Chargeable Weight คืออะไร
อธิบาย Chargeable Weight คือค่าที่มากกว่าระหว่างน้ำหนักจริงกับน้ำหนักตามปริมาตร และใช้คิดค่าระวางขนส่งอย่างไร
สารบัญเนื้อหา
- 01วิธีการทำงาน
- 02กฎการปัดเศษของทางอากาศ
- 03ตัวอย่างการคำนวณ
- 04Chargeable Weight ในทางเรือ มีแนวคิดคล้ายกันไหม
- 05เหตุใดผู้ขนส่งจึงใช้วิธีนี้
- 06สิ่งที่ควรตรวจสอบในใบเสนอราคาทางอากาศเกี่ยวกับ Chargeable Weight
- 07กรณีทั่วไป: สินค้าแบบไหนถูกคิดตามน้ำหนักปริมาตร สินค้าแบบไหนถูกคิดตามน้ำหนักจริง
- 08ลด Chargeable Weight ด้วยการจัดบรรจุภัณฑ์
- 09Chargeable Weight กับสินค้าหลายชิ้น
- 10ตัวอย่างที่สอง: กรณีน้ำหนักจริงเป็นตัวกำหนด
- 11Chargeable Weight ปรากฏอยู่ในเอกสารขนส่งจุดไหนบ้าง
- 12Chargeable Weight, Volumetric Weight และ CBM บนใบแจ้งหนี้เดียวกัน
- 13ตัวหารเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่
- 14สรุปย่อ
คำตอบโดยสรุป
Chargeable weight คือน้ำหนักที่ใช้คำนวณค่าระวางขนส่ง โดยเปรียบเทียบระหว่างน้ำหนักจริงของสินค้ากับน้ำหนักตามปริมาตร (volumetric weight) แล้วเรียกเก็บตามค่าที่มากกว่า หากน้ำหนักจริงของสินค้ามากกว่าน้ำหนักตามปริมาตร ผู้ขนส่งจะคิดค่าระวางตามน้ำหนักจริง แต่หากน้ำหนักตามปริมาตรมากกว่า (เช่น สินค้าที่มีขนาดใหญ่แต่น้ำหนักเบา) ผู้ขนส่งจะคิดตามน้ำหนักตามปริมาตรแทน และสำหรับทางอากาศ ผลลัพธ์มักปัดเศษขึ้นเป็น 0.5 กก. ที่ใกล้ที่สุด วิธีนี้เกี่ยวข้องใกล้ชิดที่สุดกับการขนส่งทางอากาศ เพราะพื้นที่ระวางสินค้าบนเครื่องบินถูกจำกัดทั้งด้านปริมาตรและน้ำหนัก ส่วน LCL ทางเรือมีตรรกะคล้ายกันคือ weight or measure (W/M) แต่ใช้อัตราส่วนปริมาตรต่อน้ำหนักคนละแบบ คือ 1 CBM ≈ 1,000 กก. แทนที่จะเป็นประมาณ 1 CBM ≈ 167 กก. ของทางอากาศ จึงห้ามคำนวณทั้งสองแบบเหมือนกัน
สรุปประเด็นสำคัญ
- Chargeable weight = ค่าที่มากกว่าระหว่างน้ำหนักจริงและน้ำหนักตามปริมาตร
- สำหรับทางอากาศ ตัวเลขมักปัดเศษขึ้นเป็น 0.5 กก. ที่ใกล้ที่สุด
- Chargeable weight ไม่มีทางต่ำกว่าน้ำหนักจริง จะเท่ากับหรือมากกว่าเท่านั้น
- ทางเรือ LCL มีแนวคิดคล้ายกันคือ weight or measure (W/M) แต่ใช้อัตราส่วนคนละแบบ คือ 1 CBM ≈ 1,000 กก. ไม่ใช่อัตราส่วนของทางอากาศ
- สินค้าที่มีขนาดใหญ่แต่น้ำหนักเบา มักถูกคิดค่าระวางตามน้ำหนักปริมาตรแทนน้ำหนักจริง
- การเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ที่ทำให้ขนาดสินค้าเปลี่ยนไป จะเปลี่ยน chargeable weight ด้วย ควรคำนวณใหม่ ไม่ใช่ใช้ค่าเดิม
Chargeable weight เป็นแนวคิดหลักในการคิดราคาขนส่งสินค้า โดยเฉพาะสำหรับ air freight แทนที่จะชั่งน้ำหนักสินค้าแล้วคิดราคาตามตัวเลขนั้นตรง ๆ ผู้ขนส่งจะเปรียบเทียบน้ำหนักจริงของสินค้ากับน้ำหนักตามปริมาตรที่คำนวณได้ แล้วใช้ค่าที่สูงกว่าเป็นฐานในการคิดค่าระวาง วิธีนี้ช่วยให้ผู้ขนส่งได้รับค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรมสำหรับสินค้าที่ใช้พื้นที่มาก ไม่ใช่แค่สินค้าที่หนักเท่านั้น สินค้าหมอนน้ำหนักเบาหนึ่งล็อตกับสินค้าชิ้นส่วนเครื่องจักรที่หนักกว่ามากอีกล็อตหนึ่ง อาจใช้พื้นที่ระวางเครื่องบินอันมีค่าเท่ากัน chargeable weight คือกลไกที่นำเรื่องนี้มาคำนวณด้วย สำหรับผู้ส่งสินค้า ผลในทางปฏิบัติคือไม่สามารถประเมินค่าระวางทางอากาศจากน้ำหนักที่ชั่งได้อย่างเดียวได้อย่างน่าเชื่อถือ ขนาดสินค้าก็สำคัญไม่แพ้กัน และการข้ามครึ่งหนึ่งของการคำนวณนี้ไปเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้ใบแจ้งหนี้ค่าระวางทางอากาศจริงสูงกว่าที่คาดไว้
สรุปประเด็นสำคัญ
Chargeable weight = ค่าที่มากกว่าระหว่างน้ำหนักจริงและน้ำหนักตามปริมาตร
สำหรับทางอากาศ ผลลัพธ์มักปัดเศษขึ้นเป็น 0.5 กก. ที่ใกล้ที่สุด
Chargeable weight ไม่มีทางต่ำกว่าน้ำหนักจริง
ทางเรือแบบ LCL มีแนวคิดคล้ายกันคือ weight or measure (W/M) แต่ใช้อัตราส่วนคนละแบบ (1 CBM ≈ 1,000 กก.) ไม่ใช่ตัวหารของทางอากาศ
สินค้าที่มีขนาดใหญ่แต่น้ำหนักเบา มักถูกคิดค่าระวางตามน้ำหนักปริมาตรแทนน้ำหนักจริง
วิธีการทำงาน
การคำนวณ chargeable weight มี 3 ขั้นตอน คือ วัดน้ำหนักจริงของสินค้า (น้ำหนักที่ชั่งได้บนตาชั่ง รวมบรรจุภัณฑ์ทั้งหมด) คำนวณน้ำหนักตามปริมาตร จากความยาว กว้าง และสูงของสินค้า (ดูสูตรเต็มรูปแบบได้ที่บทความ "Volumetric Weight คืออะไร") แล้วนำค่าที่มากกว่าระหว่างสองค่ามาใช้ นั่นคือ chargeable weight ที่ใช้คิดราคาสินค้า เพราะการคำนวณใช้ค่าที่มากกว่าเสมอ chargeable weight จึงไม่มีทางน้อยกว่าน้ำหนักจริง จะเท่ากับหรือมากกว่าเท่านั้น นี่เป็นวิธีตรวจสอบความสมเหตุสมผลที่มีประโยชน์สำหรับตัวเลข chargeable weight ใด ๆ หากใบเสนอราคาระบุ chargeable weight ต่ำกว่าน้ำหนักจริงที่รู้อยู่แล้วของสินค้า แสดงว่ามีบางอย่างผิดพลาดในการคำนวณ
ใช้น้ำหนักไหนคิดราคา?
