Skip to content
Thai Global Freight
ต้นทุนและราคา
ภาพประกอบหน้าปกแสดงชั้นต้นทุนที่ทับซ้อนกันตั้งแต่ราคาสินค้าไปจนถึง Landed Cost สำหรับบทความ Landed Cost คืออะไร

Landed Cost คืออะไร

Landed Cost คือต้นทุนรวมของการนำสินค้าจากซัพพลายเออร์ไปถึงปลายทาง บทความนี้อธิบายสูตรและองค์ประกอบ โดยไม่ระบุตัวเลขสมมติที่อาจเข้าใจผิดว่าเป็นตัวเลขจริง

ผู้เขียน: Thai Global Freight Editorial Teamตรวจทานโดย: Thai Global Freight Editorial Teamเผยแพร่: 2026-08-23อัปเดตล่าสุด: 2026-08-23ตรวจสอบล่าสุด: 2026-08-23
สารบัญเนื้อหา
  1. 01Landed Cost วัดอะไรกันแน่
  2. 02สูตรคำนวณแบบละเอียดทีละรายการ
  3. 03Landed Cost ต่อหน่วย เหตุใดจึงสำคัญกว่ายอดรวมทั้งล็อต
  4. 04Incoterm ที่ตกลงซื้อ มีผลต่อสิ่งที่ต้องบวกเพิ่มอย่างไร
  5. 05Landed Cost กับใบเสนอราคาค่าระวาง คือคนละตัวเลขกัน
  6. 06ใช้ Landed Cost เปรียบเทียบซัพพลายเออร์จากประเทศต่างกัน
  7. 07ใช้ Landed Cost ตั้งราคาขายที่รักษากำไรได้จริง
  8. 08รายการต้นทุนที่มักหลุดจากการประเมิน Landed Cost แบบเร็ว ๆ
  9. 09ตัวเลขแต่ละชั้นมาจากไหน และทำไมถึงเปลี่ยนแปลง
  10. 10สร้างตารางคำนวณ Landed Cost ที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้
  11. 11ใช้ Landed Cost เป็นเครื่องมือเลือกฟอร์เวิร์ดเดอร์
  12. 12Landed Cost ปริมาณคำสั่งซื้อ และการตัดสินใจ FCL/LCL

คำตอบโดยสรุป

Landed Cost คือต้นทุนรวมทั้งหมดของการนำสินค้าจากซัพพลายเออร์ไปถึงปลายทาง ครอบคลุมทุกอย่างนอกเหนือจากราคาซื้อสินค้า สูตรคำนวณโดยทั่วไปคือ ต้นทุนสินค้า + ค่าระวาง + ประกันภัย + อากรและภาษี + ค่าดำเนินการ/ค่าธรรมเนียมตัวแทนออกของ = Landed Cost ตัวเลขนี้ให้ภาพต้นทุนที่แท้จริงของสินค้าต่อธุรกิจได้แม่นยำกว่าราคาซื้อเพียงอย่างเดียว ซึ่งสำคัญต่อการตัดสินใจตั้งราคา การเปรียบเทียบซัพพลายเออร์จากประเทศต่างกัน และการเลือกโหมดขนส่ง มูลค่าที่แท้จริงของแต่ละองค์ประกอบเป็นเงินบาทหรือดอลลาร์แตกต่างกันไปตามสินค้าแต่ละล็อตและอัตราอากรที่ใช้ ณ ขณะนั้น บทความนี้อธิบายโครงสร้างของการคำนวณ ไม่ใช่ตัวเลขที่เฉพาะเจาะจง

สรุปประเด็นสำคัญ

  • Landed Cost = ต้นทุนสินค้า + ค่าระวาง + ประกันภัย + อากร/ภาษี + ค่าดำเนินการ ซึ่งเป็นห้าชั้นต้นทุนที่บวกเพิ่มกัน
  • สะท้อนต้นทุนรวมที่แท้จริงของสินค้า ไม่ใช่แค่ราคาซื้อ
  • Landed Cost ต่อหน่วย ไม่ใช่ยอดรวมทั้งล็อต คือตัวเลขที่นำไปใช้ตัดสินใจตั้งราคาและคำนวณกำไรได้จริง
  • Incoterm ที่ตกลงกับซัพพลายเออร์เป็นตัวกำหนดว่าผู้ซื้อต้องบวกเพิ่มชั้นใดบ้างจากราคาในใบแจ้งหนี้
  • Landed Cost มีประโยชน์ต่อการตัดสินใจตั้งราคาและเปรียบเทียบซัพพลายเออร์จากประเทศหรือโหมดขนส่งต่างกัน
  • ใบเสนอราคาค่าระวางและตัวเลข Landed Cost ตอบคำถามคนละเรื่อง ใบเสนอราคาครอบคลุมแค่การขนส่ง ส่วน Landed Cost ครอบคลุมทุกอย่าง
  • ตัวเลขที่แน่นอนขึ้นอยู่กับค่าระวาง อัตราอากร และค่าใช้จ่ายผันแปรอื่น ๆ ของสินค้าล็อตนั้นจริง

