Landed Cost คืออะไร
Landed Cost คือต้นทุนรวมของการนำสินค้าจากซัพพลายเออร์ไปถึงปลายทาง บทความนี้อธิบายสูตรและองค์ประกอบ โดยไม่ระบุตัวเลขสมมติที่อาจเข้าใจผิดว่าเป็นตัวเลขจริง
สารบัญเนื้อหา
- 01Landed Cost วัดอะไรกันแน่
- 02สูตรคำนวณแบบละเอียดทีละรายการ
- 03Landed Cost ต่อหน่วย เหตุใดจึงสำคัญกว่ายอดรวมทั้งล็อต
- 04Incoterm ที่ตกลงซื้อ มีผลต่อสิ่งที่ต้องบวกเพิ่มอย่างไร
- 05Landed Cost กับใบเสนอราคาค่าระวาง คือคนละตัวเลขกัน
- 06ใช้ Landed Cost เปรียบเทียบซัพพลายเออร์จากประเทศต่างกัน
- 07ใช้ Landed Cost ตั้งราคาขายที่รักษากำไรได้จริง
- 08รายการต้นทุนที่มักหลุดจากการประเมิน Landed Cost แบบเร็ว ๆ
- 09ตัวเลขแต่ละชั้นมาจากไหน และทำไมถึงเปลี่ยนแปลง
- 10สร้างตารางคำนวณ Landed Cost ที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้
- 11ใช้ Landed Cost เป็นเครื่องมือเลือกฟอร์เวิร์ดเดอร์
- 12Landed Cost ปริมาณคำสั่งซื้อ และการตัดสินใจ FCL/LCL
คำตอบโดยสรุป
Landed Cost คือต้นทุนรวมทั้งหมดของการนำสินค้าจากซัพพลายเออร์ไปถึงปลายทาง ครอบคลุมทุกอย่างนอกเหนือจากราคาซื้อสินค้า สูตรคำนวณโดยทั่วไปคือ ต้นทุนสินค้า + ค่าระวาง + ประกันภัย + อากรและภาษี + ค่าดำเนินการ/ค่าธรรมเนียมตัวแทนออกของ = Landed Cost ตัวเลขนี้ให้ภาพต้นทุนที่แท้จริงของสินค้าต่อธุรกิจได้แม่นยำกว่าราคาซื้อเพียงอย่างเดียว ซึ่งสำคัญต่อการตัดสินใจตั้งราคา การเปรียบเทียบซัพพลายเออร์จากประเทศต่างกัน และการเลือกโหมดขนส่ง มูลค่าที่แท้จริงของแต่ละองค์ประกอบเป็นเงินบาทหรือดอลลาร์แตกต่างกันไปตามสินค้าแต่ละล็อตและอัตราอากรที่ใช้ ณ ขณะนั้น บทความนี้อธิบายโครงสร้างของการคำนวณ ไม่ใช่ตัวเลขที่เฉพาะเจาะจง
สรุปประเด็นสำคัญ
- Landed Cost = ต้นทุนสินค้า + ค่าระวาง + ประกันภัย + อากร/ภาษี + ค่าดำเนินการ ซึ่งเป็นห้าชั้นต้นทุนที่บวกเพิ่มกัน
- สะท้อนต้นทุนรวมที่แท้จริงของสินค้า ไม่ใช่แค่ราคาซื้อ
- Landed Cost ต่อหน่วย ไม่ใช่ยอดรวมทั้งล็อต คือตัวเลขที่นำไปใช้ตัดสินใจตั้งราคาและคำนวณกำไรได้จริง
- Incoterm ที่ตกลงกับซัพพลายเออร์เป็นตัวกำหนดว่าผู้ซื้อต้องบวกเพิ่มชั้นใดบ้างจากราคาในใบแจ้งหนี้
- Landed Cost มีประโยชน์ต่อการตัดสินใจตั้งราคาและเปรียบเทียบซัพพลายเออร์จากประเทศหรือโหมดขนส่งต่างกัน
- ใบเสนอราคาค่าระวางและตัวเลข Landed Cost ตอบคำถามคนละเรื่อง ใบเสนอราคาครอบคลุมแค่การขนส่ง ส่วน Landed Cost ครอบคลุมทุกอย่าง
- ตัวเลขที่แน่นอนขึ้นอยู่กับค่าระวาง อัตราอากร และค่าใช้จ่ายผันแปรอื่น ๆ ของสินค้าล็อตนั้นจริง
ราคาที่ซัพพลายเออร์เสนอมักไม่ใช่ต้นทุนที่แท้จริงของสินค้าเมื่อมาถึงคลังในประเทศไทยแล้ว Landed Cost คือแนวคิดที่ปิดช่องว่างนี้ คือผลรวมของค่าใช้จ่ายทุกอย่างที่เกิดขึ้นในการนำสินค้าจากจุดซื้อไปถึงปลายทางสุดท้าย พร้อมสำหรับขายหรือใช้งาน ธุรกิจที่ตั้งราคาหรือวางงบประมาณโดยใช้ราคาในใบแจ้งหนี้เพียงอย่างเดียว มักไม่รู้ตัวว่ากำลังทำงานอยู่บนตัวเลขที่ไม่ครบถ้วน ในขณะที่ Landed Cost คือตัวเลขที่ครบถ้วน และการเข้าใจว่ามันถูกสร้างขึ้นอย่างไร คือสิ่งที่ทำให้การตัดสินใจด้านการจัดหา การตั้งราคา และการขนส่ง มีเหตุผลรองรับ แทนที่จะเป็นการเดา
