Thai Global Freightวิธีลดต้นทุนค่าขนส่งสินค้านำเข้า
คู่มือปฏิบัติจริงที่เรียงลำดับปัจจัยที่ลดต้นทุนค่าขนส่งสินค้านำเข้าได้จริง ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ รอบการสั่งซื้อ การเลือกโหมดขนส่ง Incoterms ไปจนถึงเอกสาร
สารบัญเนื้อหา
- 01ปัจจัยที่ 1: ปริมาณและความหนาแน่น — บรรจุเพื่อบิล ไม่ใช่เพื่อความสะดวก
- 02ปัจจัยที่ 2: การรวมชิปเมนต์ — ชิปเมนต์ใหญ่แต่น้อยครั้ง คุ้มกว่าชิปเมนต์เล็กแต่บ่อยครั้ง
- 03ปัจจัยที่ 3: โหมดขนส่งและความเร่งด่วน — การขนส่งทางอากาศส่วนใหญ่คือการแก้ปัญหาการวางแผนที่พลาด
- 04ปัจจัยที่ 4: รู้จุดที่ LCL หยุดคุ้มกว่า FCL บนเส้นทางของตนเอง
- 05ปัจจัยที่ 5: Incoterms ตอนที่ 1 — ราคา "เหมารวม" ไม่ได้แปลว่าถูกกว่าเสมอไป
- 06ปัจจัยที่ 5: Incoterms ตอนที่ 2 — การซื้อแบบ FOB และควบคุมการขนส่งหลักด้วยตนเอง
- 07ปัจจัยที่ 6: Demurrage, Detention และค่าเก็บรักษาสินค้า — เงินที่เผาไหม้หลังสินค้ามาถึง
- 08ปัจจัยที่ 7: เอกสารที่ถูกต้องและการจำแนกพิกัดที่แม่นยำ
- 09ปัจจัยที่ 8: วิธีเทียบใบเสนอราคาอย่างถูกต้องจริงๆ
- 10สิ่งที่ควรทำในไตรมาสนี้ และสิ่งที่ควรเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง
คำตอบโดยสรุป
ค่าระวางเรือหรือเครื่องบินที่เสนอมาแทบไม่ใช่จุดที่ประหยัดได้จริง ต้นทุนนำเข้าที่แท้จริงคือค่าระวางบวก Origin และ Destination Charges บวกพิธีการศุลกากร บวกค่าขนส่งภายในประเทศ บวกต้นทุนเงินทุนที่จมอยู่ในสต๊อก และบวกต้นทุนจากความผิดพลาด การต่อรองแค่ค่าระวางจึงเป็นการสู้กันแค่เศษเสี้ยวของทั้งหมด ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ทรงพลังที่สุดเกิดขึ้นก่อนที่จะขอใบเสนอราคาด้วยซ้ำ ทั้งการบรรจุสินค้าให้หนาแน่นเพื่อให้ Chargeable Weight และ CBM เป็นประโยชน์กับเรา การรวมชิปเมนต์เล็กๆ ที่สั่งบ่อยให้เป็นชิปเมนต์ใหญ่ที่สั่งน้อยครั้งลง การเลือกโหมดขนส่งให้ตรงกับความเร่งด่วนจริง แทนที่จะใช้ทางอากาศมาแก้ปัญหาการวางแผนที่พลาด การรู้จุดที่ LCL เปลี่ยนเป็น FCL คุ้มกว่าบนเส้นทางของตนเอง และการเลือก Incoterm อย่าง FOB ที่ใช้ฟอร์เวิร์ดเดอร์ของตนเอง แทนราคาแบบ DDP หรือ CIF ที่ซัพพลายเออร์รวบมาให้ ซึ่งจะทำให้เห็นและควบคุมต้นทุนฝั่งปลายทางได้ หลังจากนั้น Demurrage, Detention และค่าเก็บรักษาสินค้าเป็นต้นทุนที่ป้องกันได้ด้วยความพร้อมของเอกสารและการตรวจปล่อย ไม่ใช่สิ่งที่มาต่อรองทีหลัง และเอกสารที่ถูกต้องพร้อมการจำแนกพิกัดที่แม่นยำช่วยป้องกันความล่าช้าที่มีต้นทุนสูงกว่าส่วนต่างของค่าระวางใดๆ การเทียบใบเสนอราคาจะได้ผลก็ต่อเมื่อใช้เกณฑ์เดียวกันทั้งหมด คือ Incoterm เดียวกัน ขอบเขตบริการเดียวกัน ระยะเวลายืนราคาเดียวกัน และให้ระบุค่าใช้จ่ายทุกรายการที่อยู่นอกเหนือราคาหลักอย่างชัดเจน
สรุปประเด็นสำคัญ
- ค่าระวางที่เสนอมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุนนำเข้า Origin และ Destination Charges พิธีการศุลกากร ค่าขนส่งภายในประเทศ ต้นทุนเงินทุนในสต๊อก และต้นทุนจากความผิดพลาด มักรวมกันแล้วมากกว่า
- การออกแบบบรรจุภัณฑ์กระทบค่าใช้จ่ายโดยตรงผ่าน CBM และ Chargeable Weight ไม่ว่าจะต่อรองราคาได้เท่าไรก็ตาม ขนาดกล่องเป็นสเปกที่ควรกำหนดตั้งแต่คำสั่งซื้อแรก
- การรวมชิปเมนต์และปรับความถี่ในการสั่งซื้อแปรผันเป็นการประหยัดค่าขนส่งโดยตรง แต่ต้องชั่งน้ำหนักกับต้นทุนเก็บสต๊อกและความเสี่ยงสินค้าขาดสต๊อก ไม่ใช่ใช้เป็นกฎตายตัว
- Incoterm ที่กำหนดในสัญญาซื้อขายเป็นตัวกำหนดว่าใครควบคุมต้นทุนฝั่งปลายทาง ราคาแบบ DDP หรือ CIF ที่ซัพพลายเออร์รวบมาให้ ไม่ได้ถูกกว่า FOB ที่ใช้ฟอร์เวิร์ดเดอร์ของตนเองเสมอไป
- Demurrage, Detention และค่าเก็บรักษาสินค้าเป็นต้นทุนที่ป้องกันได้ด้วยความพร้อมของเอกสารและการตรวจปล่อยก่อนสินค้าถึง ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่จะมาต่อรองลดได้ภายหลัง
- การเทียบใบเสนอราคาค่าขนส่งจะได้ผลก็ต่อเมื่อทุกใบใช้ Incoterm เดียวกัน ขอบเขตบริการเดียวกัน และระยะเวลายืนราคาเดียวกัน พร้อมระบุค่าใช้จ่ายนอกเหนือราคาหลักอย่างชัดเจน
เวลาผู้นำเข้าถามว่าจะลดต้นทุนค่าขนส่งได้อย่างไร คำถามมักถูกจำกัดไปที่รายการเดียวโดยอัตโนมัติ คือค่าระวางเรือหรือเครื่องบินที่เสนอมา ซึ่งเข้าใจได้ เพราะเป็นตัวเลขเดียวที่ฟอร์เวิร์ดเดอร์ใส่มาในอีเมลตั้งแต่แรก และเป็นสิ่งที่เทียบกันได้ง่ายที่สุดเมื่อวางใบเสนอราคาสามฉบับเรียงกัน แต่ค่าระวางเป็นเพียงองค์ประกอบเดียวของสิ่งที่ลงไปอยู่ในงบกำไรขาดทุนจริง และสำหรับผู้นำเข้า SME ส่วนใหญ่ มันไม่ใช่องค์ประกอบที่ใหญ่ที่สุดด้วยซ้ำ