ราคาที่ซัพพลายเออร์เสนอมักไม่ใช่ต้นทุนที่แท้จริงของสินค้าเมื่อมาถึงคลังในประเทศไทยแล้ว Landed Cost คือแนวคิดที่ปิดช่องว่างนี้ คือผลรวมของค่าใช้จ่ายทุกอย่างที่เกิดขึ้นในการนำสินค้าจากจุดซื้อไปถึงปลายทางสุดท้าย พร้อมสำหรับขายหรือใช้งาน ธุรกิจที่ตั้งราคาหรือวางงบประมาณโดยใช้ราคาในใบแจ้งหนี้เพียงอย่างเดียว มักไม่รู้ตัวว่ากำลังทำงานอยู่บนตัวเลขที่ไม่ครบถ้วน ในขณะที่ Landed Cost คือตัวเลขที่ครบถ้วน และการเข้าใจว่ามันถูกสร้างขึ้นอย่างไร คือสิ่งที่ทำให้การตัดสินใจด้านการจัดหา การตั้งราคา และการขนส่ง มีเหตุผลรองรับ แทนที่จะเป็นการเดา

Landed Cost วัดอะไรกันแน่

Landed Cost ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายรายการเดียว แต่เป็นยอดสะสมที่ตอบคำถามเฉพาะเจาะจงข้อหนึ่งคือ สินค้านี้มีต้นทุนเท่าไรจริง ๆ เมื่อมาถึงปลายทางสุดท้ายและพร้อมขายหรือใช้งานแล้ว นี่เป็นคำถามคนละแบบกับ "ซัพพลายเออร์คิดราคาสินค้าเท่าไร" หรือ "ใบเสนอราคาค่าระวางระบุตัวเลขเท่าไร" ซึ่งทั้งสองอย่างอธิบายแค่ชั้นเดียวของต้นทุนรวมเท่านั้น ธุรกิจที่ติดตามแค่ราคาซื้อจึงตั้งราคาสินค้าโดยอิงข้อมูลที่ไม่ครบ และมักจะประเมินกำไรผิดพลาดอย่างเป็นระบบสำหรับสินค้าทุกชิ้นที่ต้องข้ามพรมแดนกว่าจะถึงตลาด

แนวคิดนี้ใช้ได้ไม่ว่าจะเป็นสินค้าพาเลทเดียวที่ขนส่งทางอากาศ หรือตู้คอนเทนเนอร์เต็มตู้ที่ขนส่งทางเรือ หมวดต้นทุนยังคงเหมือนเดิม แม้น้ำหนักสัมพัทธ์ของแต่ละหมวดจะเปลี่ยนไปตามโหมดขนส่ง ระยะทาง และประเภทสินค้า

สูตรคำนวณแบบละเอียดทีละรายการ

Landed Cost โดยทั่วไปแสดงเป็นสูตร:

ต้นทุนสินค้า + ค่าระวาง + ประกันภัย + อากรและภาษี + ค่าดำเนินการ/ค่าธรรมเนียมตัวแทนออกของ = Landed Cost

  • ต้นทุนสินค้า — ราคาที่จ่ายให้ซัพพลายเออร์สำหรับตัวสินค้าเอง ตามสกุลเงินและเงื่อนไขการชำระเงินที่ตกลงกัน เป็นตัวเลขที่ธุรกิจส่วนใหญ่ติดตามอยู่แล้วอย่างใกล้ชิด
  • ค่าระวาง — ค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าจากต้นทางไปปลายทาง ทั้งทางเรือ อากาศ หรือถนน ขึ้นอยู่กับ Incoterm อาจเป็นช่วงเดียว (ท่าเรือถึงท่าเรือ) หรือหลายช่วงต่อกัน (โรงงานถึงท่าเรือ ท่าเรือถึงท่าเรือ ท่าเรือถึงคลังสินค้า)
  • ประกันภัย — ค่าใช้จ่ายประกันภัยสินค้า หากซื้อ ครอบคลุมความสูญเสียหรือเสียหายระหว่างขนส่ง เป็นรายการที่เลือกได้ภายใต้ Incoterm ส่วนใหญ่ ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่มักถูกข้ามไปตอนประเมินต้นทุน แล้วมาพบว่าจำเป็นก็ตอนที่ต้องเคลมความเสียหายแล้ว
  • อากรและภาษี — อากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มที่กรมศุลกากรประเมินจากรหัส HS Code และมูลค่าที่สำแดงของสินค้า มักเป็นชั้นที่มีช่วงความแตกต่างกว้างที่สุดระหว่างสินค้าแต่ละประเภท เพราะอัตราขึ้นอยู่กับการจำแนกประเภททั้งหมด ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ส่งสินค้าควบคุมได้โดยตรง
  • ค่าดำเนินการ/ค่าธรรมเนียม — ค่าธรรมเนียมตัวแทนออกของ ค่าดำเนินการที่ท่าเรือหรือสนามบิน และค่าขนส่งภายในประเทศไปยังปลายทาง มักถูกประเมินต่ำเกินไปเพราะประกอบด้วยค่าใช้จ่ายย่อยหลายรายการ แทนที่จะเป็นตัวเลขเดียวที่มองเห็นชัด

การนำ Landed Cost รวมมาหารด้วยจำนวนหน่วยสินค้า จะได้ Landed Cost ต่อหน่วย ซึ่งแทบทุกครั้งเป็นตัวเลขที่มีประโยชน์มากกว่ายอดรวมทั้งล็อตสำหรับการตัดสินใจตั้งราคาและคำนวณกำไร