Landed Cost วัดอะไรกันแน่
Landed Cost ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายรายการเดียว แต่เป็นยอดสะสมที่ตอบคำถามเฉพาะเจาะจงข้อหนึ่งคือ สินค้านี้มีต้นทุนเท่าไรจริง ๆ เมื่อมาถึงปลายทางสุดท้ายและพร้อมขายหรือใช้งานแล้ว นี่เป็นคำถามคนละแบบกับ "ซัพพลายเออร์คิดราคาสินค้าเท่าไร" หรือ "ใบเสนอราคาค่าระวางระบุตัวเลขเท่าไร" ซึ่งทั้งสองอย่างอธิบายแค่ชั้นเดียวของต้นทุนรวมเท่านั้น ธุรกิจที่ติดตามแค่ราคาซื้อจึงตั้งราคาสินค้าโดยอิงข้อมูลที่ไม่ครบ และมักจะประเมินกำไรผิดพลาดอย่างเป็นระบบสำหรับสินค้าทุกชิ้นที่ต้องข้ามพรมแดนกว่าจะถึงตลาด
แนวคิดนี้ใช้ได้ไม่ว่าจะเป็นสินค้าพาเลทเดียวที่ขนส่งทางอากาศ หรือตู้คอนเทนเนอร์เต็มตู้ที่ขนส่งทางเรือ หมวดต้นทุนยังคงเหมือนเดิม แม้น้ำหนักสัมพัทธ์ของแต่ละหมวดจะเปลี่ยนไปตามโหมดขนส่ง ระยะทาง และประเภทสินค้า
สูตรคำนวณแบบละเอียดทีละรายการ
Landed Cost โดยทั่วไปแสดงเป็นสูตร:
ต้นทุนสินค้า + ค่าระวาง + ประกันภัย + อากรและภาษี + ค่าดำเนินการ/ค่าธรรมเนียมตัวแทนออกของ = Landed Cost
- ต้นทุนสินค้า — ราคาที่จ่ายให้ซัพพลายเออร์สำหรับตัวสินค้าเอง ตามสกุลเงินและเงื่อนไขการชำระเงินที่ตกลงกัน เป็นตัวเลขที่ธุรกิจส่วนใหญ่ติดตามอยู่แล้วอย่างใกล้ชิด
- ค่าระวาง — ค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าจากต้นทางไปปลายทาง ทั้งทางเรือ อากาศ หรือถนน ขึ้นอยู่กับ Incoterm อาจเป็นช่วงเดียว (ท่าเรือถึงท่าเรือ) หรือหลายช่วงต่อกัน (โรงงานถึงท่าเรือ ท่าเรือถึงท่าเรือ ท่าเรือถึงคลังสินค้า)
- ประกันภัย — ค่าใช้จ่ายประกันภัยสินค้า หากซื้อ ครอบคลุมความสูญเสียหรือเสียหายระหว่างขนส่ง เป็นรายการที่เลือกได้ภายใต้ Incoterm ส่วนใหญ่ ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่มักถูกข้ามไปตอนประเมินต้นทุน แล้วมาพบว่าจำเป็นก็ตอนที่ต้องเคลมความเสียหายแล้ว
- อากรและภาษี — อากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มที่กรมศุลกากรประเมินจากรหัส HS Code และมูลค่าที่สำแดงของสินค้า มักเป็นชั้นที่มีช่วงความแตกต่างกว้างที่สุดระหว่างสินค้าแต่ละประเภท เพราะอัตราขึ้นอยู่กับการจำแนกประเภททั้งหมด ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ส่งสินค้าควบคุมได้โดยตรง
- ค่าดำเนินการ/ค่าธรรมเนียม — ค่าธรรมเนียมตัวแทนออกของ ค่าดำเนินการที่ท่าเรือหรือสนามบิน และค่าขนส่งภายในประเทศไปยังปลายทาง มักถูกประเมินต่ำเกินไปเพราะประกอบด้วยค่าใช้จ่ายย่อยหลายรายการ แทนที่จะเป็นตัวเลขเดียวที่มองเห็นชัด
การนำ Landed Cost รวมมาหารด้วยจำนวนหน่วยสินค้า จะได้ Landed Cost ต่อหน่วย ซึ่งแทบทุกครั้งเป็นตัวเลขที่มีประโยชน์มากกว่ายอดรวมทั้งล็อตสำหรับการตัดสินใจตั้งราคาและคำนวณกำไร
โครงสร้างต้นทุนสะสมของ Landed Cost: จากการสั่งซื้อถึงหน้าคลังสินค้า
Landed Cost ต่อหน่วย เหตุใดจึงสำคัญกว่ายอดรวมทั้งล็อต
