอนุญาตต้องยังมีผลในวันนำเข้า ช่องเหล่านี้ไม่ค่อยทำให้เสียเงินโดยตรง แต่ทำให้ใบขนติดค้าง

ราคาศุลกากรในใบขนคำนวณอย่างไร
ใบขนสร้างราคาศุลกากรจากราคาในใบกำกับสินค้า แปลงเป็นสกุลเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ศุลกากรประกาศสำหรับช่วงเวลานั้น และบวกค่าขนส่งกับค่าประกันหากเงื่อนไขในใบกำกับยังไม่ถึงท่าในไทย เพราะอากรของไทยประเมินจากราคาแบบ CIF
ตรงนี้คือจุดที่ Incoterms กับใบขนมาเจอกัน ถ้าผู้ขายออกใบกำกับเป็น CIF หรือ CIP กรุงเทพฯ ราคาในใบกำกับรวมค่าขนส่งระหว่างประเทศและค่าประกันแล้ว ราคาที่สำแดงจึงมักใช้ตามใบกำกับได้ เว้นแต่มีรายการปรับอื่น ถ้าผู้ขายออกใบกำกับเป็น FOB, FCA หรือ EXW ผู้นำเข้าต้องบวกค่าขนส่งและค่าประกันจริงจนถึงท่านำเข้าในไทย และกรณี EXW ยังต้องบวกค่าใช้จ่ายต้นทางในการนำสินค้าขึ้นพาหนะหลักด้วย ชิปปิ้งต้องใช้ตัวเลขจริงจากใบแจ้งหนี้ค่าขนส่งและกรมธรรม์ หากไม่มี ศุลกากรมีวิธีที่กำหนดไว้ ควรถามชิปปิ้งว่ากรณีของคุณใช้วิธีใด
การแปลงสกุลเงินใช้อัตราที่ศุลกากรประกาศสำหรับช่วงเวลานั้น ไม่ใช่อัตราของธนาคารในวันที่คุณโอนเงินให้ผู้ขาย นี่เป็นเหตุผลที่พบบ่อยว่าทำไมอากรที่ผู้นำเข้าคำนวณเองไม่ตรงกับในใบขน
ธุรกรรมระหว่างบริษัทในเครือต้องระวังเป็นพิเศษ หากผู้ขายเป็นบริษัทแม่หรือบริษัทในเครือ ศุลกากรอาจถามว่าความสัมพันธ์นั้นมีผลต่อราคาหรือไม่ ผู้นำเข้าควรพร้อมอธิบายว่ากำหนดราคาโอนอย่างไร การจ่ายเงินนอกใบกำกับ เช่น ค่าสิทธิที่ผูกกับสินค้านำเข้า ค่าแม่พิมพ์ที่จ่ายให้โรงงานแยกต่างหาก หรือค่าตัวแทนจัดซื้อ ก็อาจต้องรวมเข้าในราคาศุลกากร
เมื่อได้ราคาศุลกากรแล้ว ราคานี้จะเป็นฐานของอากรขาเข้า จากนั้นฐานภาษีมูลค่าเพิ่มจะประกอบด้วยราคาศุลกากรบวกอากร บวกภาษีสรรพสามิตและภาษีอื่นบางประเภทหากสินค้าต้องเสีย บทความการคำนวณอากรขาเข้าและ VAT ของไทยแสดงสูตรทีละขั้น ความผิดพลาดของราคาจึงทบต่อกัน เพราะกระทบทั้งอากร VAT และภาษีอื่นที่คำนวณตามมา
รหัสสิทธิประโยชน์ FTA, BOI และคลังทัณฑ์บนในใบขนทำงานอย่างไร
รหัสสิทธิประโยชน์คือตัวบอกระบบว่ารายการสินค้าบรรทัดนั้นต้องประเมินตามระบบพิเศษ เช่น สิทธิตามความตกลงการค้าเสรี สิทธิยกเว้นของ BOI การพักอากรในคลังทัณฑ์บนหรือเขตปลอดอากร หรือการคืนอากร รหัสจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อผู้นำเข้ามีสิทธินั้นจริงและเอกสารประกอบตรงกัน