โครงสร้างต้นทุนสะสมของ Landed Cost: จากการสั่งซื้อถึงหน้าคลังสินค้า

แผนภาพชั้นต้นทุนที่ซ้อนกันห้าชั้น แสดงการสะสมทีละชั้นจนกลายเป็น Landed Cost รวม โดยเริ่มจากต้นทุนสินค้าเป็นฐาน ตามด้วยค่าระวาง ประกันภัย อากรและภาษี และค่าดำเนินการ/ค่าส่งมอบเป็นชั้นบนสุด
ต้นทุนสินค้า
ชั้นฐาน — ราคาที่จ่ายให้ซัพพลายเออร์สำหรับตัวสินค้า ก่อนที่จะเริ่มเคลื่อนย้ายใด ๆ
ค่าระวาง
ค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าจากต้นทางไปปลายทาง ทั้งทางเรือ อากาศ หรือถนน
ประกันภัย
เบี้ยประกันภัยสินค้าที่เลือกซื้อได้ ครอบคลุมความสูญเสียหรือเสียหายระหว่างขนส่ง
อากรและภาษี
อากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มที่ประเมินจากสินค้า ในอัตราที่ขึ้นอยู่กับการจำแนกประเภทและมูลค่าที่สำแดง
ค่าดำเนินการ ค่าตัวแทนออกของ และค่าส่งมอบ
ชั้นบนสุด — ทุกอย่างที่ต้องใช้เพื่อนำสินค้าผ่านพิธีการและส่งมอบไมล์สุดท้ายไปยังปลายทาง
แต่ละชั้นเป็นต้นทุนที่บวกเพิ่มเข้าไปเรื่อย ๆ การข้ามชั้นใดชั้นหนึ่งตอนประเมินราคาไม่ได้ทำให้ต้นทุนนั้นหายไป เพียงแค่ซ่อนไว้จนกว่าใบแจ้งหนี้จะมาถึง

Landed Cost ต่อหน่วย เหตุใดจึงสำคัญกว่ายอดรวมทั้งล็อต

ตัวเลข Landed Cost ระดับทั้งล็อตมีประโยชน์สำหรับการวางงบประมาณ แต่ไม่ใช่สิ่งที่การตัดสินใจตั้งราคาต้องการจริง ๆ สิ่งที่สำคัญสำหรับการตั้งราคาขายหรือเปรียบเทียบกำไรระหว่างสินค้าแต่ละตัวคือ Landed Cost ต่อหน่วย ซึ่งได้จากการนำยอดรวมทั้งล็อตมาหารด้วยจำนวนชิ้น กล่อง หรือหน่วยที่มีอยู่ในล็อตนั้น สินค้าสองล็อตที่มี Landed Cost รวมเท่ากันเป๊ะ อาจได้ตัวเลขต่อหน่วยต่างกันมาก หากล็อตหนึ่งมีจำนวนหน่วยมากกว่าอีกล็อตหนึ่งเป็นสองเท่า และธุรกิจที่ตั้งราคาจากยอดรวมแทนที่จะเป็นตัวเลขต่อหน่วย จะตั้งราคาผิดพลาดสำหรับล็อตใดล็อตหนึ่งอย่างแน่นอน

Landed Cost ต่อหน่วยยังเป็นสิ่งที่ทำให้การเปรียบเทียบระหว่างขนาดคำสั่งซื้อที่ต่างกันมีความหมาย คำสั่งซื้อที่ใหญ่กว่ามักกระจายค่าใช้จ่ายคงที่ เช่น ค่าธรรมเนียมตัวแทนออกของ ค่าระวางขั้นต่ำ ค่าเอกสาร ไปยังจำนวนหน่วยที่มากกว่า ซึ่งทำให้ Landed Cost ต่อหน่วยต่ำลงแม้ยอดรวมจะสูงกว่า นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ชัดเจนที่สุดว่าทำไมการตัดสินใจเรื่องขนาดคำสั่งซื้อหรือ MOQ ควรประเมินจาก Landed Cost ไม่ใช่จากราคาต่อหน่วยของซัพพลายเออร์เพียงอย่างเดียว

สูตรคำนวณ Landed Cost

สูตรแสดง Landed Cost เป็นผลรวมของต้นทุนสินค้า ค่าระวาง ประกันภัย อากรและภาษี และค่าดำเนินการ/ค่าตัวแทนออกของ พร้อมคำอธิบายแต่ละตัวแปร

Landed Cost = Product Cost + Freight + Insurance + Duties & Taxes + Handling/Brokerage

ต้นทุนสินค้า
ราคาที่จ่ายให้ซัพพลายเออร์ ตามสกุลเงินและเงื่อนไขที่ตกลงกัน
ค่าระวาง
ค่าขนส่งเส้นทางหลัก บวกค่าขนส่งต้นทางหรือปลายทางที่ผู้ซื้อต้องรับผิดชอบ
ประกันภัย
เบี้ยประกันภัยสินค้า หากมีการซื้อ
อากรและภาษี
อากรขาเข้าบวกภาษีมูลค่าเพิ่ม ประเมินจากการจำแนกประเภทและมูลค่าศุลกากรที่สำแดง
ค่าดำเนินการ/ค่าตัวแทนออกของ
ค่าดำเนินพิธีการ ค่ายกขนที่ท่า และค่าส่งมอบขั้นสุดท้าย
การนำผลรวมมาหารด้วยจำนวนหน่วย จะเปลี่ยนตัวเลขระดับทั้งล็อตให้กลายเป็นตัวเลขต่อหน่วยที่นำไปใช้ตัดสินใจตั้งราคาได้จริง