ตัวเลข Landed Cost ระดับทั้งล็อตมีประโยชน์สำหรับการวางงบประมาณ แต่ไม่ใช่สิ่งที่การตัดสินใจตั้งราคาต้องการจริง ๆ สิ่งที่สำคัญสำหรับการตั้งราคาขายหรือเปรียบเทียบกำไรระหว่างสินค้าแต่ละตัวคือ Landed Cost ต่อหน่วย ซึ่งได้จากการนำยอดรวมทั้งล็อตมาหารด้วยจำนวนชิ้น กล่อง หรือหน่วยที่มีอยู่ในล็อตนั้น สินค้าสองล็อตที่มี Landed Cost รวมเท่ากันเป๊ะ อาจได้ตัวเลขต่อหน่วยต่างกันมาก หากล็อตหนึ่งมีจำนวนหน่วยมากกว่าอีกล็อตหนึ่งเป็นสองเท่า และธุรกิจที่ตั้งราคาจากยอดรวมแทนที่จะเป็นตัวเลขต่อหน่วย จะตั้งราคาผิดพลาดสำหรับล็อตใดล็อตหนึ่งอย่างแน่นอน
Landed Cost ต่อหน่วยยังเป็นสิ่งที่ทำให้การเปรียบเทียบระหว่างขนาดคำสั่งซื้อที่ต่างกันมีความหมาย คำสั่งซื้อที่ใหญ่กว่ามักกระจายค่าใช้จ่ายคงที่ เช่น ค่าธรรมเนียมตัวแทนออกของ ค่าระวางขั้นต่ำ ค่าเอกสาร ไปยังจำนวนหน่วยที่มากกว่า ซึ่งทำให้ Landed Cost ต่อหน่วยต่ำลงแม้ยอดรวมจะสูงกว่า นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ชัดเจนที่สุดว่าทำไมการตัดสินใจเรื่องขนาดคำสั่งซื้อหรือ MOQ ควรประเมินจาก Landed Cost ไม่ใช่จากราคาต่อหน่วยของซัพพลายเออร์เพียงอย่างเดียว
สูตรคำนวณ Landed Cost
Landed Cost = Product Cost + Freight + Insurance + Duties & Taxes + Handling/Brokerage
- ต้นทุนสินค้า
- ราคาที่จ่ายให้ซัพพลายเออร์ ตามสกุลเงินและเงื่อนไขที่ตกลงกัน
- ค่าระวาง
- ค่าขนส่งเส้นทางหลัก บวกค่าขนส่งต้นทางหรือปลายทางที่ผู้ซื้อต้องรับผิดชอบ
- ประกันภัย
- เบี้ยประกันภัยสินค้า หากมีการซื้อ
- อากรและภาษี
- อากรขาเข้าบวกภาษีมูลค่าเพิ่ม ประเมินจากการจำแนกประเภทและมูลค่าศุลกากรที่สำแดง
- ค่าดำเนินการ/ค่าตัวแทนออกของ
- ค่าดำเนินพิธีการ ค่ายกขนที่ท่า และค่าส่งมอบขั้นสุดท้าย
Incoterm ที่ตกลงซื้อ มีผลต่อสิ่งที่ต้องบวกเพิ่มอย่างไร
Incoterm ที่ตกลงกับซัพพลายเออร์เป็นตัวกำหนดว่าโครงสร้างต้นทุนของ Landed Cost มีสัดส่วนเท่าไรที่รวมอยู่ในราคาใบแจ้งหนี้แล้ว และเท่าไรที่ผู้ซื้อต้องบวกเพิ่มเอง ภายใต้เงื่อนไขแบบ ex-works ราคาในใบแจ้งหนี้ครอบคลุมเฉพาะตัวสินค้าเท่านั้น ผู้ซื้อต้องรับผิดชอบจัดการและจ่ายค่าใช้จ่ายในแทบทุกชั้นที่เหลือเอง ทั้งค่าดำเนินการส่งออก ค่าระวางหลัก ประกันภัย อากรนำเข้า และการส่งมอบ ในขณะที่เงื่อนไขที่ใกล้เคียงกับ delivered-duty-paid ส่วนใหญ่ของชั้นเหล่านั้นได้รวมอยู่ในราคาที่ผู้ขายเสนอแล้ว การคำนวณ Landed Cost ของผู้ซื้อจึงสั้นกว่ามาก เพราะมีสิ่งที่ต้องบวกเพิ่มน้อยกว่า
ประเด็นนี้สำคัญเพราะการเปรียบเทียบราคาของซัพพลายเออร์สองรายโดยไม่ตรวจสอบว่าแต่ละรายอ้างอิง Incoterm ใด เท่ากับกำลังเปรียบเทียบสิ่งที่ต่างกันแต่มีหน้าตาเป็นตัวเลขเดียวกัน ราคาใบแจ้งหนี้ที่ต่ำกว่าภายใต้เงื่อนไข ex-works อาจให้ Landed Cost สูงกว่าราคาใบแจ้งหนี้ที่สูงกว่าแต่เสนอแบบส่งมอบถึงที่แล้ว เมื่อบวกทุกชั้นกลับเข้าไปสำหรับตัวเลือก ex-works
Landed Cost กับใบเสนอราคาค่าระวาง คือคนละตัวเลขกัน