ให้มองรหัสสิทธิประโยชน์เป็นสวิตช์ของแต่ละบรรทัด ถ้าไม่มีรหัส บรรทัดนั้นประเมินตามอัตราทั่วไป ถ้าใส่รหัส FTA ระบบจะใช้อัตราสิทธิพิเศษของความตกลงนั้น โดยต้องมีเลขเอกสารถิ่นกำเนิดที่ถูกต้อง ถ้าใส่รหัส BOI บรรทัดนั้นจะถูกตรวจกับบัญชีเครื่องจักรหรือวัตถุดิบที่ได้รับอนุมัติ ถ้าใส่รหัสคลังทัณฑ์บนหรือเขตปลอดอากร อากรและภาษีจะถูกพักไว้และสินค้าถูกบันทึกในระบบควบคุมของเขต ทุกสวิตช์มาพร้อมภาระที่ต้องรับผิดชอบ
สำหรับสิทธิ FTA หลักสำคัญคือสิทธิเป็นของตัวสินค้าตามความตกลง ไม่ได้ขึ้นกับความต้องการของผู้นำเข้า สินค้าที่ผลิตในจีนจะใช้อัตราตามความตกลงอาเซียน-จีนได้ก็ต่อเมื่อผ่านกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดของความตกลงนั้น และ Form E หรือหลักฐานถิ่นกำเนิดอื่นถูกต้อง สินค้าชนิดเดียวกันอาจมีอัตราสิทธิพิเศษต่างกัน หรือไม่มีสิทธิเลย ภายใต้ความตกลงอื่น บทความการใช้สิทธิ FTA อธิบายหลักคิดจากฝั่งส่งออก ซึ่งใช้ย้อนกลับกับฝั่งนำเข้าได้
สำหรับ BOI และสิทธิส่งเสริมการลงทุนทำนองเดียวกัน หนังสืออนุมัติเป็นตัวกำหนดว่านำเข้าอะไรได้โดยยกเว้นอากร และมักกำหนดระยะเวลาไว้ด้วย การใช้รหัส BOI กับสินค้านอกขอบเขตเป็นความผิดพลาดที่แพงที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะส่วนที่ขาดมักถูกพบภายหลังตอนตรวจสอบ
สำหรับคลังทัณฑ์บน เขตปลอดอากร และการคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ ใบขนขาเข้าคือจุดเริ่มต้นของบัญชีคุมที่ต้องกระทบยอดได้ในภายหลัง เมื่อส่งออก ใช้ในการผลิต หรือนำออกขายในประเทศ เลขที่ใบขนขาเข้าจะเป็นหลักอ้างอิงของการกระทบยอดนั้น จึงต้องถูกต้องตั้งแต่แรก
หากไม่แน่ใจว่ามีสิทธิหรือไม่ ให้ยื่นโดยไม่ใช้สิทธิ แล้วค่อยขอคืนภายหลังเฉพาะกรณีที่กฎอนุญาต การขอใช้สิทธิที่พิสูจน์ไม่ได้มีความเสี่ยงสูงกว่าการจ่ายอากรที่อาจขอคืนได้ในภายหลังมาก

ใครลงนามในใบขน และใครรับผิดถ้าใบขนผิด
ชิปปิ้งเป็นผู้ส่งข้อมูลและระบบบันทึกผู้ยื่นไว้ แต่ความรับผิดทางกฎหมายต่อเนื้อหาอยู่ที่ผู้นำเข้าที่ระบุในใบขน ขณะที่ชิปปิ้งเองก็อาจต้องรับผลหากประมาทเลินเล่อ
การแบ่งความรับผิดแบบนี้ทำให้ผู้นำเข้ามือใหม่หลายรายแปลกใจ การจ้างชิปปิ้งคือการโอนงาน ไม่ใช่การโอนความรับผิด หากราคาที่สำแดงต่ำไป พิกัดเลือกให้อัตราต่ำเกินจริง หรือการขอใช้สิทธิถิ่นกำเนิดไม่มีหลักฐานรองรับ ศุลกากรจะเรียกเก็บอากรและภาษีที่ขาด รวมถึงเงินเพิ่มหรือค่าปรับ จากผู้นำเข้าก่อน สถานะของชิปปิ้งขึ้นอยู่กับว่ารู้อะไรและได้รับข้อมูลอะไร ชิปปิ้งที่กรอกข้อมูลตามที่ผู้นำเข้าให้มาอย่างซื่อตรง อยู่คนละสถานะกับชิปปิ้งที่แก้ไขหรือแต่งข้อมูลขึ้นเอง