Incoterm ที่ตกลงซื้อ มีผลต่อสิ่งที่ต้องบวกเพิ่มอย่างไร

Incoterm ที่ตกลงกับซัพพลายเออร์เป็นตัวกำหนดว่าโครงสร้างต้นทุนของ Landed Cost มีสัดส่วนเท่าไรที่รวมอยู่ในราคาใบแจ้งหนี้แล้ว และเท่าไรที่ผู้ซื้อต้องบวกเพิ่มเอง ภายใต้เงื่อนไขแบบ ex-works ราคาในใบแจ้งหนี้ครอบคลุมเฉพาะตัวสินค้าเท่านั้น ผู้ซื้อต้องรับผิดชอบจัดการและจ่ายค่าใช้จ่ายในแทบทุกชั้นที่เหลือเอง ทั้งค่าดำเนินการส่งออก ค่าระวางหลัก ประกันภัย อากรนำเข้า และการส่งมอบ ในขณะที่เงื่อนไขที่ใกล้เคียงกับ delivered-duty-paid ส่วนใหญ่ของชั้นเหล่านั้นได้รวมอยู่ในราคาที่ผู้ขายเสนอแล้ว การคำนวณ Landed Cost ของผู้ซื้อจึงสั้นกว่ามาก เพราะมีสิ่งที่ต้องบวกเพิ่มน้อยกว่า

ประเด็นนี้สำคัญเพราะการเปรียบเทียบราคาของซัพพลายเออร์สองรายโดยไม่ตรวจสอบว่าแต่ละรายอ้างอิง Incoterm ใด เท่ากับกำลังเปรียบเทียบสิ่งที่ต่างกันแต่มีหน้าตาเป็นตัวเลขเดียวกัน ราคาใบแจ้งหนี้ที่ต่ำกว่าภายใต้เงื่อนไข ex-works อาจให้ Landed Cost สูงกว่าราคาใบแจ้งหนี้ที่สูงกว่าแต่เสนอแบบส่งมอบถึงที่แล้ว เมื่อบวกทุกชั้นกลับเข้าไปสำหรับตัวเลือก ex-works

Landed Cost กับใบเสนอราคาค่าระวาง คือคนละตัวเลขกัน

เป็นจุดที่มักสับสนกัน ใบเสนอราคาค่าระวางกับตัวเลข Landed Cost ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และการมองว่าใช้แทนกันได้ นำไปสู่การประเมินต้นทุนที่แท้จริงของสินค้าล็อตนั้นต่ำเกินไป ใบเสนอราคาค่าระวาง แม้จะละเอียดแค่ไหน ก็มีขอบเขตอยู่ที่การขนส่งและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งเท่านั้น ทั้งค่าระวางเส้นทางหลัก ค่ายกขนที่ท่า ค่าเอกสาร และอาจรวมค่าดำเนินพิธีการศุลกากรและค่ารถบรรทุกภายในประเทศด้วย แต่ไม่รวมต้นทุนสินค้าเอง และขึ้นอยู่กับขอบเขตงาน อาจไม่รวมอากรและภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยเช่นกัน

Landed Cost คือตัวเลขที่กว้างกว่า เริ่มจากค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการขนส่งแบบเดียวกับที่ใบเสนอราคาค่าระวางแสดง แล้วบวกต้นทุนสินค้าเข้าไปด้านหนึ่ง และอากร ภาษี และค่าดำเนินการที่เหลืออยู่เข้าไปอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจที่วางงบประมาณโดยใช้แค่ยอดรวมจากใบเสนอราคาค่าระวาง แล้วเข้าใจว่าตัวเลขนั้นคือ "ต้นทุนของสินค้าล็อตนี้" จะขาดงบไปเท่ากับต้นทุนสินค้า และมักรวมถึงชั้นอากรและภาษีด้วย ซึ่งบางครั้งเป็นชั้นที่ใหญ่ที่สุดในโครงสร้างทั้งหมด

ใช้ Landed Cost เปรียบเทียบซัพพลายเออร์จากประเทศต่างกัน

Landed Cost สำคัญที่สุดในสถานการณ์ที่ราคาซื้ออย่างเดียวอาจให้ภาพที่คลาดเคลื่อน และการเปรียบเทียบซัพพลายเออร์สองรายจากคนละประเทศคือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ซัพพลายเออร์ที่อยู่ไกลกว่าอาจเสนอราคาต่อหน่วยต่ำกว่า แต่อยู่บนเส้นทางขนส่งที่ยาวและแพงกว่า ในขณะที่ซัพพลายเออร์ที่อยู่ใกล้กว่าอาจเสนอราคาต่อหน่วยสูงกว่า แต่ประหยัดค่าระวางและอากรได้มากพอที่จะคุ้มกว่าเมื่อรวมทุกอย่างแล้ว หากไม่คำนวณ Landed Cost แบบเต็มสำหรับแต่ละตัวเลือก ก็ง่ายที่จะเลือกซัพพลายเออร์ที่ดูถูกที่สุดในกระดาษ แล้วจบลงด้วยสินค้าที่แพงกว่าจริงในทางปฏิบัติ

การเปรียบเทียบนี้ยังเป็นจุดที่การจำแนกอากรสร้างความเสียหายมากที่สุดหากถูกมองข้าม สินค้าสองตัวที่ดูคล้ายกันในสายตาผู้ซื้ออาจจัดอยู่ในรหัส HS Code คนละหมวดที่มีการจัดเก็บอากรต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และความต่างนั้นอาจมากกว่าส่วนต่างของราคาต่อหน่วยที่มีนัยสำคัญด้วยซ้ำ การคำนวณ Landed Cost คู่ขนานสำหรับแต่ละทางเลือกในการจัดหา แทนที่จะเปรียบเทียบราคาต่อหน่วยโดด ๆ คือวิธีเดียวที่เชื่อถือได้ในการรู้ว่าทางเลือกใดคุ้มค่ากว่ากันจริง