ตัวเลขที่สำคัญจริงๆ คือต้นทุนนำเข้ารวม (Landed Cost) ซึ่งประกอบด้วยค่าระวางเรือหรือเครื่องบิน บวก Origin Charges ที่ท่าต้นทาง บวก Destination Charges เมื่อสินค้ามาถึง บวกค่าพิธีการศุลกากรและค่านายหน้าออกของ บวกค่าขนส่งภายในประเทศจากท่าไปยังคลังสินค้า บวกต้นทุนเงินทุนที่จมอยู่กับสินค้าระหว่างขนส่งหรือในสต๊อก และบวกต้นทุนจากความผิดพลาด เช่น เอกสารผิด พลาดวันตัดรอบ ตู้สินค้าที่ไม่มีใครมารับ ซึ่งกลายเป็น Demurrage ค่าเก็บรักษาสินค้า หรือค่าขนส่งด่วนนาทีสุดท้ายที่ต้องจ่ายเพราะจำเป็น ไม่ใช่เพราะเลือก
ผู้นำเข้าที่ทุ่มพลังในการต่อรองไปที่ค่าระวางเพียงอย่างเดียว จึงกำลังสู้กันแค่เศษเสี้ยวของค่าใช้จ่ายทั้งหมด และมักเป็นเศษเสี้ยวที่เล็กที่สุดด้วยซ้ำ ปัจจัยที่ใหญ่กว่านั้นอยู่ที่อื่น คือวิธีบรรจุสินค้าก่อนที่จะจองระวางด้วยซ้ำ ความถี่ในการสั่งซื้อ Incoterm ที่เลือกไว้ในสัญญาซื้อขาย และความพร้อมของเอกสารก่อนสินค้าจะมาถึง สิ่งเหล่านี้ไม่ปรากฏในใบเสนอราคาค่าขนส่งเลย นี่จึงเป็นเหตุผลที่คนมักมองข้ามไป
เนื้อหาต่อจากนี้จะจัดอันดับปัจจัยที่ส่งผลจริงตามลำดับผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายรวม เริ่มจากสิ่งที่ต้องตัดสินใจก่อนที่จะขอใบเสนอราคาด้วยซ้ำ ไปจนถึงวิธีเทียบใบเสนอราคาเมื่อได้รับมาแล้ว
สรุปประเด็นสำคัญ
ต้นทุนนำเข้าที่แท้จริงคือค่าระวางบวก Origin Charges บวก Destination Charges บวกพิธีการศุลกากรบวกค่าขนส่งภายในประเทศ บวกต้นทุนเงินทุนที่จมอยู่ในสต๊อก บวกต้นทุนจากความผิดพลาด ค่าระวางที่เสนอมาเป็นเพียงเศษเสี้ยวของทั้งหมดนี้
การประหยัดที่มากที่สุดมักมาจากการตัดสินใจก่อนที่จะขอใบเสนอราคาด้วยซ้ำ ทั้งวิธีบรรจุสินค้า ความถี่ในการสั่งซื้อ และ Incoterm ที่ระบุในสัญญาซื้อขาย
การขนส่งทางอากาศส่วนใหญ่ถูกซื้อเพื่อแก้ปัญหาการวางแผนที่พลาดไป ไม่ใช่เพราะสินค้าจำเป็นต้องเร็วจริง สต๊อกสำรองคือทางเลือกที่ควรนำมาเทียบอย่างตรงไปตรงมา
ทุกเส้นทางมีจุดปริมาณที่ FCL คุ้มกว่า LCL แม้ตู้จะยังไม่เต็ม และจุดนี้เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามขนาดคำสั่งซื้อที่โตขึ้น
Demurrage, Detention และค่าเก็บรักษาสินค้าเป็นต้นทุนที่ป้องกันได้ด้วยความพร้อมของเอกสารและการตรวจปล่อยของศุลกากร ไม่ใช่สิ่งที่จะมาต่อรองภายหลัง
การเทียบใบเสนอราคาจะได้ผลก็ต่อเมื่อใช้เกณฑ์เดียวกัน คือ Incoterm เดียวกัน ขอบเขตบริการเดียวกัน ระยะเวลายืนราคาเดียวกัน และขอให้ระบุค่าใช้จ่ายที่อยู่นอกเหนือราคาหลักอย่างชัดเจน
ปัจจัยที่ 1: ปริมาณและความหนาแน่น — บรรจุเพื่อบิล ไม่ใช่เพื่อความสะดวก
ค่าขนส่งคิดจาก Chargeable Weight ไม่ใช่น้ำหนักจริงที่มักปรากฏในใบแจ้งหนี้ของซัพพลายเออร์ Chargeable Weight คือค่าที่มากกว่าระหว่างน้ำหนักจริงของสินค้ากับน้ำหนักตามปริมาตร ซึ่งคำนวณจากพื้นที่ลูกบาศก์ที่สินค้าใช้ล้วนๆ สำหรับทางเรือ ปริมาตรวัดเป็น CBM คือความยาวคูณกว้างคูณสูงหน่วยเมตร คูณด้วยจำนวนชิ้น รวมทุกรายการกล่องในชิปเมนต์ สำหรับทางอากาศ ปริมาตรนั้นจะถูกแปลงเป็นน้ำหนักเทียบเท่าด้วยตัวหารมาตรฐาน และค่าไหนมากกว่ากันระหว่างน้ำหนักจริงกับน้ำหนักตามปริมาตร ค่านั้นคือค่าที่สายการบินใช้คิดเงิน
ประเด็นนี้สำคัญเพราะการออกแบบบรรจุภัณฑ์กระทบค่าใช้จ่ายโดยตรง และเป็นหนึ่งในต้นทุนที่มองไม่เห็นที่พบบ่อยที่สุดในงานนำเข้า สินค้าที่จริงๆ แล้วบรรจุในกล่องที่แบนลง แน่นขึ้น หรือซ้อนกันได้ แต่กลับถูกบรรจุในกล่องใหญ่เกินความจำเป็นเพื่อความสวยงามบนชั้นวางค้าปลีก หรือเพียงเพราะเป็นกล่องที่โรงงานใช้อยู่แล้ว กำลังจ่ายค่าขนส่งอากาศเปล่าโดยแท้จริง สินค้าชนิดเดียวกันสองล็อตที่บรรจุต่างกัน อาจมี Chargeable Weight ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และซัพพลายเออร์แทบไม่มีแรงจูงใจที่จะปรับปรุงเรื่องนี้ เพราะไม่ใช่ฝ่ายที่จ่ายค่าขนส่ง
สำหรับทางเรือ หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้ในระดับตู้คอนเทนเนอร์ ตู้ 20 ฟุตหรือ 40 ฟุตมีปริมาตรภายในคงที่ และประสิทธิภาพในการเรียงกล่องภายในตู้ เช่น มุมกล่องเป็นเหลี่ยม ช่องว่างน้อยที่สุด ขนาดกล่องที่พอดีกับความกว้างของตู้แทนที่จะยึดมาตรฐานพาเลททั่วไป เป็นตัวกำหนดว่าสินค้าจะเคลื่อนย้ายได้มากแค่ไหนต่อหนึ่งตู้ ซึ่งเป็นหัวใจของต้นทุนต่อหน่วยของชิปเมนต์แบบ FCL