เป็นจุดที่มักสับสนกัน ใบเสนอราคาค่าระวางกับตัวเลข Landed Cost ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และการมองว่าใช้แทนกันได้ นำไปสู่การประเมินต้นทุนที่แท้จริงของสินค้าล็อตนั้นต่ำเกินไป ใบเสนอราคาค่าระวาง แม้จะละเอียดแค่ไหน ก็มีขอบเขตอยู่ที่การขนส่งและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งเท่านั้น ทั้งค่าระวางเส้นทางหลัก ค่ายกขนที่ท่า ค่าเอกสาร และอาจรวมค่าดำเนินพิธีการศุลกากรและค่ารถบรรทุกภายในประเทศด้วย แต่ไม่รวมต้นทุนสินค้าเอง และขึ้นอยู่กับขอบเขตงาน อาจไม่รวมอากรและภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยเช่นกัน
Landed Cost คือตัวเลขที่กว้างกว่า เริ่มจากค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการขนส่งแบบเดียวกับที่ใบเสนอราคาค่าระวางแสดง แล้วบวกต้นทุนสินค้าเข้าไปด้านหนึ่ง และอากร ภาษี และค่าดำเนินการที่เหลืออยู่เข้าไปอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจที่วางงบประมาณโดยใช้แค่ยอดรวมจากใบเสนอราคาค่าระวาง แล้วเข้าใจว่าตัวเลขนั้นคือ "ต้นทุนของสินค้าล็อตนี้" จะขาดงบไปเท่ากับต้นทุนสินค้า และมักรวมถึงชั้นอากรและภาษีด้วย ซึ่งบางครั้งเป็นชั้นที่ใหญ่ที่สุดในโครงสร้างทั้งหมด
ใช้ Landed Cost เปรียบเทียบซัพพลายเออร์จากประเทศต่างกัน
Landed Cost สำคัญที่สุดในสถานการณ์ที่ราคาซื้ออย่างเดียวอาจให้ภาพที่คลาดเคลื่อน และการเปรียบเทียบซัพพลายเออร์สองรายจากคนละประเทศคือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ซัพพลายเออร์ที่อยู่ไกลกว่าอาจเสนอราคาต่อหน่วยต่ำกว่า แต่อยู่บนเส้นทางขนส่งที่ยาวและแพงกว่า ในขณะที่ซัพพลายเออร์ที่อยู่ใกล้กว่าอาจเสนอราคาต่อหน่วยสูงกว่า แต่ประหยัดค่าระวางและอากรได้มากพอที่จะคุ้มกว่าเมื่อรวมทุกอย่างแล้ว หากไม่คำนวณ Landed Cost แบบเต็มสำหรับแต่ละตัวเลือก ก็ง่ายที่จะเลือกซัพพลายเออร์ที่ดูถูกที่สุดในกระดาษ แล้วจบลงด้วยสินค้าที่แพงกว่าจริงในทางปฏิบัติ
การเปรียบเทียบนี้ยังเป็นจุดที่การจำแนกอากรสร้างความเสียหายมากที่สุดหากถูกมองข้าม สินค้าสองตัวที่ดูคล้ายกันในสายตาผู้ซื้ออาจจัดอยู่ในรหัส HS Code คนละหมวดที่มีการจัดเก็บอากรต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และความต่างนั้นอาจมากกว่าส่วนต่างของราคาต่อหน่วยที่มีนัยสำคัญด้วยซ้ำ การคำนวณ Landed Cost คู่ขนานสำหรับแต่ละทางเลือกในการจัดหา แทนที่จะเปรียบเทียบราคาต่อหน่วยโดด ๆ คือวิธีเดียวที่เชื่อถือได้ในการรู้ว่าทางเลือกใดคุ้มค่ากว่ากันจริง
เปรียบเทียบแหล่งจัดหาสองทางเลือกด้วย Landed Cost ไม่ใช่แค่ราคาซื้อ
ซัพพลายเออร์ A — ราคาต่อหน่วยต่ำกว่า
- ต้นทางอยู่ไกลกว่า มักมีห่วงโซ่อุปทานยาวกว่าและความเสี่ยงจากการเปลี่ยนถ่ายเรือมากกว่า
- อาจตกอยู่ในการจำแนกอากรที่มีอัตราสูงกว่าสำหรับหมวดสินค้านั้น
- มักต้องสั่งซื้อขั้นต่ำจำนวนมากขึ้นเพื่อให้คุ้มกับระยะทางขนส่ง
ซัพพลายเออร์ B — ราคาต่อหน่วยสูงกว่า
- ต้นทางอยู่ใกล้กว่า เส้นทางขนส่งสั้นกว่าและมีจุดเปลี่ยนถ่ายน้อยกว่า
- อาจได้อัตราอากรที่ต่ำกว่าภายใต้การจำแนกประเภทหรือข้อตกลงทางการค้าที่ต่างออกไป
- สั่งซื้อขั้นต่ำน้อยกว่าได้ ช่วยลดเงินทุนที่จมอยู่ในสต็อกสินค้า
ใช้ Landed Cost ตั้งราคาขายที่รักษากำไรได้จริง