ผลในทางปฏิบัติคือ ผู้นำเข้าควรตรวจใบขนด้วยตัวเอง อย่างน้อยสำหรับสินค้าใหม่ ผู้ขายรายใหม่ และใบขนที่ขอใช้สิทธิประโยชน์ ขอให้ชิปปิ้งส่งร่างใบขนหรือใบขนที่ยื่นแล้วมาทุกครั้ง และเทียบพิกัด ราคา ถิ่นกำเนิด และรหัสสิทธิกับข้อมูลของคุณ เก็บใบขนไว้คู่กับใบกำกับ รายการบรรจุ เอกสารขนส่ง หนังสือรับรองถิ่นกำเนิด และใบอนุญาต เพราะการตรวจสอบหลังการตรวจปล่อยย้อนหลังได้หลายปี บทความการตรวจสอบหลังการตรวจปล่อยอธิบายว่าเจ้าหน้าที่มักตรวจอะไร
ความสัมพันธ์กับชิปปิ้งควรมีเอกสารชัดเจนด้วย หนังสือมอบอำนาจที่ชัดเจนกำหนดว่าชิปปิ้งทำอะไรในนามคุณได้บ้าง และขั้นตอนภายในสั้น ๆ กำหนดว่าใครในบริษัทเป็นผู้อนุมัติพิกัดและราคา เมื่อมีฟอร์เวิร์ดเดอร์อย่าง Thai Global Freight (TGF) ประสานการขนส่ง เราช่วยจัดการการจองระวาง เอกสาร และการส่งต่องานให้ชิปปิ้งได้ แต่การตัดสินเรื่องพิกัดและราคาควรให้คนในบริษัทที่เข้าใจสินค้าเป็นผู้อนุมัติ
ยื่นใบขนแล้วเกิดอะไรขึ้นต่อ
หลังยื่น ระบบจะตรวจความถูกต้องของข้อมูล จับคู่กับบัญชีสินค้า และกำหนดช่อง ใบขนช่องเขียวไปสู่การชำระเงินและตรวจปล่อย ส่วนช่องแดงต้องผ่านการตรวจเอกสารหรือเปิดตรวจสินค้าก่อน และไม่ว่าช่องใด ใบขนยังถูกตรวจสอบย้อนหลังได้
การตรวจความถูกต้องเกิดขึ้นทันทีโดยระบบ หากช่องบังคับว่าง รหัสไม่ถูกต้อง หรือเลขใบอนุญาตไม่สอดคล้องกับพิกัด ระบบจะปฏิเสธข้อความ และชิปปิ้งต้องแก้แล้วส่งใหม่ การปฏิเสธลักษณะนี้ไม่ใช่โทษ เทียบได้กับการคืนแบบฟอร์มให้กรอกให้ครบ
การกำหนดช่องสะท้อนความเสี่ยงของผู้นำเข้า ตัวสินค้า ถิ่นกำเนิด และลักษณะของใบขนเอง ผู้นำเข้ารายใหม่ สินค้าที่เคยมีประวัติสำแดงผิด หรือรายการมูลค่าสูงที่ราคาผิดปกติ ล้วนทำให้ได้ช่องแดงได้ เมื่อได้ช่องแดง เจ้าหน้าที่อาจขอใบกำกับ สัญญา หลักฐานการชำระเงิน แคตตาล็อก หรือเอกสารทางเทคนิค หรือสั่งเปิดตู้ตรวจ คู่มือการเตรียมตัวเมื่อถูกเปิดตรวจสินค้าอธิบายว่าควรเตรียมอะไรไว้ เจ้าหน้าที่อาจรับใบขนตามที่แจ้ง ขอให้แก้ไข หรือประเมินอากรใหม่
จากนั้นจึงชำระอากรและภาษี ผู้นำเข้าส่วนใหญ่ชำระทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านธนาคารที่เชื่อมกับ e-Customs บางรายใช้การวางประกันในกรณีที่อนุญาต บทความขั้นตอนการชำระอากรและภาษีนำเข้าอธิบายรายละเอียดไว้ หลังชำระแล้วระบบจะบันทึกการตรวจปล่อย และรับสินค้าได้ เมื่อดำเนินการกับท่าและสายเรือเรียบร้อย เช่น ใบปล่อยสินค้า (D/O)