สิ่งที่ควรทำไม่ใช่เรื่องใหญ่โต คือขอขนาดและน้ำหนักกล่องที่แน่นอนจากซัพพลายเออร์ก่อนสั่งซื้อครั้งแรก ตรวจสอบว่าบรรจุภัณฑ์นั้นถูกออกแบบมาเพื่อสินค้าจริงหรือเป็นแค่กล่องมาตรฐานที่โรงงานใช้อยู่แล้ว และมองประสิทธิภาพของกล่องเป็นสเปกที่ต่อรองได้ เหมือนราคาหรือเวลาส่งมอบ ไม่ใช่เรื่องรองที่มาปรากฏแค่ในใบแจ้งหนี้ค่าขนส่งเท่านั้น
กลไกของ CBM และ Chargeable Weight
CBM = L(m) × W(m) × H(m) × Qty
- L, W, H
- ความยาว กว้าง สูง ของหนึ่งกล่อง วัดเป็นเมตร
- Qty
- จำนวนกล่องที่เหมือนกันในรายการนั้น รวมทุกรายการเพื่อได้ CBM รวมของทั้งชิปเมนต์
- Chargeable Weight
- ค่าที่มากกว่าระหว่างน้ำหนักจริงของสินค้ากับน้ำหนักตามปริมาตรที่แปลงมาจาก CBM ด้วยตัวหารมาตรฐาน
- ทำไมจึงสำคัญ
- ขนาดกล่องเป็นตัวแปรตรงในสูตรนี้ การออกแบบบรรจุภัณฑ์จึงกระทบค่าใช้จ่ายโดยตรง ไม่ว่าจะต่อรองราคาได้เท่าไรก็ตาม
ปัจจัยที่ 2: การรวมชิปเมนต์ — ชิปเมนต์ใหญ่แต่น้อยครั้ง คุ้มกว่าชิปเมนต์เล็กแต่บ่อยครั้ง
ต้นทุนค่าขนส่งส่วนหนึ่งที่มีนัยสำคัญเป็นต้นทุนคงที่ต่อชิปเมนต์ ไม่ได้แปรผันตามปริมาณ ทั้งค่าเอกสาร ค่าดำเนินการขั้นต่ำที่ท่า และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพิธีการศุลกากร มักเก็บครั้งเดียวต่อหนึ่ง Bill of Lading หรือ Air Waybill ไม่ว่าชิปเมนต์นั้นจะมีสินค้าหนึ่งกล่องหรือห้าสิบกล่องก็ตาม ชิปเมนต์ LCL เล็กๆ สี่ครั้งต่อเดือนที่แยกส่งกัน แต่ละครั้งต้องแบกรับต้นทุนคงที่นี้เองทั้งหมด ในขณะที่ชิปเมนต์รวมครั้งเดียวที่มีปริมาณรวมเท่ากัน จะเสียต้นทุนนี้เพียงครั้งเดียว
ด้วยเหตุนี้ ความถี่ในการสั่งซื้อจึงแปรผันตรงเป็นการประหยัดค่าขนส่ง การเปลี่ยนจากสั่งซื้อรายสัปดาห์เป็นรายเดือน ลดจำนวนครั้งของเหตุการณ์ต้นทุนคงที่ตลอดทั้งปีลง แม้ปริมาณรวมที่สั่งตลอดปีนั้นจะเท่าเดิม การประหยัดนี้ไม่ได้มาจากอัตราที่ดีขึ้น แต่มาจากการลดจำนวนครั้งของต้นทุนที่ไม่ลดขนาดลงตามปริมาณ
ข้อแลกเปลี่ยนที่ต้องพูดตรงๆ อยู่อีกฝั่งของบัญชี คือการรวมเป็นคำสั่งซื้อที่ใหญ่ขึ้นแต่บ่อยน้อยลง หมายถึงต้องถือสต๊อกมากขึ้นเป็นเวลานานขึ้น ซึ่งจมเงินทุนมากขึ้น ต้องการพื้นที่คลังสินค้ามากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงหากดีมานด์เปลี่ยนแปลงกะทันหันระหว่างรอบสั่งซื้อ สำหรับ SKU ที่ขายช้าหรือมูลค่าต่ำ การรวมชิปเมนต์มักคุ้มค่าอย่างชัดเจน เพราะต้นทุนการถือสต๊อกเพิ่มอีกไม่กี่สัปดาห์ต่ำกว่าการจ่ายต้นทุนคงที่ของชิปเมนต์ถึงสี่ครั้ง สำหรับ SKU ที่ขายเร็ว มูลค่าสูง หรือตามฤดูกาล การคำนวณจะสูสีกว่า และต้นทุนจากการขาดสต๊อกอาจสูงกว่าเงินที่ประหยัดได้จากค่าขนส่ง ซึ่งหมายความว่านี่ไม่ใช่กฎที่ใช้เหมือนกันกับสินค้าทุกรายการในแคตตาล็อก
ขั้นตอนที่ควรทำจริงคือกลับมาทบทวนการเปรียบเทียบนี้เมื่อปริมาณเติบโตขึ้น ไม่ใช่กำหนดความถี่ไว้ครั้งเดียวแล้วปล่อยผ่าน จุดที่การรวมชิปเมนต์คุ้มค่าอย่างชัดเจนจะขยับไปเรื่อยๆ เมื่อขนาดคำสั่งซื้อเข้าใกล้ปริมาณเต็มตู้ ซึ่งเป็นประเด็นที่จะพูดถึงต่อไป

ปัจจัยที่ 3: โหมดขนส่งและความเร่งด่วน — การขนส่งทางอากาศส่วนใหญ่คือการแก้ปัญหาการวางแผนที่พลาด
ทางเรือมีต้นทุนต่อหน่วยปริมาตรที่ต่ำกว่าทางอากาศในเชิงโครงสร้าง และทางอากาศมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าซึ่งคุ้มค่าเมื่อความเร็วจำเป็นจริงๆ เช่น สินค้าเน่าเสียง่าย กำหนดส่งมอบตามสัญญา หรือผลกระทบต่อรายได้จริงจากการขาดสต๊อก การตัดสินใจว่าจะใช้โหมดใดควรมาจากความจำเป็นจริงนี้ ไม่ใช่ปฏิกิริยาอัตโนมัติเมื่อแผนพลาดไปแล้ว
ในทางปฏิบัติ การซื้อขนส่งทางอากาศของ SME ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะตัวสินค้าต้องการความเร็วจริงๆ แต่เกิดขึ้นเพราะสั่งซื้อช้ากว่าที่ควร พลาดจุดสั่งซื้อซ้ำ หรือคาดการณ์ดีมานด์ผิดพลาด และทางอากาศกลายเป็นทางเดียวที่เหลืออยู่เพื่อไม่ให้สินค้าขาดชั้นวาง นั่นคือการซื้อความเร็วเพื่อแก้ปัญหาการวางแผนภายใน ซึ่งเป็นต้นทุนที่ปรากฏในรายการค่าขนส่ง แต่แท้จริงแล้วเป็นอาการของปัญหาที่ต้นทาง
การเปรียบเทียบที่ตรงไปตรงมาคือสต๊อกสำรองเทียบกับค่าขนส่งด่วน โดยมองทั้งสองเป็นทางเลือกทดแทนกันจริงๆ ไม่ใช่มองว่าอย่างหนึ่งเป็นแผนสำรองของอีกอย่าง สำหรับดีมานด์ที่รู้ล่วงหน้าและไม่ผันตามฤดูกาล การถือสต๊อกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยกำหนดขนาดตามรอบเติมสต๊อกจริงทางเรือ ไม่ใช่กรณีที่เร็วที่สุด มีต้นทุนต่ำกว่าตลอดทั้งปีเมื่อเทียบกับการซื้อขนส่งทางอากาศซ้ำๆ เพื่อปิดช่องว่างเมื่อจังหวะเวลาพลาด สิ่งที่ควรคำนวณให้ชัดเจนคือต้นทุนการถือสต๊อกเพิ่มอีกไม่กี่สัปดาห์ ทั้งเงินทุนและค่าจัดเก็บ เทียบกับความถี่และรูปแบบของชิปเมนต์ด่วนที่มันจะมาทดแทน