คำนวณน้ำหนักจริงและน้ำหนักตามปริมาตร
น้ำหนักจริง ≥ น้ำหนักตามปริมาตร หรือไม่?
ใช่ → chargeable weight = น้ำหนักจริง
สินค้าหนาแน่น น้ำหนักเป็นตัวจำกัด
ไม่ใช่ → chargeable weight = น้ำหนักตามปริมาตร
สินค้าเทอะทะ พื้นที่เป็นตัวจำกัด
ปัดเศษขึ้นเป็น 0.5 กก. ที่ใกล้ที่สุด
กฎการปัดเศษของทางอากาศ
เมื่อได้ค่าที่มากกว่าระหว่างน้ำหนักจริงกับน้ำหนักตามปริมาตรแล้ว ธรรมเนียมของ air freight คือปัดเศษตัวเลขนั้นขึ้นเป็น 0.5 กก. ที่ใกล้ที่สุดก่อนนำไปใช้คิดราคา เช่น ผลลัพธ์ 18.1 กก. จะกลายเป็น 18.5 กก. ส่วนผลลัพธ์ที่เท่ากับ 20.0 กก. พอดีจะคงเดิมไว้ที่ 20.0 กก. เพราะอยู่บนตัวเลขที่หารด้วย 0.5 ลงตัวอยู่แล้ว ขั้นตอนการปัดเศษนี้มักถูกมองข้ามเมื่อประเมินต้นทุนด้วยมือ เพราะปัดขึ้นเสมอ ไม่เคยปัดลง และผลกระทบต่อสินค้าล็อตเดียวมีขนาดเล็กแต่สม่ำเสมอ เป็นรายละเอียดที่ควรยืนยันกับสายการบินหรือฟอร์เวิร์ดเดอร์เฉพาะราย เพราะแม้จะเป็นธรรมเนียมที่ใช้กันเกือบทั่วไปในการขนส่งสินค้าทางอากาศ แต่ขั้นการปัดเศษที่แน่นอนอาจแตกต่างกันไปบ้างในบางสายการบิน
ตัวอย่างการคำนวณ
สมมติสินค้าล็อตหนึ่งมี 4 ลังขนาดเท่ากัน แต่ละลังขนาด 55ซม. x 45ซม. x 40ซม. น้ำหนักจริงรวม 62 กก. น้ำหนักตามปริมาตรต่อลัง: (55 x 45 x 40) ÷ 6000 = 99,000 ÷ 6000 = 16.5 กก. น้ำหนักตามปริมาตรรวมของ 4 ลัง: 16.5 x 4 = 66 กก. เมื่อเปรียบเทียบสองค่ารวม น้ำหนักจริง 62 กก. กับน้ำหนักตามปริมาตร 66 กก. ค่าน้ำหนักตามปริมาตรสูงกว่า chargeable weight จึงเท่ากับ 66 กก. ซึ่งอยู่บนตัวเลขที่หารด้วย 0.5 ลงตัวอยู่แล้วจึงไม่ต้องปัดเศษเพิ่ม หากลัง 4 ใบเดียวกันนี้มีน้ำหนักจริงรวม 74 กก. แทน น้ำหนักจริงจะสูงกว่าค่าน้ำหนักตามปริมาตร 66 กก. และ chargeable weight จะเท่ากับ 74 กก. แทน ตัวเลขเหล่านี้ใช้เพื่อการอธิบายเท่านั้น ไม่ใช่การคำนวณอัตราค่าระวางจริง
น้ำหนักจริงเทียบกับน้ำหนักตามปริมาตรในตัวอย่างการคำนวณ
น้ำหนักจริง
62 กก.