เปรียบเทียบแหล่งจัดหาสองทางเลือกด้วย Landed Cost ไม่ใช่แค่ราคาซื้อ

การเปรียบเทียบเชิงโครงสร้างของซัพพลายเออร์สองรายที่ราคาต่อหน่วยต่ำกว่าไม่ได้แปลว่า Landed Cost จะต่ำกว่าเสมอ เมื่อนำระยะทางขนส่ง การจำแนกอากร และปริมาณสั่งซื้อขั้นต่ำมาพิจารณาร่วมด้วย

ซัพพลายเออร์ A — ราคาต่อหน่วยต่ำกว่า

  • ต้นทางอยู่ไกลกว่า มักมีห่วงโซ่อุปทานยาวกว่าและความเสี่ยงจากการเปลี่ยนถ่ายเรือมากกว่า
  • อาจตกอยู่ในการจำแนกอากรที่มีอัตราสูงกว่าสำหรับหมวดสินค้านั้น
  • มักต้องสั่งซื้อขั้นต่ำจำนวนมากขึ้นเพื่อให้คุ้มกับระยะทางขนส่ง

ซัพพลายเออร์ B — ราคาต่อหน่วยสูงกว่า

  • ต้นทางอยู่ใกล้กว่า เส้นทางขนส่งสั้นกว่าและมีจุดเปลี่ยนถ่ายน้อยกว่า
  • อาจได้อัตราอากรที่ต่ำกว่าภายใต้การจำแนกประเภทหรือข้อตกลงทางการค้าที่ต่างออกไป
  • สั่งซื้อขั้นต่ำน้อยกว่าได้ ช่วยลดเงินทุนที่จมอยู่ในสต็อกสินค้า
ราคาซื้อเป็นเพียงตัวแปรหนึ่ง การตัดสินใจเลือกแหล่งจัดหาควรพิจารณาจาก Landed Cost ต่อหน่วยหลังรวมทั้งห้าชั้นแล้ว

ใช้ Landed Cost ตั้งราคาขายที่รักษากำไรได้จริง

การตั้งราคาขายจากราคาซื้อเพียงอย่างเดียว แล้วบวกกำไรเป้าหมายเข้าไปด้านบน เป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้สินค้าจบลงด้วยการขาดทุนโดยไม่มีใครรู้ตัวจนกว่าจะสายไป หากค่าระวาง อากร และค่าดำเนินการไม่ถูกรวมเข้าไปในฐานต้นทุนก่อนคำนวณกำไร กำไรนั้นจะมีอยู่แค่ในกระดาษ ไม่ใช่ในบัญชีธนาคาร เพราะทุกชั้นของ Landed Cost ที่ไม่ถูกรวมในการคำนวณราคา จะกัดกินกำไรนั้นไปโดยตรงแทน

การตั้งราคาจาก Landed Cost ต่อหน่วยแทนราคาซื้อ ช่วยปิดช่องว่างนี้ได้ นอกจากนี้ยังทำให้ตอบคำถามที่มีประโยชน์กว่า "กำไรเป้าหมายของฉันคือเท่าไร" ได้ นั่นคือ สินค้าตัวไหนในแคตตาล็อกที่คุ้มค่าจริงกับค่าระวางและอากรที่ต้องแบกรับ และตัวไหนที่กำลังถูกอุดหนุนอย่างเงียบ ๆ โดยสินค้าตัวอื่นที่มีกำไรดีกว่าในไลน์เดียวกัน สินค้าที่มีอัตราอากรสูงหรือมีโครงสร้างค่าระวางแพงเมื่อเทียบกับมูลค่า บางครั้งต้องใช้แนวทางการตั้งราคาที่ต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ จากสินค้าที่ขนส่งถูกและผ่านพิธีการในอัตราที่ต่ำกว่า

รายการต้นทุนที่มักหลุดจากการประเมิน Landed Cost แบบเร็ว ๆ

แม้แต่ธุรกิจที่เข้าใจสูตรห้าชั้นดีแล้ว ก็มักสร้างประมาณการ Landed Cost ที่ยังไม่ครบถ้วน เพราะต้นทุนจริงหลายรายการไม่ได้จัดอยู่ในหมวด "ค่าระวาง" "อากร" หรือ "ค่าดำเนินการ" อย่างชัดเจน ค่าธรรมเนียมขั้นต่ำเป็นตัวอย่างหนึ่ง ค่าระวางและค่าดำเนินการหลายรายการมีเพดานขั้นต่ำที่เรียกเก็บไม่ว่าล็อตสินค้าจะเล็กแค่ไหน ซึ่งบิดเบือนตัวเลขต่อหน่วยสำหรับคำสั่งซื้อขนาดเล็ก ค่าเก็บรักษาที่เกิดขึ้นหากพิธีการใช้เวลานานกว่าที่วางแผนไว้ ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ขึ้นอยู่กับจังหวะเวลามากกว่าจะเป็นตัวเลขคงที่ตอนจอง

รายการอื่นที่มักถูกลืม ได้แก่ ค่าบรรจุภัณฑ์ฝั่งส่งออกหรือค่าจัดพาเลทใหม่ที่ไม่ได้รวมอยู่ในราคาสินค้าพื้นฐาน ค่าธรรมเนียมธนาคารและส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนจากการชำระเงินระหว่างประเทศ และค่าตรวจสอบ ทดสอบ หรือปรับให้ตรงข้อกำหนดใด ๆ ที่จำเป็นก่อนสินค้าจะขายได้จริงหลังจากมาถึงแล้ว ไม่มีรายการใดที่แปลกประหลาด เพียงแต่ลืมง่ายเพราะไม่ได้อยู่ในหมวดหลักทั้งห้าอย่างชัดเจน และมักโผล่มาให้เห็นก็ต่อเมื่อสินค้าเคลื่อนย้ายไปแล้ว