ทางแก้เชิงโครงสร้างอยู่ต้นทางของทั้งสองทางเลือก คือการกำหนดจุดสั่งซื้อซ้ำโดยอิงจากเวลาขนส่งทางเรือตามจริง บวกพิธีการศุลกากร บวกค่าขนส่งภายในประเทศ พร้อมใส่ระยะกันชนที่สมเหตุสมผลเข้าไป แทนที่จะใช้ตัวเลขที่ดีที่สุดจากชิปเมนต์เร็วครั้งเดียว ระยะกันชนนี้เองที่ป้องกันไม่ให้การเปลี่ยนโหมดขนส่งกลายเป็นเรื่องจำเป็นแทนที่จะเป็นทางเลือก
ปัจจัยที่ 4: รู้จุดที่ LCL หยุดคุ้มกว่า FCL บนเส้นทางของตนเอง
ราคา LCL แปรผันตามปริมาตรหรือน้ำหนักที่ส่งจริง จึงคุ้มค่าที่ปริมาณต่ำ เพราะผู้นำเข้าจ่ายเฉพาะพื้นที่ที่สินค้าใช้ในตู้ที่แชร์กับผู้อื่น ในขณะที่ราคา FCL ทำงานต่างออกไป คือเป็นราคาคงที่ต่อตู้โดยพื้นฐาน ไม่ว่าตู้นั้นจะเต็มแค่ไหนก็ตาม ตรรกะราคาทั้งสองแบบนี้จะตัดกันที่จุดหนึ่ง และเมื่อพ้นจุดนั้นไป การจองเต็มตู้ แม้ตู้จะยังไม่เต็มก็ตาม จะมีต้นทุนต่ำกว่าการจ่ายอัตรา LCL ต่อไปสำหรับปริมาณรวมเท่ากัน
จุดตัดนี้อยู่ตรงไหนขึ้นอยู่กับเส้นทางและปริมาณของแต่ละราย ขึ้นกับอัตรา LCL และ FCL ที่ฟอร์เวิร์ดเดอร์ของผู้นำเข้าเสนอได้บนเส้นทางนั้นๆ จึงไม่สามารถบอกเป็นตัวเลขทั่วไปได้จริง แต่หลักการเชิงโครงสร้างนี้ใช้ได้กับทุกเส้นทาง คือจุดตัดนี้มีอยู่จริง และจะขยับไปเรื่อยๆ ตามขนาดคำสั่งซื้อเฉลี่ยที่โตขึ้น ผู้นำเข้าที่วันนี้ส่งสินค้าปริมาณเพียงเศษเสี้ยวของตู้ อาจส่งสินค้าใกล้ครึ่งตู้ได้ภายในหนึ่งหรือสองปีของการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ โดยที่ไม่เคยตัดสินใจเปลี่ยนวิธีจองระวางอย่างชัดเจนเลย
รูปแบบความผิดพลาดที่พบบ่อยในทางปฏิบัติคือความเฉื่อยชา คือยังคงจอง LCL ต่อไปเพียงเพราะเป็นวิธีที่บัญชีนี้เคยตั้งไว้แต่แรก โดยไม่เคยตรวจสอบเป็นระยะว่าการเติบโตได้พาชิปเมนต์เลยจุดที่ FCL คุ้มกว่าไปแล้วหรือยัง เมื่อปริมาณเฉลี่ยต่อเดือนของเส้นทางเข้าใกล้พื้นที่ใช้งานเต็มตู้ ควรขอให้ฟอร์เวิร์ดเดอร์เปรียบเทียบ LCL กับ FCL โดยตรงที่ปริมาณปัจจุบัน แทนที่จะสันนิษฐานว่าคำตอบจากปีที่แล้วยังใช้ได้อยู่
การตรวจสอบนี้ไม่มีต้นทุนอะไรและใช้เวลาแค่การสนทนาครั้งเดียว การที่ขนาดคำสั่งซื้อโตขึ้นโดยไม่มีการตรวจสอบจุดตัดนี้ซ้ำ เป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด และป้องกันได้ง่ายที่สุด ที่ทำให้ผู้นำเข้าที่กำลังเติบโตยังคงจ่ายแพงเกินไปโดยไม่รู้ตัว

ปัจจัยที่ 5: Incoterms ตอนที่ 1 — ราคา "เหมารวม" ไม่ได้แปลว่าถูกกว่าเสมอไป
ซัพพลายเออร์ที่เสนอราคาแบบ DDP หรือ CIF กำลังนำเสนอสิ่งที่ดูง่ายกว่า คือตัวเลขเดียวที่ดูเหมือนจะครอบคลุมค่าระวาง ประกันภัย และภายใต้ DDP ยังรวมพิธีการปลายทางและการส่งมอบด้วย เมื่อเทียบกับใบเสนอราคาแบบ FOB ที่มีแต่ค่าระวางจากฟอร์เวิร์ดเดอร์ ตัวเลขเหมารวมนั้นอาจดูน่าดึงดูดว่าถูกกว่า โดยเฉพาะสำหรับผู้นำเข้ามือใหม่ที่ยังไม่มีความสัมพันธ์ฝั่งปลายทางเลย
แต่การรวมทุกอย่างไว้ในราคาเดียวที่ซัพพลายเออร์ควบคุมทั้งหมด มาพร้อมต้นทุนเชิงโครงสร้าง ซัพพลายเออร์ ไม่ใช่ผู้นำเข้า เป็นผู้เลือกตัวแทนปลายทาง กำหนดเงื่อนไขของพิธีการปลายทางและการส่งมอบ และแฝงกำไรของตนเองไว้ในทุกองค์ประกอบของตัวเลขเดียวนั้น ไม่มีองค์ประกอบใดถูกแยกรายการ จึงไม่มีอะไรให้ผู้นำเข้าตรวจสอบ สอบถาม หรือต่อรองเป็นรายรายการได้เลย ราคาที่ดูต่ำกว่าไม่ได้แปลว่ารวมแล้วถูกกว่าเสมอไป มันอาจแค่แปลว่าองค์ประกอบต่างๆ ถูกซ่อนไว้มากกว่าเดิม
นี่ไม่ใช่ทางเลือกที่แย่เสมอไป โดยเฉพาะสำหรับผู้นำเข้ารายเล็กหรือมือใหม่ที่ยังไม่มีความสัมพันธ์ในประเทศจริงๆ และยินดีจ่ายเพื่อความง่ายในช่วงเริ่มต้น ปัญหาคือมันจะกลายเป็นเพดานเชิงโครงสร้างเมื่อปริมาณเติบโตขึ้น เพราะทุกชิปเมนต์เพิ่มเติมยังคงต้องจ่ายกำไรที่แฝงอยู่ในราคาเหมารวมนั้นต่อไปเรื่อยๆ และผู้นำเข้าก็ไม่เคยสร้างความสัมพันธ์โดยตรงกับตัวแทนปลายทางที่จะทำให้เห็น ตั้งคำถาม หรือปรับปรุงต้นทุนเหล่านั้นได้เลย
ควรเข้าใจให้ชัดเจนด้วยว่า CIF ครอบคลุมอะไรจริงๆ คือต้นทุนสินค้า ประกันภัย และค่าระวางไปยังท่าปลายทางเท่านั้น ไม่ได้รวมค่าดำเนินการปลายทาง พิธีการศุลกากร หรือค่าขนส่งภายในประเทศ ซึ่งมักถูกจัดการและเรียกเก็บแยกต่างหากแม้จะเป็นการขายแบบ CIF ก็ตาม ส่วน DDP คือปลายสุดของการเหมารวมจริงๆ เพราะรวมแทบทุกอย่างจนถึงการส่งมอบสุดท้ายไว้ในตัวเลขเดียวที่ซัพพลายเออร์ควบคุมทั้งหมด