การตรวจปล่อยไม่ใช่จุดสิ้นสุดของใบขน ข้อมูลยังอยู่ในระบบและถูกตรวจในการตรวจสอบหลังการตรวจปล่อยได้ ความผิดพลาดที่ถูกพบในตอนนั้นจะถูกพิจารณาหนักกว่าความผิดพลาดที่ผู้นำเข้าแก้ไขเองโดยสมัครใจ ผู้นำเข้าที่พบข้อผิดพลาดหลังตรวจปล่อยจึงควรรีบดำเนินการ ตามที่อธิบายในหัวข้อถัดไป
ถ้าพบว่าใบขนผิดต้องทำอย่างไร
หากพบข้อผิดพลาดก่อนตรวจปล่อย ชิปปิ้งแก้ไขใบขนในระบบได้ หากพบหลังตรวจปล่อย ผู้นำเข้าควรรีบยื่นขอแก้ไขและชำระส่วนที่ขาด เพราะการแก้ไขโดยสมัครใจถูกพิจารณาต่างจากความผิดพลาดที่ศุลกากรตรวจพบเองอย่างมาก
ก่อนตรวจปล่อย การแก้ไขใบขนเป็นเรื่องปกติของพิธีการ จำนวนหีบห่อผิด เลข B/L พิมพ์ผิด หรือขาดเลขใบอนุญาต ชิปปิ้งแก้ได้ บางกรณีต้องได้รับอนุมัติจากเจ้าหน้าที่ ต้นทุนหลักคือเวลา และบทเรียนสำคัญคือต้องแก้ที่ต้นเหตุ เช่น ผู้ขายที่ส่งใบกำกับไม่ตรงกับรายการบรรจุซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลังตรวจปล่อย สถานการณ์จะต่างไป หากพบว่าสำแดงราคาต่ำไป ใช้พิกัดผิด หรือขอใช้สิทธิโดยไม่มีหลักฐานที่ถูกต้อง ควรทำงานกับชิปปิ้งเพื่อยื่นขอแก้ไขใบขนและชำระอากรและภาษีที่ขาด หากผิดพลาดในทางกลับกันจนชำระเกิน อาจขอคืนได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด บทความการแก้ไขใบขนสินค้าหลังยื่นอธิบายขั้นตอนและเอกสารที่มักต้องใช้
พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 แยกความผิดพลาดโดยสุจริตที่แก้ไขเองโดยสมัครใจ ออกจากการสำแดงเท็จโดยเจตนา และผลที่ตามมาก็ต่างกัน เราจะไม่ระบุระดับโทษในที่นี้ เพราะขึ้นกับข้อเท็จจริงและวิธีจัดการกรณี หากจำนวนเงินมีนัยสำคัญ ควรปรึกษาตัวแทนออกของที่ได้รับอนุญาตหรือนักกฎหมายด้านศุลกากร สิ่งที่แน่นอนคือทิศทาง ยิ่งผู้นำเข้าแก้ไขเร็วและเปิดเผยมากเท่าไร สถานะก็ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น
บทเรียนในภาพรวมคือ ใบขนจะดีได้เท่ากับข้อมูลที่อยู่เบื้องหลัง บทความวิธีหลีกเลี่ยงค่าปรับศุลกากรรวบรวมนิสัยที่ช่วยให้ผู้นำเข้าไม่มีปัญหา เช่น แฟ้มเหตุผลการจำแนกพิกัด การกระทบยอดราคา การตรวจเอกสารถิ่นกำเนิด และการทบทวนใบขนที่ชิปปิ้งยื่นเป็นประจำ
ข้อมูลที่ควรส่งให้ชิปปิ้งก่อนยื่นใบขน
ใบกำกับสินค้าและรายการบรรจุฉบับสุดท้ายที่ข้อมูลตรงกัน