การตั้งราคาขายจากราคาซื้อเพียงอย่างเดียว แล้วบวกกำไรเป้าหมายเข้าไปด้านบน เป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้สินค้าจบลงด้วยการขาดทุนโดยไม่มีใครรู้ตัวจนกว่าจะสายไป หากค่าระวาง อากร และค่าดำเนินการไม่ถูกรวมเข้าไปในฐานต้นทุนก่อนคำนวณกำไร กำไรนั้นจะมีอยู่แค่ในกระดาษ ไม่ใช่ในบัญชีธนาคาร เพราะทุกชั้นของ Landed Cost ที่ไม่ถูกรวมในการคำนวณราคา จะกัดกินกำไรนั้นไปโดยตรงแทน
การตั้งราคาจาก Landed Cost ต่อหน่วยแทนราคาซื้อ ช่วยปิดช่องว่างนี้ได้ นอกจากนี้ยังทำให้ตอบคำถามที่มีประโยชน์กว่า "กำไรเป้าหมายของฉันคือเท่าไร" ได้ นั่นคือ สินค้าตัวไหนในแคตตาล็อกที่คุ้มค่าจริงกับค่าระวางและอากรที่ต้องแบกรับ และตัวไหนที่กำลังถูกอุดหนุนอย่างเงียบ ๆ โดยสินค้าตัวอื่นที่มีกำไรดีกว่าในไลน์เดียวกัน สินค้าที่มีอัตราอากรสูงหรือมีโครงสร้างค่าระวางแพงเมื่อเทียบกับมูลค่า บางครั้งต้องใช้แนวทางการตั้งราคาที่ต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ จากสินค้าที่ขนส่งถูกและผ่านพิธีการในอัตราที่ต่ำกว่า
รายการต้นทุนที่มักหลุดจากการประเมิน Landed Cost แบบเร็ว ๆ
แม้แต่ธุรกิจที่เข้าใจสูตรห้าชั้นดีแล้ว ก็มักสร้างประมาณการ Landed Cost ที่ยังไม่ครบถ้วน เพราะต้นทุนจริงหลายรายการไม่ได้จัดอยู่ในหมวด "ค่าระวาง" "อากร" หรือ "ค่าดำเนินการ" อย่างชัดเจน ค่าธรรมเนียมขั้นต่ำเป็นตัวอย่างหนึ่ง ค่าระวางและค่าดำเนินการหลายรายการมีเพดานขั้นต่ำที่เรียกเก็บไม่ว่าล็อตสินค้าจะเล็กแค่ไหน ซึ่งบิดเบือนตัวเลขต่อหน่วยสำหรับคำสั่งซื้อขนาดเล็ก ค่าเก็บรักษาที่เกิดขึ้นหากพิธีการใช้เวลานานกว่าที่วางแผนไว้ ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ขึ้นอยู่กับจังหวะเวลามากกว่าจะเป็นตัวเลขคงที่ตอนจอง
รายการอื่นที่มักถูกลืม ได้แก่ ค่าบรรจุภัณฑ์ฝั่งส่งออกหรือค่าจัดพาเลทใหม่ที่ไม่ได้รวมอยู่ในราคาสินค้าพื้นฐาน ค่าธรรมเนียมธนาคารและส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนจากการชำระเงินระหว่างประเทศ และค่าตรวจสอบ ทดสอบ หรือปรับให้ตรงข้อกำหนดใด ๆ ที่จำเป็นก่อนสินค้าจะขายได้จริงหลังจากมาถึงแล้ว ไม่มีรายการใดที่แปลกประหลาด เพียงแต่ลืมง่ายเพราะไม่ได้อยู่ในหมวดหลักทั้งห้าอย่างชัดเจน และมักโผล่มาให้เห็นก็ต่อเมื่อสินค้าเคลื่อนย้ายไปแล้ว
รายการต้นทุนที่มักถูกลืมเมื่อประเมิน Landed Cost แบบเร็ว ๆ
ค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ
ค่าระวางและค่าดำเนินการหลายรายการมีเพดานขั้นต่ำที่เรียกเก็บแม้สินค้าล็อตเล็ก
ค่าบรรจุภัณฑ์และการจัดวางพาเลท
การบรรจุหีบห่อมาตรฐานส่งออกหรือจัดพาเลทใหม่สำหรับโหมดขนส่งเฉพาะ บางครั้งเป็นค่าใช้จ่ายแยกต่างหาก ไม่รวมอยู่ในต้นทุนสินค้า
ค่าเก็บรักษาระหว่างรอผ่านพิธีการ
หากพิธีการใช้เวลานานกว่าที่คาด ค่าเก็บรักษาที่ท่าเรือ สนามบิน หรือ CFS จะเกิดขึ้นแยกต่างหากจากค่าระวาง
ค่าธรรมเนียมธนาคารและการแปลงสกุลเงิน
การโอนเงินไปต่างประเทศและการแปลงสกุลเงินต่างมีค่าธรรมเนียมของตัวเอง ซึ่งมักถูกมองข้ามในตารางคำนวณ Landed Cost
ค่าตรวจสอบ ทดสอบ หรือการปรับให้ตรงข้อกำหนด