รายการต้นทุนที่มักถูกลืมเมื่อประเมิน Landed Cost แบบเร็ว ๆ

รายการตรวจสอบต้นทุนที่ผู้นำเข้ามักลืมรวมเข้าไปในการประเมิน Landed Cost นอกเหนือจากห้าหมวดหลัก
  • ค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ

    ค่าระวางและค่าดำเนินการหลายรายการมีเพดานขั้นต่ำที่เรียกเก็บแม้สินค้าล็อตเล็ก

  • ค่าบรรจุภัณฑ์และการจัดวางพาเลท

    การบรรจุหีบห่อมาตรฐานส่งออกหรือจัดพาเลทใหม่สำหรับโหมดขนส่งเฉพาะ บางครั้งเป็นค่าใช้จ่ายแยกต่างหาก ไม่รวมอยู่ในต้นทุนสินค้า

  • ค่าเก็บรักษาระหว่างรอผ่านพิธีการ

    หากพิธีการใช้เวลานานกว่าที่คาด ค่าเก็บรักษาที่ท่าเรือ สนามบิน หรือ CFS จะเกิดขึ้นแยกต่างหากจากค่าระวาง

  • ค่าธรรมเนียมธนาคารและการแปลงสกุลเงิน

    การโอนเงินไปต่างประเทศและการแปลงสกุลเงินต่างมีค่าธรรมเนียมของตัวเอง ซึ่งมักถูกมองข้ามในตารางคำนวณ Landed Cost

  • ค่าตรวจสอบ ทดสอบ หรือการปรับให้ตรงข้อกำหนด

    สินค้าที่ต้องปรับฉลาก ทดสอบ หรือขอใบรับรองก่อนจำหน่าย จะมีต้นทุนเพิ่มเติมหลังจากสินค้ามาถึงแล้ว

ตัวเลขแต่ละชั้นมาจากไหน และทำไมถึงเปลี่ยนแปลง

แต่ละชั้นของสูตร Landed Cost มีที่มาต่างกัน และเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุผลที่ต่างกัน ต้นทุนสินค้าถูกกำหนดจากการเจรจากับซัพพลายเออร์ และมักเป็นตัวเลขที่นิ่งที่สุดในห้าชั้น จะเปลี่ยนก็ต่อเมื่อมีการตกลงราคาหรือสัญญาใหม่เท่านั้น ค่าระวางเคลื่อนไหวตามระวางที่สายเรือ/สายการบินมีให้ ต้นทุนน้ำมัน และความต้องการตามฤดูกาล และอาจเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญได้แม้ระหว่างช่วงที่ออกใบเสนอราคากับช่วงที่ยืนยันการจองจริง เบี้ยประกันภัยโดยทั่วไปขึ้นอยู่กับมูลค่าสินค้าที่สำแดงและการประเมินความเสี่ยงของบริษัทประกัน

อากรและภาษีมูลค่าเพิ่มถูกกำหนดโดยกฎระเบียบ ไม่ใช่กลไกตลาด ผูกกับการจำแนกรหัส HS Code ของสินค้าและมูลค่าศุลกากร ณ เวลานำเข้า ซึ่งหมายความว่าอัตราจะไม่ผันผวนแบบค่าระวาง แต่สามารถเปลี่ยนแปลงได้หากการจำแนกประเภทถูกท้าทายหรือมีการปรับปรุงกฎระเบียบ และไม่ควรสันนิษฐานว่าจะเหมือนเดิมกับล็อตก่อนหน้าโดยไม่ตรวจสอบซ้ำ ค่าดำเนินการและค่าธรรมเนียมตัวแทนออกของมักเป็นชั้นที่นิ่งที่สุดในเชิงปฏิบัติการ แต่ก็แตกต่างกันได้ตามท่าเรือ สนามบิน หรือผู้ให้บริการ เพราะแต่ละชั้นเคลื่อนไหวเป็นอิสระจากกัน ตัวเลข Landed Cost ที่คำนวณไว้สำหรับสินค้าล็อตหนึ่ง จึงไม่ได้ใช้ได้กับล็อตถัดไปโดยอัตโนมัติ แม้จะเป็นสินค้าตัวเดียวกันก็ตาม

สร้างตารางคำนวณ Landed Cost ที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้

ตารางคำนวณ Landed Cost ไม่จำเป็นต้องซับซ้อนถึงจะมีประโยชน์ สิ่งที่ต้องมีคือแถวสำหรับทุกชั้นในสูตร บวกกับรายการที่มักถูกลืม และที่มาที่ชัดเจนสำหรับตัวเลขแต่ละตัว ไม่ใช่ตัวเลขที่สมมติขึ้นเอง โครงสร้างที่ใช้งานได้จริงควรแยกแถวสำหรับต้นทุนสินค้า ค่าระวาง (แยกเป็นต้นทาง เส้นทางหลัก และปลายทาง หากเส้นทางมีหลายช่วง) ประกันภัย อากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าตัวแทนออกของ ค่ายกขนที่ท่า และค่ารถบรรทุกภายในประเทศ โดยแต่ละแถวควรอ้างอิงจากเอกสารจริง เช่น ใบแจ้งหนี้จากซัพพลายเออร์ ใบเสนอราคาค่าระวาง ใบรับรองประกันภัย และประมาณการอากรที่ยืนยันแล้วสำหรับรหัส HS Code ที่ถูกต้อง แทนที่จะประมาณจากความจำ