ปัจจัยที่ 5: Incoterms ตอนที่ 2 — การซื้อแบบ FOB และควบคุมการขนส่งหลักด้วยตนเอง
การซื้อแบบ FOB ย้ายความรับผิดชอบในการจองระวางหลัก จัดการพิธีการปลายทาง และจัดการขนส่งภายในประเทศ จากฝั่งซัพพลายเออร์มาเป็นฟอร์เวิร์ดเดอร์ที่ผู้นำเข้าแต่งตั้งเอง สำหรับผู้นำเข้าที่กำลังเติบโต นี่มักเป็นการประหยัดเชิงโครงสร้างที่ใหญ่ที่สุดเพียงหนึ่งเดียวที่ทำได้ และไม่ได้เกี่ยวกับอัตราค่าระวางโดยตรงเลย แต่เกี่ยวกับสิ่งที่การควบคุมห่วงโซ่นั้นทำให้เป็นไปได้
ผลแรกคือความมองเห็นได้ คือทุกองค์ประกอบต้นทุนตั้งแต่ท่าเรือต้นทางเป็นต้นไป จะปรากฏแยกรายการ ออกใบแจ้งหนี้โดยฝ่ายที่ผู้นำเข้าเลือกเองและตรวจสอบได้ แทนที่จะถูกกลืนไปในตัวเลขเหมารวมของซัพพลายเออร์ ผลที่สองซึ่งใหญ่กว่าคือการรวมปริมาณข้ามซัพพลายเออร์ ผู้นำเข้าที่ซื้อ FOB จากโรงงานสามแห่ง สามารถส่งทั้งสามชิปเมนต์ผ่านฟอร์เวิร์ดเดอร์เจ้าเดียวกัน รวมปริมาณเพื่อตัดสินใจเรื่อง LCL หรือ FCL สร้างบัญชีต่อเนื่องเจ้าเดียวแทนที่จะเป็นความสัมพันธ์แยกกันสามครั้ง และทำให้ฟอร์เวิร์ดเดอร์รายนั้นมีแรงจูงใจจริงในการแข่งขันด้านบริการและต้นทุน แทนที่จะมองแต่ละชิปเมนต์เป็นแค่ธุรกรรมครั้งเดียว ในทางกลับกัน ภายใต้ข้อตกลง DDP หรือ CIF กับซัพพลายเออร์สามรายที่ต่างกัน โอกาสรวมปริมาณแบบนี้ไม่มีอยู่เลย เพราะแต่ละซัพพลายเออร์กำลังเดินห่วงโซ่โลจิสติกส์ของตนเองแยกกันเงียบๆ พร้อมบวกกำไรของตนเองเข้าไป
ข้อแลกเปลี่ยนนี้เป็นเรื่องจริงและไม่ควรมองข้าม เพราะผู้นำเข้าต้องรับความเสี่ยงและภาระงานในการเลือกและบริหารฟอร์เวิร์ดเดอร์และตัวแทนปลายทางที่มีความสามารถ ประสานการจองระวางให้ตรงกับกำหนดการผลิตของซัพพลายเออร์ และเป็นฝ่ายที่ต้องรับมือกับปัญหาใดๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างขนส่งหรือตรวจปล่อยของ นี่ไม่ใช่สิ่งที่ควรรับมาก่อนที่ผู้นำเข้าจะมีปริมาณ ศักยภาพภายใน หรือความสัมพันธ์กับฟอร์เวิร์ดเดอร์ที่มั่นคงพอจะรองรับได้ การเปลี่ยนไปใช้ FOB เร็วเกินไปโดยไม่มีโครงสร้างรองรับ อาจกลายเป็นการแลกต้นทุนเหมารวมที่รู้แน่นอน กับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่ควบคุมไม่ได้ แต่สำหรับผู้นำเข้าที่ปริมาณเติบโตเลยจุดนั้นไปแล้ว การยังคงใช้ DDP หรือ CIF ที่ซัพพลายเออร์จัดการให้เพราะความเคยชิน ก็เป็นหนึ่งในความเฉื่อยชาที่มีต้นทุนแพงที่สุดในรายการนี้
ใครควบคุมต้นทุนฝั่งปลายทาง: DDP/CIF เทียบกับ FOB ที่ใช้ฟอร์เวิร์ดเดอร์ของตนเอง
ราคาที่ซัพพลายเออร์เสนอแบบ DDP หรือ CIF
- ซัพพลายเออร์เป็นผู้เลือกตัวแทนปลายทาง ผู้นำเข้าจึงไม่เห็นและไม่มีอำนาจต่อรองค่าใช้จ่ายฝั่งปลายทาง
- ค่าใช้จ่ายทุกขั้นตอนถูกรวมเป็นตัวเลขเดียว โดยมีกำไรของซัพพลายเออร์แฝงอยู่ในทุกขั้นตอน
- ราคาที่ดูต่ำกว่าไม่ได้แปลว่ารวมแล้วถูกกว่าเสมอไป เพราะไม่มีรายการแยกให้ตรวจสอบ
FOB ที่แต่งตั้งฟอร์เวิร์ดเดอร์ของตนเอง
- ผู้นำเข้าเป็นผู้เลือกตัวแทนปลายทางเอง สามารถเทียบหรือต่อรองค่าระวาง ค่าพิธีการ และค่าขนส่งแยกกันได้
- ค่าใช้จ่ายแต่ละส่วนแยกใบแจ้งหนี้ชัดเจน ผู้นำเข้าจึงรู้แน่ชัดว่ากำลังจ่ายเงินให้กับอะไร
- ผู้นำเข้าสามารถรวมปริมาณขนส่งจากหลายซัพพลายเออร์ไว้กับฟอร์เวิร์ดเดอร์เจ้าเดียวได้ แทนที่แต่ละซัพพลายเออร์จะบวกกำไรของตนเองแยกกัน
ปัจจัยที่ 6: Demurrage, Detention และค่าเก็บรักษาสินค้า — เงินที่เผาไหม้หลังสินค้ามาถึง
เมื่อสินค้ามาถึงแล้ว ค่าใช้จ่ายสามอย่างที่เกี่ยวข้องกันสามารถกลายเป็นหนึ่งในรายการที่ใหญ่ที่สุดของการนำเข้าโดยไม่รู้ตัว และไม่มีตัวไหนเลยที่ต่อรองได้แบบเดียวกับค่าระวาง Demurrage คือค่าใช้จ่ายเมื่อตู้สินค้าอยู่ที่ท่าเรือหรือสนามบินเกินเวลาฟรีที่กำหนดก่อนจะมีคนมารับ Detention คือค่าใช้จ่ายเมื่อตู้สินค้าอยู่นอกท่า มักเป็นที่บริษัทของผู้นำเข้าเองหรือลานใกล้เคียง เกินเวลาฟรีที่กำหนดก่อนจะคืนตู้เปล่าให้สายเรือ ค่าเก็บรักษาสินค้าเกิดขึ้นเมื่อสินค้าอยู่ในคลังหรือ Container Freight Station เพื่อรอตรวจปล่อยหรือรับสินค้า
ทั้งสามอย่างเกิดจากเหตุผลพื้นฐานเดียวกัน คืออุปกรณ์และพื้นที่ที่สายเรือหรือท่าต้องการนำกลับไปหมุนเวียนใช้งาน ถูกถือครองไว้นานเกินกว่าที่ตกลงกัน สิ่งที่ทำให้ต้นทุนกลุ่มนี้ต่างจากทุกอย่างที่พูดมาก่อนหน้านี้ คือมันมักไม่ได้เกิดจากอัตราที่ผู้นำเข้าตกลงยอมรับ แต่เกิดจากความพร้อมของเอกสารและกระบวนการภายในของผู้นำเข้าล้วนๆ เทียบกับนาฬิกาเวลาฟรีที่เริ่มเดินทันทีที่สินค้ามาถึง ไม่ว่าจะมีใครพร้อมรับหรือไม่ก็ตาม