สินค้าที่ต้องปรับฉลาก ทดสอบ หรือขอใบรับรองก่อนจำหน่าย จะมีต้นทุนเพิ่มเติมหลังจากสินค้ามาถึงแล้ว
ตัวเลขแต่ละชั้นมาจากไหน และทำไมถึงเปลี่ยนแปลง
แต่ละชั้นของสูตร Landed Cost มีที่มาต่างกัน และเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุผลที่ต่างกัน ต้นทุนสินค้าถูกกำหนดจากการเจรจากับซัพพลายเออร์ และมักเป็นตัวเลขที่นิ่งที่สุดในห้าชั้น จะเปลี่ยนก็ต่อเมื่อมีการตกลงราคาหรือสัญญาใหม่เท่านั้น ค่าระวางเคลื่อนไหวตามระวางที่สายเรือ/สายการบินมีให้ ต้นทุนน้ำมัน และความต้องการตามฤดูกาล และอาจเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญได้แม้ระหว่างช่วงที่ออกใบเสนอราคากับช่วงที่ยืนยันการจองจริง เบี้ยประกันภัยโดยทั่วไปขึ้นอยู่กับมูลค่าสินค้าที่สำแดงและการประเมินความเสี่ยงของบริษัทประกัน
อากรและภาษีมูลค่าเพิ่มถูกกำหนดโดยกฎระเบียบ ไม่ใช่กลไกตลาด ผูกกับการจำแนกรหัส HS Code ของสินค้าและมูลค่าศุลกากร ณ เวลานำเข้า ซึ่งหมายความว่าอัตราจะไม่ผันผวนแบบค่าระวาง แต่สามารถเปลี่ยนแปลงได้หากการจำแนกประเภทถูกท้าทายหรือมีการปรับปรุงกฎระเบียบ และไม่ควรสันนิษฐานว่าจะเหมือนเดิมกับล็อตก่อนหน้าโดยไม่ตรวจสอบซ้ำ ค่าดำเนินการและค่าธรรมเนียมตัวแทนออกของมักเป็นชั้นที่นิ่งที่สุดในเชิงปฏิบัติการ แต่ก็แตกต่างกันได้ตามท่าเรือ สนามบิน หรือผู้ให้บริการ เพราะแต่ละชั้นเคลื่อนไหวเป็นอิสระจากกัน ตัวเลข Landed Cost ที่คำนวณไว้สำหรับสินค้าล็อตหนึ่ง จึงไม่ได้ใช้ได้กับล็อตถัดไปโดยอัตโนมัติ แม้จะเป็นสินค้าตัวเดียวกันก็ตาม
สร้างตารางคำนวณ Landed Cost ที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้
ตารางคำนวณ Landed Cost ไม่จำเป็นต้องซับซ้อนถึงจะมีประโยชน์ สิ่งที่ต้องมีคือแถวสำหรับทุกชั้นในสูตร บวกกับรายการที่มักถูกลืม และที่มาที่ชัดเจนสำหรับตัวเลขแต่ละตัว ไม่ใช่ตัวเลขที่สมมติขึ้นเอง โครงสร้างที่ใช้งานได้จริงควรแยกแถวสำหรับต้นทุนสินค้า ค่าระวาง (แยกเป็นต้นทาง เส้นทางหลัก และปลายทาง หากเส้นทางมีหลายช่วง) ประกันภัย อากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าตัวแทนออกของ ค่ายกขนที่ท่า และค่ารถบรรทุกภายในประเทศ โดยแต่ละแถวควรอ้างอิงจากเอกสารจริง เช่น ใบแจ้งหนี้จากซัพพลายเออร์ ใบเสนอราคาค่าระวาง ใบรับรองประกันภัย และประมาณการอากรที่ยืนยันแล้วสำหรับรหัส HS Code ที่ถูกต้อง แทนที่จะประมาณจากความจำ
เมื่อสร้างตารางแบบนี้แล้ว สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำสำหรับสินค้าตัวเดียวกันในล็อตถัดไปได้ โดยอัปเดตเฉพาะแถวที่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลง ซึ่งโดยทั่วไปคือค่าระวางและอัตราอากรที่อาจเปลี่ยนไป ตารางนี้ยังเป็นที่ที่เหมาะสมในการระบุว่าตัวเลขใดยืนยันแล้วและตัวเลขใดยังเป็นประมาณการ เพื่อไม่ให้การตัดสินใจตั้งราคาหรือจัดหาสินค้าเกิดขึ้นบนตัวเลข Landed Cost ที่ปนกันระหว่างตัวเลขจริงกับการเดาโดยไม่รู้ตัว
ใช้ Landed Cost เป็นเครื่องมือเลือกฟอร์เวิร์ดเดอร์