น้ำหนักตามปริมาตร (ใช้คิดราคา)
66 กก.
จากตัวอย่างการคำนวณด้านบน: ลัง 4 ใบ ขนาด 55 x 45 x 40 ซม. น้ำหนักจริงรวม 62 กก. น้ำหนักตามปริมาตร = (55 x 45 x 40) / 6000 x 4 ลัง = 66 กก. เป็นตัวเลขตัวอย่างเท่านั้น ไม่ใช่การคำนวณอัตราค่าระวางจริง
Chargeable Weight ในทางเรือ มีแนวคิดคล้ายกันไหม
คำว่า "chargeable weight" ในความหมายเฉพาะของทางอากาศ คือตัวเลขน้ำหนักหน่วยกิโลกรัม ปัดเศษเป็น 0.5 กก. มักไม่ใช่วิธีที่ใช้อธิบายการขนส่งทางเรือ แต่ตรรกะพื้นฐานมีแนวคิดคล้ายกันโดยตรงในการคิดราคา LCL ทางเรือ คือ weight or measure (W/M) ซึ่งใช้ค่าที่มากกว่าระหว่างปริมาตรรวมของสินค้า (เป็น CBM) กับน้ำหนักรวม (แปลงเป็นตัน) เป็นตัวเลขที่ใช้คิดราคา ความแตกต่างสำคัญคืออัตราส่วนที่ใช้เทียบปริมาตรกับน้ำหนัก ตัวหารน้ำหนักตามปริมาตรของทางอากาศที่ 6000 คิดออกมาได้ประมาณ 1 CBM เทียบเท่า 167 กก. ในขณะที่การเทียบแบบ W/M ของทางเรือใช้ประมาณ 1 CBM เทียบเท่า 1,000 กก. ตัวเลขทั้งสองนี้ไม่ใช่การเขียนตัวเลขเดียวกันคนละแบบ แต่ต่างกันถึงหกเท่า ดังนั้นผู้ส่งสินค้าที่คำนวณน้ำหนักตามปริมาตรแบบทางอากาศแล้วนำไปใช้กับใบเสนอราคาทางเรือ จะได้ตัวเลขที่ผิดพลาดอย่างมาก รายละเอียดเต็มรูปแบบของฝั่งทางเรือดูได้ในบทความ "CBM คืออะไร"
สูตรคำนวณ Chargeable Weight
Chargeable weight = MAX(Actual weight, Volumetric weight), rounded up to next 0.5 kg
- น้ำหนักจริง
- น้ำหนักที่ชั่งได้จริง รวมบรรจุภัณฑ์
- น้ำหนักตามปริมาตร
- (L x W x H เป็นซม.) ÷ 6000
- การปัดเศษ
- โดยทั่วไปปัดขึ้น เช่น 20.1 กก. → 20.5 กก.