นัยในทางปฏิบัติคือ นี่ไม่ใช่ปัญหาที่จะมาต่อรองแก้ไขได้ทีหลัง เพราะเมื่อค่าใช้จ่ายเหล่านี้ปรากฏในใบแจ้งหนี้ เหตุการณ์ที่เป็นต้นเหตุได้เกิดขึ้นไปแล้ว แทบไม่มีช่องให้โต้แย้งได้อีก แต่เป็นปัญหาด้านวินัยในการดำเนินงานที่ต้องแก้ก่อนที่จะเกิดขึ้น คือเตรียมใบแจ้งเรือมาถึง ใบขนสินค้า และใบอนุญาตที่จำเป็นให้พร้อมและยื่นไว้ก่อนเรือหรือเครื่องบินจะมาถึงจริง เพื่อให้พิธีการเสร็จภายในช่วงเวลาฟรี ไม่ใช่เพิ่งเริ่มเมื่อสินค้ามาถึงแล้ว และเตรียมการขนส่ง การขนถ่าย และการคืนตู้เปล่าไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ตู้หมุนเวียนได้เร็วทันทีที่ได้รับการปล่อย
เพราะต้นทุนนี้เชิงโครงสร้างแล้วป้องกันได้มากกว่าต่อรองได้ ผลตอบแทนจากการทำให้เอกสารและโลจิสติกส์พร้อมตั้งแต่ต้น มักสูงกว่าส่วนต่างของอัตราใดๆ ที่ผู้นำเข้าน่าจะต่อรองได้จากค่าระวางเองด้วยซ้ำ เมื่อคิดเทียบต่อชิปเมนต์

ปัจจัยที่ 7: เอกสารที่ถูกต้องและการจำแนกพิกัดที่แม่นยำ
พิกัดศุลกากร (HS Code) ที่ผิด, Invoice ที่ไม่ตรงกับ Packing List, หรือใบรับรองสินค้าที่ขาดหายไป มีต้นทุนจากความล่าช้าและการแก้ไขที่สูงกว่าส่วนต่างของอัตราค่าขนส่งระหว่างฟอร์เวิร์ดเดอร์มาก นี่เป็นประเด็นเชิงโครงสร้างจริงๆ ไม่ใช่ประเด็นเรื่องอัตรา จึงควรพูดให้ชัดว่าผู้นำเข้าควบคุมอะไรได้จริงในส่วนนี้ โดยไม่แสร้งว่ารู้ตัวเลขเฉพาะสินค้าที่ผันแปรตามหมวดหมู่และเปลี่ยนแปลงตามเวลา
การจำแนกพิกัด คือการกำหนด HS Code ที่ถูกต้องให้กับสินค้า ควรเป็นสิ่งที่ตกลงล่วงหน้ากับตัวแทนออกของของผู้นำเข้า โดยอิงจากองค์ประกอบและหน้าที่จริงของสินค้า แล้วคงไว้เหมือนกันทุกเอกสารที่อธิบายชิปเมนต์นั้น ทั้ง Commercial Invoice, Packing List และใบขนสินค้า พิกัดที่เปลี่ยนไปมาระหว่างเอกสาร หรือถูกกำหนดขึ้นแบบลวกๆ โดยไม่ได้ยืนยันกับตัวแทนออกของที่จะยื่นจริง เป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการถูกสอบถามจากศุลกากรจนสินค้าถูกหยุดไว้ก่อนปล่อย
สิทธิพิเศษทางถิ่นกำเนิดสินค้าก็ทำงานในเชิงโครงสร้างแบบเดียวกัน คือสินค้าจะได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ความตกลงการค้าหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าการจำแนกพิกัดที่ถูกต้องสอดคล้องกับหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าที่ออกอย่างถูกต้องหรือไม่ ซึ่งเป็นการตัดสินใจของตัวแทนออกของและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยอิงจากข้อเท็จจริงของชิปเมนต์นั้นจริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่ผู้นำเข้าควรสันนิษฐานหรือเดาเอาจากที่ตั้งของซัพพลายเออร์
ต้นทุนของการทำผิดพลาดในสองเรื่องนี้ไม่ได้ปรากฏเป็นตัวเลขที่สูงขึ้นในใบแจ้งหนี้ แต่ปรากฏเป็นการถูกกักโดยศุลกากร คำขอให้แก้ไขเอกสาร หรือสินค้าที่ค้างอยู่ที่ท่าระหว่างรอแก้ไขเอกสาร ซึ่งทั้งหมดนี้มีต้นทุนด้านเวลาและผลกระทบต่อเนื่องสูงกว่าส่วนต่างของอัตราที่ผู้นำเข้าอาจต่อรองได้จากค่าระวางเอง ในทางกลับกัน การทำให้ถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรกแทบไม่มีต้นทุนเลย เป็นเพียงบทสนทนากับตัวแทนออกของก่อนสินค้าจะเคลื่อนย้าย ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแต่อย่างใด
ปัจจัยที่ 8: วิธีเทียบใบเสนอราคาอย่างถูกต้องจริงๆ
เมื่อการตัดสินใจเชิงโครงสร้างข้างต้นเข้าที่แล้ว การเทียบใบเสนอราคาระหว่างฟอร์เวิร์ดเดอร์คือจุดที่การประหยัดส่วนที่เหลือซึ่งเล็กกว่าจะเกิดขึ้นจริง แต่จะเป็นเช่นนั้นก็ต่อเมื่อการเปรียบเทียบทำบนฐานที่ทำให้ตัวเลขมีความหมายเดียวกันจริงๆ ใบเสนอราคาสองฉบับที่ดูราคาต่างกัน มักเป็นเพียงการอธิบายขอบเขตบริการที่ต่างกัน ไม่ใช่ราคาที่ต่างกันสำหรับบริการเดียวกัน และการมองว่าเทียบกันได้ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้นำเข้าเลือกฟอร์เวิร์ดเดอร์ผิดรายด้วยเหตุผลที่ผิด
ข้อกำหนดแรกคือต้องให้ Incoterm และขอบเขตบริการตรงกัน ใบเสนอราคาที่ครอบคลุมแค่ท่าถึงท่า กับใบเสนอราคาที่ครอบคลุมถึงประตูบ้าน ไม่ใช่ข้อเสนอเดียวกัน แม้จะระบุว่าครอบคลุมชิปเมนต์เดียวกันก็ตาม เพราะฉบับหนึ่งเพียงแค่ยังไม่ได้รวมค่าขนส่งภายในประเทศ พิธีการศุลกากร หรือค่าดำเนินการปลายทางเข้าไปเท่านั้นเอง ก่อนเทียบตัวเลขหลัก ควรยืนยันให้ชัดเจนว่าความรับผิดชอบของแต่ละใบเสนอราคาเริ่มต้นและสิ้นสุดที่จุดใด