เลขใบตราส่งหรือใบตราส่งทางอากาศให้ตรงกับบัญชีสินค้า
พิกัดของแต่ละรายการ พร้อมเหตุผลสั้น ๆ
ค่าขนส่งและค่าประกันจริง หากใบกำกับไม่ได้เป็นราคา CIF
หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดเมื่อขอใช้สิทธิ FTA
เลขใบอนุญาตหรือใบรับรองสำหรับสินค้าควบคุม
หนังสืออนุมัติสิทธิ BOI คลังทัณฑ์บน หรือสิทธิอื่น และขอบเขตของสิทธิ

ผู้นำเข้าควรเตรียมข้อมูลอย่างไรก่อนให้ชิปปิ้งยื่นใบขน
เตรียมชุดข้อมูลที่ครบและสอดคล้องกันสำหรับทุกชิปเมนต์ ได้แก่ ใบกำกับสินค้าและรายการบรรจุฉบับสุดท้าย เลขเอกสารขนส่ง พิกัดที่ตกลงแล้วของแต่ละรายการพร้อมเหตุผล ค่าขนส่งและค่าประกันเมื่อจำเป็น หลักฐานถิ่นกำเนิดเมื่อขอใช้สิทธิ เลขใบอนุญาต และหนังสืออนุมัติสิทธิประโยชน์
เป้าหมายคือทำให้งานของชิปปิ้งเป็นการถ่ายข้อมูล ไม่ใช่การตีความ ชิปปิ้งที่ต้องเดาพิกัดจากคำบรรยายสองคำ ต้องประมาณค่าขนส่งเพราะไม่มีใครส่งใบแจ้งหนี้ค่าขนส่งมา หรือต้องตามผู้ขายขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดในวันที่สินค้ามาถึง จะยื่นช้าหรือยื่นโดยอาศัยการสันนิษฐาน ซึ่งไม่ดีต่อคุณทั้งสองทาง
ขั้นตอนประจำที่ใช้ได้จริงมีดังนี้
- ตอนสั่งซื้อ ตกลงคำบรรยายสินค้า พิกัด และหลักฐานถิ่นกำเนิดกับผู้ขาย และตรวจว่าสินค้าต้องมีใบอนุญาตของไทยหรือไม่ บทความสินค้าควบคุมการนำเข้าช่วยในการตรวจนี้ได้
- ตอนสินค้าออกเดินทาง ขอใบกำกับสินค้า รายการบรรจุ และเอกสารขนส่งฉบับสุดท้าย และตรวจว่าจำนวน น้ำหนัก และคำบรรยายตรงกันทั้งสามฉบับ
- ก่อนสินค้ามาถึง ส่งชุดข้อมูลให้ชิปปิ้ง พร้อมค่าขนส่งและค่าประกันหากใบกำกับไม่ใช่ CIF หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดหากขอใช้สิทธิ และเอกสารใบอนุญาตกับสิทธิประโยชน์
- ขอร่างใบขนมาตรวจ โดยเน้นสี่ช่องสำคัญ คือ พิกัด ราคา ถิ่นกำเนิด และรหัสสิทธิประโยชน์
- หลังตรวจปล่อย เก็บใบขนไว้กับเอกสารต้นทาง และจดคำถามที่ศุลกากรเคยถาม เพื่อให้ชิปเมนต์ถัดไปไม่เจอซ้ำ
สำหรับสินค้าที่นำเข้าซ้ำ ให้ทำแฟ้มพิกัดง่าย ๆ ที่บันทึกพิกัด เหตุผล คำวินิจฉัยที่ได้รับ และสถานะใบอนุญาต แฟ้มนี้ทำให้ชิปเมนต์ใหม่เป็นเพียงการตรวจทาน ไม่ต้องตัดสินใจใหม่ทุกครั้ง และเป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบจะขอดูอยู่แล้ว