เมื่อสร้างตารางแบบนี้แล้ว สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำสำหรับสินค้าตัวเดียวกันในล็อตถัดไปได้ โดยอัปเดตเฉพาะแถวที่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลง ซึ่งโดยทั่วไปคือค่าระวางและอัตราอากรที่อาจเปลี่ยนไป ตารางนี้ยังเป็นที่ที่เหมาะสมในการระบุว่าตัวเลขใดยืนยันแล้วและตัวเลขใดยังเป็นประมาณการ เพื่อไม่ให้การตัดสินใจตั้งราคาหรือจัดหาสินค้าเกิดขึ้นบนตัวเลข Landed Cost ที่ปนกันระหว่างตัวเลขจริงกับการเดาโดยไม่รู้ตัว

ใช้ Landed Cost เป็นเครื่องมือเลือกฟอร์เวิร์ดเดอร์

เพราะค่าระวาง ค่าตัวแทนออกของ และค่าดำเนินการ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโครงสร้าง Landed Cost การเลือกฟอร์เวิร์ดเดอร์จากใครเสนอค่าระวางต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียว อาจทำให้เข้าใจผิดได้ ฟอร์เวิร์ดเดอร์ที่เสนอค่าระวางสูงกว่าเล็กน้อย แต่แม่นยำกว่าเรื่องการจำแนกอากร หรือจับปัญหาเอกสารที่มิฉะนั้นจะทำให้เกิดค่าเก็บรักษาที่ไม่ได้วางแผนไว้ อาจทำให้ Landed Cost ที่แท้จริงต่ำกว่าฟอร์เวิร์ดเดอร์ที่เสนอค่าระวางถูกกว่าแต่ปล่อยให้ชั้นอื่น ๆ เป็นไปตามยถากรรม

การสอบถามฟอร์เวิร์ดเดอร์ที่กำลังพิจารณาว่าช่วยสนับสนุนการคำนวณ Landed Cost อย่างไร เช่น สามารถยืนยันการจำแนกรหัส HS Code ได้หรือไม่ ใบเสนอราคาแยกแต่ละชั้นชัดเจนหรือรวมเป็นตัวเลขเดียว และระบุหรือไม่ว่ารายการใดเป็นราคาที่แน่นอนกับรายการใดยังเป็นประมาณการ บอกอะไรเกี่ยวกับคุณค่าที่ฟอร์เวิร์ดเดอร์นั้นมอบให้ได้มากกว่าอัตราค่าระวางที่เป็นตัวเลขเด่นเพียงอย่างเดียว

Landed Cost ปริมาณคำสั่งซื้อ และการตัดสินใจ FCL/LCL

ปริมาณคำสั่งซื้อมีผลต่อ Landed Cost ในรูปแบบที่ไม่ตรงกับสัญชาตญาณเสมอไป คำสั่งซื้อขนาดใหญ่ที่เติมเต็มหรือเกือบเต็มตู้คอนเทนเนอร์ สามารถกระจายค่าใช้จ่ายคงที่ เช่น ค่าตัวแทนออกของ ค่าเอกสาร ค่าระวางขั้นต่ำ ไปยังจำนวนหน่วยที่มากพอจนทำให้ Landed Cost ต่อหน่วยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ต้นทุนรวมทั้งล็อตจะสูงกว่า ในขณะที่คำสั่งซื้อขนาดเล็กที่ขนส่งแบบแชร์ตู้ร่วมกับสินค้าอื่น จะแบกรับค่าใช้จ่ายคงที่เหล่านั้นต่อหน่วยในสัดส่วนที่มากกว่า เพราะมีจำนวนหน่วยน้อยกว่าที่จะกระจายออกไป

นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่การตัดสินใจ FCL/LCL แท้จริงแล้วเป็นการตัดสินใจเรื่อง Landed Cost พอ ๆ กับการตัดสินใจด้านโลจิสติกส์ ทางเลือกไม่ได้อยู่แค่ว่าจะขนส่งด้วยโหมดใด แต่อยู่ที่ว่าโหมดใดให้ต้นทุนต่อหน่วยที่แท้จริงต่ำกว่า เมื่อพิจารณาทุกชั้น ไม่ใช่แค่รายการค่าระวางเพียงอย่างเดียว ตารางคำนวณ Landed Cost ที่สามารถรันซ้ำได้ที่ปริมาณคำสั่งซื้อสองสามระดับ ช่วยให้เห็นการแลกเปลี่ยนนี้ก่อนที่จะวางใบสั่งซื้อจริง แทนที่จะเห็นภายหลัง

Landed Cost แท้จริงแล้วเป็นวินัยมากกว่าสูตรคำนวณ ตัวสูตรเองเรียบง่าย แต่การนำไปใช้อย่างสม่ำเสมอ การอ้างอิงตัวเลขแต่ละตัวจากเอกสารจริงแทนการสมมติ และการคำนวณใหม่ทุกครั้งที่รายละเอียดของสินค้าล็อตนั้นเปลี่ยนไป คือสิ่งที่ทำให้มันมีประโยชน์จริง ธุรกิจที่มอง Landed Cost เป็นการคำนวณครั้งเดียวสำหรับสินค้าล็อตหนึ่ง จะได้แค่ภาพนิ่งภาพเดียว ส่วนธุรกิจที่มองมันเป็นตารางที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ จะได้เครื่องมือที่นำไปใช้กับการตัดสินใจจัดหาสินค้า การทบทวนราคา และการเปรียบเทียบฟอร์เวิร์ดเดอร์ได้ทุกครั้งต่อจากนี้