ข้อกำหนดที่สองคือระยะเวลายืนราคาต้องตรงกัน ค่าระวางเปลี่ยนแปลงตามสภาวะตลาด ใบเสนอราคาที่ได้มาสามสัปดาห์ก่อนจึงไม่ยุติธรรมที่จะเทียบกับใบที่ได้มาเมื่อวาน เพราะส่วนต่างระหว่างสองใบอาจไม่ได้สะท้อนอะไรมากไปกว่าจังหวะเวลาที่ต่างกัน ควรขอให้ฟอร์เวิร์ดเดอร์แต่ละรายระบุช่วงเวลายืนราคาของตัวเลขนั้นให้ชัดเจน และเทียบใบเสนอราคาที่ได้มาในช่วงเวลาใกล้เคียงกันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ข้อกำหนดที่สามคือขอให้ระบุค่าใช้จ่ายที่มักอยู่นอกเหนือราคาระวางหลักอย่างชัดเจน ทั้งค่าปรับอัตรา ค่าดำเนินการที่ท่าทั้งสองฝั่ง ค่าเอกสาร ค่าธรรมเนียมตู้หรือช่วงพีคซีซัน และค่าธรรมเนียมตัวแทนปลายทาง ฟอร์เวิร์ดเดอร์ที่เสนอเฉพาะราคาระวางพื้นฐานไม่ได้แปลว่ากำลังปิดบังอะไร เพราะค่าใช้จ่ายเหล่านี้มักถูกเสนอแยกต่างหากตามธรรมเนียมปฏิบัติทั่วไป แต่ผู้นำเข้าที่ไม่ได้ขอให้ระบุอย่างชัดเจนสำหรับทุกใบเสนอราคาที่จะเทียบ ก็จะจบลงด้วยการเทียบตัวเลขที่ไม่ครบกับตัวเลขที่ครบ และสรุปผิดว่าข้อเสนอไหนดีกว่ากันจริงๆ
หากทำอย่างถูกต้อง การเปรียบเทียบนี้ใช้แค่การพูดคุยอย่างเป็นระบบกับฟอร์เวิร์ดเดอร์แต่ละรายครั้งเดียว แทนที่จะต้องมานั่งงมตัวเลขในกล่องอีเมลที่ไม่เคยอธิบายสิ่งเดียวกันเลยตั้งแต่แรก
รายการค่าใช้จ่ายที่ควรขอให้ระบุชัดเจนตอนเทียบใบเสนอราคา
ค่าปรับอัตราที่บวกเพิ่มจากค่าระวางหลัก ตามสภาวะตลาดที่เปลี่ยนไป
ค่าดำเนินการที่ท่าเรือหรือสนามบิน ทั้งฝั่งต้นทางและปลายทาง
ค่าเอกสารและค่าธรรมเนียมบริหารจัดการสำหรับการออก Bill of Lading หรือ Air Waybill
ค่าธรรมเนียมตู้คอนเทนเนอร์หรือค่าธรรมเนียมช่วงพีคซีซัน เมื่อระวางบนเส้นทางนั้นตึงตัว
ค่าพิธีการศุลกากรและค่านายหน้าออกของ แยกออกจากค่าระวางโดยตรง
ค่าธรรมเนียมใบสั่งปล่อยสินค้าหรือค่าดำเนินการของตัวแทนที่ปลายทาง ตามที่ถูกแต่งตั้งเมื่อสินค้ามาถึง

สิ่งที่ควรทำในไตรมาสนี้ และสิ่งที่ควรเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง
ไม่ใช่ทุกปัจจัยข้างต้นที่ต้องปรับใหญ่ในเชิงกลยุทธ์ และการมองว่าทุกอย่างเร่งด่วนเท่ากันหมด ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้ไม่ได้ลงมือทำอะไรเลยสักอย่าง การแบ่งออกเป็นสิ่งที่ตรวจสอบหรือปรับได้ภายในไตรมาสนี้ กับสิ่งที่ต้องวางแผนจริงจังข้ามรอบการสั่งซื้อถัดไปหรือการต่อสัญญา จะช่วยได้มาก
ไตรมาสนี้ ให้ดึงขนาดและน้ำหนักกล่องที่แน่นอนของสินค้าสองหรือสามรายการที่ส่งบ่อยที่สุดออกมา และตรวจสอบว่าเคยมีการทบทวนบรรจุภัณฑ์เพื่อประสิทธิภาพ CBM จริงหรือไม่ ขอให้ฟอร์เวิร์ดเดอร์ปัจจุบันเปรียบเทียบ LCL กับ FCL โดยตรงที่ปริมาณปัจจุบันบนเส้นทางที่ใช้บ่อยที่สุด แทนที่จะสันนิษฐานว่าการตั้งค่าจากปีที่แล้วยังถูกต้องอยู่ ยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเอกสารใดบ้างที่จำเป็นสำหรับชิปเมนต์ที่กำลังจะมาถึง และต้องยื่นเมื่อใดเพื่อให้อยู่ในช่วงเวลาฟรี เพียงเท่านี้ก็สามารถป้องกัน Demurrage หรือ Detention ที่ป้องกันได้อยู่แล้วไม่ให้เกิดขึ้น และในการขอใบเสนอราคาครั้งถัดไป ให้ขอให้ฟอร์เวิร์ดเดอร์ทุกรายที่เทียบกันใช้ Incoterm เดียวกัน ขอบเขตเดียวกัน และระยะเวลายืนราคาเดียวกันอย่างชัดเจน พร้อมรายละเอียดแยกรายการของทุกอย่างที่อยู่นอกเหนือราคาพื้นฐาน
ในเชิงโครงสร้างสำหรับระยะยาวกว่านั้น ให้ทบทวน Incoterm ที่จะระบุในสัญญาซื้อขายฉบับถัดไปหรือการต่อสัญญา โดยชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ด้านความมองเห็นได้และการรวมปริมาณของ FOB กับศักยภาพในการดำเนินงานที่จำเป็นจริงในการรองรับมัน ประเมินความถี่ในการสั่งซื้อใหม่โดยเทียบกับต้นทุนการถือสต๊อกและความเสี่ยงขาดสต๊อกในปัจจุบัน แทนที่จะยึดความถี่ที่บังเอิญถูกตั้งไว้ตั้งแต่แรก และหากปริมาณรวมจากซัพพลายเออร์ทั้งหมดโตพอที่จะคุ้มค่าแล้ว ให้เริ่มสร้างความสัมพันธ์กับฟอร์เวิร์ดเดอร์เจ้าเดียวที่รวมชิปเมนต์จากซัพพลายเออร์ทั้งหมดได้ แทนที่จะปล่อยให้แต่ละซัพพลายเออร์จัดการโลจิสติกส์ของตนเองแยกกัน
ทั้งหมดนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการบีบตัวเลขที่ดีขึ้นจากการต่อรองอัตราครั้งเดียว แต่เป็นชุดของการตัดสินใจที่ต้องคงไว้ตลอด เรื่องบรรจุภัณฑ์ ความถี่ในการสั่งซื้อ โหมดขนส่ง Incoterms และเอกสาร ที่ต้องกลับมาทบทวนทุกครั้งที่ปริมาณ กลุ่มสินค้า หรือความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์เปลี่ยนไป เพราะต้นทุนนำเข้ารวมที่แท้จริงคือผลรวมของทั้งหมดนี้ ไม่ใช่แค่รายการที่เขียนว่าค่าระวางเพียงอย่างเดียว