หากนำเข้านาน ๆ ครั้ง เช็กลิสต์สำหรับผู้นำเข้ามือใหม่และเช็กลิสต์เอกสารนำเข้าของไทยจะให้ภาพที่กว้างขึ้นว่าควรเตรียมอะไร หากนำเข้าเป็นประจำ ชุดข้อมูลข้างต้นที่สอดคล้องกันตั้งแต่ใบสั่งซื้อจนถึงใบขน คือสิ่งที่ทำให้พิธีการคาดการณ์ได้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- คัดลอกพิกัดส่งออกของผู้ขาย ซึ่งตรงกับพิกัดไทยแค่หกหลัก แทนที่จะจำแนกให้ถึงพิกัดแปดหลักของไทย
- อ้าง Master B/L ในใบขน ขณะที่บัญชีสินค้าระบุ House B/L ทำให้จับคู่ไม่ได้
- สำแดงราคาตามใบกำกับ FOB หรือ EXW โดยไม่บวกค่าขนส่งและค่าประกันจนถึงท่าในไทย
- ขอใช้สิทธิ FTA ทั้งที่เลขที่ใบกำกับ วันที่ หรือคำบรรยายในหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดไม่ตรงกับสินค้าที่ส่งมา
- ใช้รหัสสิทธิ BOI หรือคลังทัณฑ์บนกับสินค้าที่อยู่นอกบัญชีหรือขอบเขตที่ได้รับอนุมัติ
- ไม่เคยตรวจใบขนที่ชิปปิ้งยื่น แล้วมาพบข้อผิดพลาดตอนถูกตรวจสอบหลังการตรวจปล่อย
สิ่งที่ควรเตรียม
- การลงทะเบียนผู้นำเข้ากับกรมศุลกากร และหนังสือมอบอำนาจให้ชิปปิ้ง
- ใบกำกับสินค้าและรายการบรรจุฉบับสุดท้ายที่ข้อมูลตรงกัน
- ใบตราส่งหรือใบตราส่งทางอากาศ พร้อมเลขที่ที่ปรากฏในบัญชีสินค้า
- ใบแจ้งหนี้ค่าขนส่งและค่าประกัน เมื่อเงื่อนไขการขายไม่ใช่ CIF หรือ CIP
- หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดหรือคำรับรองถิ่นกำเนิด สำหรับการขอใช้สิทธิ FTA
- ใบอนุญาต ใบรับรอง และหนังสืออนุมัติสิทธิประโยชน์ (BOI คลังทัณฑ์บน เขตปลอดอากร) ที่เกี่ยวกับสินค้า
คำถามที่พบบ่อย
ใบขนสินค้าขาเข้า ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร
ภาษาอังกฤษเรียกว่า import declaration หรือ import entry คือคำสำแดงทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ยื่นต่อกรมศุลกากร ระบุสินค้า พิกัด ราคา ถิ่นกำเนิด สิทธิประโยชน์ทางอากร และอากรกับภาษีที่ต้องชำระ ยื่นผ่านระบบ e-Customs ส่วนใหญ่โดยตัวแทนออกของในนามผู้นำเข้า และผู้นำเข้ายังต้องรับผิดชอบต่อข้อมูลในใบขน
ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าเองโดยไม่ใช้ชิปปิ้งได้ไหม
ทำได้ในหลักการ หากบริษัทลงทะเบียนกับกรมศุลกากร มีช่องทางเข้าระบบ e-Customs ผ่านผู้ให้บริการเครือข่าย และมีพนักงานที่จัดทำใบขนได้ถูกต้อง แต่ในทางปฏิบัติ SME ส่วนใหญ่ใช้ตัวแทนออกของ เพราะระบบเป็นรหัสที่เข้มงวด และชิปปิ้งมีสิทธิเข้าระบบกับประสบการณ์อยู่แล้ว ไม่ว่าใครยื่น ผู้นำเข้ายังต้องรับผิดชอบต่อข้อมูล
รับสินค้าปากระวางต่างจากใบขนขาเข้าทั่วไปอย่างไร