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เปรียบเทียบซัพพลายเออร์จากราคาต่อหน่วยเพียงอย่างเดียว โดยไม่รวมความแตกต่างของค่าระวางและอากร
  • ลืมรวมค่าดำเนินการและค่าธรรมเนียมตัวแทนออกของ ซึ่งอาจเป็นสัดส่วนที่มีนัยสำคัญของต้นทุนรวมสำหรับสินค้าล็อตเล็ก
  • ใช้อัตราอากรที่ล้าสมัยหรือสมมติขึ้นเอง แทนการตรวจสอบอัตราปัจจุบันสำหรับรหัส HS Code ที่ถูกต้อง
  • ตั้งราคาจากยอดรวม Landed Cost ทั้งล็อต แทนที่จะเป็นตัวเลขต่อหน่วย ซึ่งบิดเบือนกำไรระหว่างคำสั่งซื้อที่มีขนาดต่างกัน
  • นำตัวเลข Landed Cost จากล็อตก่อนหน้ามาใช้ซ้ำ โดยไม่ตรวจสอบว่าค่าระวางหรืออัตราอากรเปลี่ยนแปลงไปแล้วหรือไม่

สิ่งที่ควรเตรียม

  • ใบแจ้งหนี้จากซัพพลายเออร์ที่แสดงต้นทุนสินค้าและ Incoterm ที่ตกลงกัน
  • ใบเสนอราคาค่าระวางที่ระบุขอบเขตชัดเจนพอจะบอกได้ว่าครอบคลุมช่วงใดและมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมใดบ้าง
  • รหัส HS Code ที่ถูกต้องของสินค้า เพื่อยืนยันอัตราอากรที่ใช้จริง แทนการสมมติขึ้นเอง
  • ใบเสนอราคาหรือใบรับรองประกันภัย หากมีการซื้อประกันภัยสินค้าสำหรับล็อตนี้

คำถามที่พบบ่อย

Landed Cost เหมือนกับยอดรวมในใบเสนอราคาค่าระวางหรือไม่?

ไม่เหมือนกัน ใบเสนอราคาค่าระวางมักครอบคลุมเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านขนส่งเท่านั้น ส่วน Landed Cost ครอบคลุมกว้างกว่า โดยรวมต้นทุนสินค้า อากร และภาษี เพิ่มเข้าไปจากค่าระวางและค่าดำเนินการ เพื่อให้เห็นภาพต้นทุนรวมทั้งหมด

ต้องคำนวณ Landed Cost ทุกล็อตสินค้าไหม?

มีประโยชน์มากที่สุดเมื่อต้องตั้งราคาสินค้า เปรียบเทียบซัพพลายเออร์ หรือประเมินว่าการตัดสินใจจัดหาสินค้านั้นคุ้มค่าจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ราคาซื้ออย่างเดียวไม่สามารถให้ภาพที่แม่นยำได้

ตัวแปรที่มีผลมากที่สุดในการคำนวณ Landed Cost คืออะไร?

อากรมักเป็นตัวแปรที่มีผลมากที่สุด เพราะอัตราที่ใช้ขึ้นอยู่กับการจำแนกรหัส HS Code ของสินค้า ซึ่งอาจแตกต่างกันมากระหว่างประเภทสินค้า

ควรใช้ Landed Cost ระดับทั้งล็อตหรือระดับต่อหน่วยในการตั้งราคาขาย?

ควรใช้ Landed Cost ต่อหน่วย ยอดรวมทั้งล็อตมีประโยชน์สำหรับการวางงบประมาณ แต่การตัดสินใจตั้งราคาและคำนวณกำไรควรอิงจากยอดรวมหารด้วยจำนวนหน่วย เพราะเป็นตัวเลขที่เปรียบเทียบกันได้ระหว่างคำสั่งซื้อที่มีขนาดต่างกัน

คำสั่งซื้อที่ใหญ่กว่าจะได้ Landed Cost ต่อหน่วยต่ำกว่าเสมอไปหรือไม่?

โดยทั่วไปใช่ แต่ไม่เสมอไป คำสั่งซื้อที่ใหญ่กว่ากระจายค่าใช้จ่ายคงที่ เช่น ค่าตัวแทนออกของและค่าระวางขั้นต่ำ ไปยังจำนวนหน่วยที่มากกว่า ซึ่งมักทำให้ตัวเลขต่อหน่วยลดลง แต่ควรยืนยันด้วยตารางคำนวณจริง แทนการสมมติ เพราะโครงสร้างราคาค่าระวางแตกต่างกันไป

Incoterm มีผลต่อการคำนวณ Landed Cost อย่างไร?

Incoterm กำหนดว่าชั้นใดรวมอยู่ในราคาของซัพพลายเออร์แล้ว และชั้นใดที่ผู้ซื้อต้องบวกเพิ่มเอง ราคาแบบ ex-works ต้องบวกเพิ่มแทบทุกชั้น ในขณะที่ราคาแบบ delivered-duty-paid ได้รวมส่วนใหญ่ไว้แล้ว

จะดูรายละเอียดแยกแต่ละหมวดค่าใช้จ่ายได้ที่ไหน?

ดูรายละเอียดของค่าระวาง ประกันภัย อากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าธรรมเนียมตัวแทนออกของ และค่าดำเนินการ ได้ที่บทความ "ค่าใช้จ่ายนำเข้าสินค้ามีอะไรบ้าง" ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่รวมกันเป็น Landed Cost

Freight Forwarder ประเทศไทย

พร้อมวางแผนการขนส่งครั้งถัดไปหรือยัง?

โทรLINEขอใบเสนอราคา