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ต่อรองเฉพาะค่าระวางที่เสนอมา โดยมองข้าม Origin Charges, Destination Charges และค่าพิธีการศุลกากร ซึ่งมักรวมกันแล้วมากกว่าค่าระวางเสียอีก
- ไม่เคยทบทวนขนาดกล่องกับซัพพลายเออร์เลย ปล่อยให้บรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบเพื่อความสวยงามบนชั้นวางค้าปลีก ดัน Chargeable Weight ให้สูงขึ้นเงียบๆ ในทุกชิปเมนต์
- หันไปใช้ทางอากาศทันทีที่รู้สึกว่าเร่งด่วน โดยไม่เคยเทียบต้นทุนกับการถือสต๊อกสำรองเพิ่มสำหรับดีมานด์ที่รู้ล่วงหน้าและคาดการณ์ได้
- ยึดราคา DDP หรือ CIF ของซัพพลายเออร์เป็นทางเลือกที่ง่ายที่สุดต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่เคยคำนวณใหม่ว่า FOB ที่แต่งตั้งฟอร์เวิร์ดเดอร์เองจะให้ความมองเห็นและการควบคุมที่ดีกว่าเมื่อปริมาณเติบโตขึ้นหรือไม่
- มองว่า Demurrage และ Detention เป็นสิ่งที่จะมาโต้แย้งได้หลังปรากฏในใบแจ้งหนี้ แทนที่จะป้องกันด้วยความพร้อมของเอกสารและโลจิสติกส์ก่อนสินค้าจะมาถึง
สิ่งที่ควรเตรียม
- ขนาดและน้ำหนักกล่องที่แน่นอนของแต่ละ SKU ที่ยืนยันกับซัพพลายเออร์แล้ว ไม่ใช่สันนิษฐานเอาจากสเปกสินค้าเพียงอย่างเดียว
- บันทึกความถี่ในการสั่งซื้อและต้นทุนการถือสต๊อกในปัจจุบัน เพื่อใช้ชั่งน้ำหนักอย่างตรงไปตรงมากับการตัดสินใจรวมชิปเมนต์
- Incoterm ปัจจุบันที่ใช้กับซัพพลายเออร์แต่ละราย และรู้ว่าเป็นทางเลือกที่ตั้งใจเลือก หรือสืบทอดมาจากคำสั่งซื้อแรกเริ่มที่เล็กกว่า
- รายการเอกสารที่จำเป็นสำหรับชิปเมนต์ที่กำลังจะมาถึง พร้อมกำหนดเวลายื่นแต่ละฉบับเทียบกับช่วงเวลาฟรี
- แบบฟอร์มเปรียบเทียบมาตรฐานที่บันทึก Incoterm ขอบเขตบริการ ระยะเวลายืนราคา และค่าใช้จ่ายแยกรายการ ใช้เหมือนกันกับทุกใบเสนอราคาที่ได้รับ
คำถามที่พบบ่อย
ผู้นำเข้าควรเริ่มดูที่ไหนก่อน หากรู้สึกว่าค่าขนส่งสูงเกินไป?
เริ่มจากบรรจุภัณฑ์และความถี่ในการสั่งซื้อ ไม่ใช่ค่าระวางโดยตรง เพราะขนาดกล่องส่งผลตรงต่อ Chargeable Weight และ CBM ส่วนความถี่ในการสั่งซื้อกำหนดว่าต้องจ่ายต้นทุนคงที่ต่อชิปเมนต์กี่ครั้ง ทั้งสองอย่างนี้มักส่งผลต่อบิลรวมมากกว่าการต่อรองอัตราเสียอีก
การรวมชิปเมนต์เป็นคำสั่งซื้อใหญ่แต่น้อยครั้ง ถูกกว่าเสมอไปหรือไม่?
ไม่เสมอไป การรวมชิปเมนต์ลดจำนวนครั้งของต้นทุนคงที่ต่อชิปเมนต์ที่ต้องจ่าย แต่ก็หมายถึงต้องถือสต๊อกมากขึ้นเป็นเวลานานขึ้น ซึ่งจมเงินทุนและเพิ่มความเสี่ยงขาดสต๊อก มักคุ้มค่าอย่างชัดเจนสำหรับ SKU ที่ขายช้าและมูลค่าต่ำ ส่วน SKU ที่ขายเร็วหรือตามฤดูกาลต้องพิจารณาอย่างละเอียดกว่านั้น
FOB ดีกว่า DDP หรือ CIF เสมอไปในการควบคุมต้นทุนหรือไม่?
ไม่เสมอไปสำหรับทุกราย FOB ให้ความมองเห็นและควบคุมต้นทุนฝั่งปลายทาง และรวมปริมาณข้ามซัพพลายเออร์ได้ ซึ่งสำคัญที่สุดเมื่อปริมาณเติบโตขึ้น สำหรับผู้นำเข้ารายเล็กหรือมือใหม่ที่ยังไม่มีความสัมพันธ์ในประเทศ ราคา DDP หรือ CIF ที่ซัพพลายเออร์จัดการให้ก็เป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลในการซื้อความง่ายช่วงเริ่มต้น
ผู้นำเข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าจุดตัดระหว่าง LCL กับ FCL บนเส้นทางของตนเองอยู่ตรงไหน?
ไม่มีตัวเลขทั่วไปสำหรับเรื่องนี้ ขึ้นอยู่กับอัตรา LCL และ FCL เฉพาะที่ฟอร์เวิร์ดเดอร์เสนอได้บนเส้นทางนั้นๆ วิธีที่ทำได้จริงคือขอให้ฟอร์เวิร์ดเดอร์เปรียบเทียบโดยตรงที่ปริมาณชิปเมนต์ปัจจุบัน และตรวจสอบซ้ำเป็นระยะเมื่อขนาดคำสั่งซื้อโตขึ้น
สามารถต่อรองลด Demurrage และ Detention ได้หรือไม่ หลังจากถูกเรียกเก็บไปแล้ว?
แทบเป็นไปไม่ได้และไม่แน่นอนว่าจะสำเร็จ เพราะค่าใช้จ่ายเหล่านี้เกิดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้ว คือช่วงเวลาฟรีหมดลงก่อนที่สินค้าหรือตู้จะเคลื่อนย้าย วิธีที่ได้ผลกว่ามากคือการป้องกันด้วยความพร้อมของเอกสารและโลจิสติกส์ก่อนสินค้าจะมาถึง เพราะเมื่อเกิดขึ้นแล้วแทบไม่มีช่องให้โต้แย้งได้เลย
ทำไมใบเสนอราคาค่าขนส่งสองฉบับสำหรับชิปเมนต์เดียวกัน บางครั้งจึงดูต่างกันมาก?
ส่วนใหญ่เป็นเพราะกำลังอธิบายขอบเขตบริการที่ต่างกัน ไม่ใช่ราคาที่ต่างกันสำหรับบริการเดียวกัน อาจเป็นเพราะฉบับหนึ่งครอบคลุมแค่ท่าถึงท่า ในขณะที่อีกฉบับครอบคลุมถึงประตูบ้าน หรือฉบับหนึ่งยืนราคานานกว่าเทียบกับสภาวะตลาดปัจจุบัน การเทียบให้ยุติธรรมต้องให้ Incoterm ขอบเขตบริการ และระยะเวลายืนราคาตรงกันก่อน