เพราะค่าระวาง ค่าตัวแทนออกของ และค่าดำเนินการ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโครงสร้าง Landed Cost การเลือกฟอร์เวิร์ดเดอร์จากใครเสนอค่าระวางต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียว อาจทำให้เข้าใจผิดได้ ฟอร์เวิร์ดเดอร์ที่เสนอค่าระวางสูงกว่าเล็กน้อย แต่แม่นยำกว่าเรื่องการจำแนกอากร หรือจับปัญหาเอกสารที่มิฉะนั้นจะทำให้เกิดค่าเก็บรักษาที่ไม่ได้วางแผนไว้ อาจทำให้ Landed Cost ที่แท้จริงต่ำกว่าฟอร์เวิร์ดเดอร์ที่เสนอค่าระวางถูกกว่าแต่ปล่อยให้ชั้นอื่น ๆ เป็นไปตามยถากรรม
การสอบถามฟอร์เวิร์ดเดอร์ที่กำลังพิจารณาว่าช่วยสนับสนุนการคำนวณ Landed Cost อย่างไร เช่น สามารถยืนยันการจำแนกรหัส HS Code ได้หรือไม่ ใบเสนอราคาแยกแต่ละชั้นชัดเจนหรือรวมเป็นตัวเลขเดียว และระบุหรือไม่ว่ารายการใดเป็นราคาที่แน่นอนกับรายการใดยังเป็นประมาณการ บอกอะไรเกี่ยวกับคุณค่าที่ฟอร์เวิร์ดเดอร์นั้นมอบให้ได้มากกว่าอัตราค่าระวางที่เป็นตัวเลขเด่นเพียงอย่างเดียว
Landed Cost ปริมาณคำสั่งซื้อ และการตัดสินใจ FCL/LCL
ปริมาณคำสั่งซื้อมีผลต่อ Landed Cost ในรูปแบบที่ไม่ตรงกับสัญชาตญาณเสมอไป คำสั่งซื้อขนาดใหญ่ที่เติมเต็มหรือเกือบเต็มตู้คอนเทนเนอร์ สามารถกระจายค่าใช้จ่ายคงที่ เช่น ค่าตัวแทนออกของ ค่าเอกสาร ค่าระวางขั้นต่ำ ไปยังจำนวนหน่วยที่มากพอจนทำให้ Landed Cost ต่อหน่วยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ต้นทุนรวมทั้งล็อตจะสูงกว่า ในขณะที่คำสั่งซื้อขนาดเล็กที่ขนส่งแบบแชร์ตู้ร่วมกับสินค้าอื่น จะแบกรับค่าใช้จ่ายคงที่เหล่านั้นต่อหน่วยในสัดส่วนที่มากกว่า เพราะมีจำนวนหน่วยน้อยกว่าที่จะกระจายออกไป
นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่การตัดสินใจ FCL/LCL แท้จริงแล้วเป็นการตัดสินใจเรื่อง Landed Cost พอ ๆ กับการตัดสินใจด้านโลจิสติกส์ ทางเลือกไม่ได้อยู่แค่ว่าจะขนส่งด้วยโหมดใด แต่อยู่ที่ว่าโหมดใดให้ต้นทุนต่อหน่วยที่แท้จริงต่ำกว่า เมื่อพิจารณาทุกชั้น ไม่ใช่แค่รายการค่าระวางเพียงอย่างเดียว ตารางคำนวณ Landed Cost ที่สามารถรันซ้ำได้ที่ปริมาณคำสั่งซื้อสองสามระดับ ช่วยให้เห็นการแลกเปลี่ยนนี้ก่อนที่จะวางใบสั่งซื้อจริง แทนที่จะเห็นภายหลัง
Landed Cost แท้จริงแล้วเป็นวินัยมากกว่าสูตรคำนวณ ตัวสูตรเองเรียบง่าย แต่การนำไปใช้อย่างสม่ำเสมอ การอ้างอิงตัวเลขแต่ละตัวจากเอกสารจริงแทนการสมมติ และการคำนวณใหม่ทุกครั้งที่รายละเอียดของสินค้าล็อตนั้นเปลี่ยนไป คือสิ่งที่ทำให้มันมีประโยชน์จริง ธุรกิจที่มอง Landed Cost เป็นการคำนวณครั้งเดียวสำหรับสินค้าล็อตหนึ่ง จะได้แค่ภาพนิ่งภาพเดียว ส่วนธุรกิจที่มองมันเป็นตารางที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ จะได้เครื่องมือที่นำไปใช้กับการตัดสินใจจัดหาสินค้า การทบทวนราคา และการเปรียบเทียบฟอร์เวิร์ดเดอร์ได้ทุกครั้งต่อจากนี้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เปรียบเทียบซัพพลายเออร์จากราคาต่อหน่วยเพียงอย่างเดียว โดยไม่รวมความแตกต่างของค่าระวางและอากร
- ลืมรวมค่าดำเนินการและค่าธรรมเนียมตัวแทนออกของ ซึ่งอาจเป็นสัดส่วนที่มีนัยสำคัญของต้นทุนรวมสำหรับสินค้าล็อตเล็ก