ใบขนทั่วไป สินค้าถูกขนลงเก็บในคลังของท่าแล้วจึงรับหลังตรวจปล่อย ส่วนการรับปากระวาง สินค้าถูกรับที่ข้างเรือทันทีที่ขนลง เหมาะกับสินค้าเทกอง เน่าเสียง่าย อันตราย หรือขนาดใหญ่เกิน เพราะสินค้าออกจากท่าแทบทันที ใบขนและการอนุมัติจึงต้องพร้อมก่อนเรือเข้า ควรยืนยันเงื่อนไขและขั้นตอนกับชิปปิ้ง
ช่องไหนในใบขนสินค้าขาเข้าที่ผิดบ่อยที่สุด
ช่องพิกัด ราคาศุลกากร ประเทศถิ่นกำเนิดพร้อมการขอใช้สิทธิ FTA และรหัสสิทธิประโยชน์ เป็นต้นเหตุปัญหาส่วนใหญ่ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย เช่น คัดลอกพิกัดส่งออกของผู้ขาย ลืมบวกค่าขนส่งและค่าประกันกับใบกำกับ FOB หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดไม่ตรงกับใบกำกับ และใช้รหัส BOI นอกขอบเขต ส่วนหน่วยปริมาณและเลขใบอนุญาตทำให้ใบขนติดค้างบ่อยแม้ไม่ใช่เรื่องใหญ่
ใบขนผิด ผู้นำเข้าหรือชิปปิ้งต้องรับผิดชอบ
ผู้นำเข้าที่ระบุในใบขนต้องรับผิดชอบหลักต่ออากร ภาษี และค่าปรับ เพราะตามกฎหมายใบขนคือคำสำแดงของผู้นำเข้า ชิปปิ้งอาจต้องรับผลด้วยหากประมาทเลินเล่อหรือแก้ไขข้อมูลที่ได้รับ การจ้างชิปปิ้งโอนได้แค่งาน ไม่ได้โอนความรับผิด ผู้นำเข้าจึงควรตรวจใบขนของสินค้าใหม่และใบขนที่ขอใช้สิทธิประโยชน์
สินค้าออกจากท่าแล้ว ยังแก้ไขใบขนสินค้าขาเข้าได้ไหม
ได้ ให้ทำงานกับชิปปิ้งเพื่อยื่นขอแก้ไขต่อกรมศุลกากรและชำระอากรกับภาษีที่ขาด หากชำระเกินอาจขอคืนได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด การแก้ไขเองโดยสมัครใจและรวดเร็วได้รับการพิจารณาดีกว่าความผิดพลาดที่ศุลกากรตรวจพบในการตรวจสอบมาก และควรเก็บหลักฐานที่รองรับตัวเลขที่แก้ไขไว้ด้วย
ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าก่อนเรือมาถึงได้ไหม
ส่วนใหญ่ทำได้ หากมีใบกำกับสินค้า รายการบรรจุ และเอกสารขนส่งฉบับสุดท้ายแล้ว และข้อมูลจับคู่กับบัญชีสินค้าได้ การเตรียมใบขนล่วงหน้าช่วยย้ายงานออกจากวันที่เรือเข้า และทำให้แก้ข้อสงสัยได้เร็วขึ้น เงื่อนไขเรื่องเวลาขึ้นกับรูปแบบขนส่งและท่าที่ใช้ จึงควรยืนยันกับชิปปิ้ง
ต้องทำใบขนแยกตามใบกำกับสินค้าหรือตามตู้ไหม
ไม่จำเป็นเสมอไป ใบขนผูกกับเอกสารขนส่ง และครอบคลุมใบกำกับหรือตู้หลายใบภายใต้เอกสารนั้นได้ โดยแยกบรรทัดตามชนิดสินค้า ถิ่นกำเนิด และสิทธิประโยชน์ มักต้องแยกใบขนเมื่อสินค้ามาด้วยใบตราส่งต่างฉบับหรือต้องใช้ระบบพิธีการต่างกัน ชิปปิ้งจะจัดโครงสร้างใบขนให้ตรงกับบัญชีสินค้า