- ใช้อัตราอากรที่ล้าสมัยหรือสมมติขึ้นเอง แทนการตรวจสอบอัตราปัจจุบันสำหรับรหัส HS Code ที่ถูกต้อง
- ตั้งราคาจากยอดรวม Landed Cost ทั้งล็อต แทนที่จะเป็นตัวเลขต่อหน่วย ซึ่งบิดเบือนกำไรระหว่างคำสั่งซื้อที่มีขนาดต่างกัน
- นำตัวเลข Landed Cost จากล็อตก่อนหน้ามาใช้ซ้ำ โดยไม่ตรวจสอบว่าค่าระวางหรืออัตราอากรเปลี่ยนแปลงไปแล้วหรือไม่
สิ่งที่ควรเตรียม
- ใบแจ้งหนี้จากซัพพลายเออร์ที่แสดงต้นทุนสินค้าและ Incoterm ที่ตกลงกัน
- ใบเสนอราคาค่าระวางที่ระบุขอบเขตชัดเจนพอจะบอกได้ว่าครอบคลุมช่วงใดและมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมใดบ้าง
- รหัส HS Code ที่ถูกต้องของสินค้า เพื่อยืนยันอัตราอากรที่ใช้จริง แทนการสมมติขึ้นเอง
- ใบเสนอราคาหรือใบรับรองประกันภัย หากมีการซื้อประกันภัยสินค้าสำหรับล็อตนี้
คำถามที่พบบ่อย
Landed Cost เหมือนกับยอดรวมในใบเสนอราคาค่าระวางหรือไม่?
ไม่เหมือนกัน ใบเสนอราคาค่าระวางมักครอบคลุมเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านขนส่งเท่านั้น ส่วน Landed Cost ครอบคลุมกว้างกว่า โดยรวมต้นทุนสินค้า อากร และภาษี เพิ่มเข้าไปจากค่าระวางและค่าดำเนินการ เพื่อให้เห็นภาพต้นทุนรวมทั้งหมด
ต้องคำนวณ Landed Cost ทุกล็อตสินค้าไหม?
มีประโยชน์มากที่สุดเมื่อต้องตั้งราคาสินค้า เปรียบเทียบซัพพลายเออร์ หรือประเมินว่าการตัดสินใจจัดหาสินค้านั้นคุ้มค่าจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ราคาซื้ออย่างเดียวไม่สามารถให้ภาพที่แม่นยำได้
ตัวแปรที่มีผลมากที่สุดในการคำนวณ Landed Cost คืออะไร?
อากรมักเป็นตัวแปรที่มีผลมากที่สุด เพราะอัตราที่ใช้ขึ้นอยู่กับการจำแนกรหัส HS Code ของสินค้า ซึ่งอาจแตกต่างกันมากระหว่างประเภทสินค้า
ควรใช้ Landed Cost ระดับทั้งล็อตหรือระดับต่อหน่วยในการตั้งราคาขาย?
ควรใช้ Landed Cost ต่อหน่วย ยอดรวมทั้งล็อตมีประโยชน์สำหรับการวางงบประมาณ แต่การตัดสินใจตั้งราคาและคำนวณกำไรควรอิงจากยอดรวมหารด้วยจำนวนหน่วย เพราะเป็นตัวเลขที่เปรียบเทียบกันได้ระหว่างคำสั่งซื้อที่มีขนาดต่างกัน
คำสั่งซื้อที่ใหญ่กว่าจะได้ Landed Cost ต่อหน่วยต่ำกว่าเสมอไปหรือไม่?
โดยทั่วไปใช่ แต่ไม่เสมอไป คำสั่งซื้อที่ใหญ่กว่ากระจายค่าใช้จ่ายคงที่ เช่น ค่าตัวแทนออกของและค่าระวางขั้นต่ำ ไปยังจำนวนหน่วยที่มากกว่า ซึ่งมักทำให้ตัวเลขต่อหน่วยลดลง แต่ควรยืนยันด้วยตารางคำนวณจริง แทนการสมมติ เพราะโครงสร้างราคาค่าระวางแตกต่างกันไป
Incoterm มีผลต่อการคำนวณ Landed Cost อย่างไร?
Incoterm กำหนดว่าชั้นใดรวมอยู่ในราคาของซัพพลายเออร์แล้ว และชั้นใดที่ผู้ซื้อต้องบวกเพิ่มเอง ราคาแบบ ex-works ต้องบวกเพิ่มแทบทุกชั้น ในขณะที่ราคาแบบ delivered-duty-paid ได้รวมส่วนใหญ่ไว้แล้ว
จะดูรายละเอียดแยกแต่ละหมวดค่าใช้จ่ายได้ที่ไหน?
ดูรายละเอียดของค่าระวาง ประกันภัย อากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าธรรมเนียมตัวแทนออกของ และค่าดำเนินการ ได้ที่บทความ "ค่าใช้จ่ายนำเข้าสินค้ามีอะไรบ้าง" ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่รวมกันเป็น Landed Cost