เหตุใดผู้ขนส่งจึงใช้วิธีนี้
พื้นที่ระวางเครื่องบินมีข้อจำกัดสองมิติจริง ๆ คือมีความจุน้ำหนักสูงสุดและความจุปริมาตรสูงสุด และค่าใดค่าหนึ่งอาจเต็มก่อนขึ้นอยู่กับสิ่งที่บรรทุก หากผู้ขนส่งคิดราคาตามน้ำหนักล้วน ๆ สินค้าที่ดูเบาแต่เทอะทะ เช่น ผลิตภัณฑ์โฟม สินค้าเป่าลม เสื้อผ้าแขวนไม้แขวน หรือวัสดุบรรจุภัณฑ์ อาจใช้พื้นที่ระวางที่มีอยู่จำนวนมาก ทั้งที่สร้างรายได้น้อยมากเมื่อเทียบกับพื้นที่ที่ใช้ chargeable weight ช่วยปิดช่องว่างนี้ ด้วยการคิดราคาสินค้าที่ใช้พื้นที่มากให้สอดคล้องกับพื้นที่ที่ใช้จริง ไม่ใช่แค่มวลที่เพิ่มให้เครื่องบินเท่านั้น
สิ่งที่ควรตรวจสอบในใบเสนอราคาทางอากาศเกี่ยวกับ Chargeable Weight
ก่อนรับตัวเลข chargeable weight ในใบเสนอราคา ควรตรวจสอบสองสามจุด
- ตรวจสอบทั้งน้ำหนักจริงและน้ำหนักตามปริมาตรที่ใช้เปรียบเทียบ ไม่ใช่แค่ตัวเลข chargeable weight สุดท้าย เพื่อให้เห็นว่าค่าใดเป็นตัวกำหนดราคา
- ตรวจสอบตัวหารที่ใช้คำนวณน้ำหนักตามปริมาตร โดยทั่วไปคือ 6000 แต่ควรสอบถามโดยตรงแทนที่จะสันนิษฐานเอง
- ตรวจสอบว่าตัวเลขที่เสนอมาปัดเศษแล้วหรือยัง และปัดเป็นหน่วยเท่าไหร่
- หากสินค้ามีหลายชิ้น ตรวจสอบว่า chargeable weight คำนวณแยกต่อชิ้นแล้วรวมกัน หรือคำนวณจากขนาดและน้ำหนักรวมของทั้งชิปเมนต์ เพราะสองวิธีนี้อาจให้ผลลัพธ์ต่างกันสำหรับสินค้าที่มีขนาดไม่สม่ำเสมอ
กรณีทั่วไป: สินค้าแบบไหนถูกคิดตามน้ำหนักปริมาตร สินค้าแบบไหนถูกคิดตามน้ำหนักจริง
สินค้าหนาแน่นและกระชับ เช่น ชิ้นส่วนโลหะ ส่วนประกอบเครื่องจักร ของเหลวในภาชนะแข็ง หรือสินค้าที่จัดพาเลทแน่น มักมีน้ำหนักจริงมากกว่าน้ำหนักตามปริมาตร จึงถูกคิดราคาตามน้ำหนักจริง ส่วนสินค้าเทอะทะแต่เบา เช่น สิ่งทอ เสื้อผ้าแขวนไม้แขวน ผลิตภัณฑ์โฟมหรือพลาสติก เฟอร์นิเจอร์ที่มีพื้นที่อากาศภายในมาก หรือแม้แต่วัสดุบรรจุภัณฑ์เอง มักมีน้ำหนักตามปริมาตรมากกว่าน้ำหนักจริง จึงถูกคิดราคาตามค่าปริมาตรแทน สินค้าที่อยู่ใกล้จุดตัดระหว่างสองแบบนี้ควรตรวจสอบซ้ำอย่างละเอียด เพราะการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์หรือขนาดกล่องเพียงเล็กน้อยอาจทำให้ค่าที่ใช้คิดราคาสลับกันได้
ตรรกะ Chargeable Weight: ทางอากาศ vs ทางเรือ LCL
ทางอากาศ
- หน่วยคิดราคา: กิโลกรัม
- เทียบน้ำหนักจริงกับน้ำหนักตามปริมาตร (หาร 6000)
- ผลลัพธ์มักปัดเศษขึ้นเป็น 0.5 กก. ที่ใกล้ที่สุด
ทางเรือ (LCL)
- หน่วยคิดราคา: ลูกบาศก์เมตรหรือตัน (W/M)
- เทียบ CBM รวมกับน้ำหนักรวมเป็นตัน (1 CBM ≈ 1,000 กก.)
- วิธีปัดเศษต่างกันไปตามฟอร์เวิร์ดเดอร์ ไม่ได้มีขั้นตอนปัดเศษ 0.5 แบบเดียวทั่วไป
ลด Chargeable Weight ด้วยการจัดบรรจุภัณฑ์
สำหรับสินค้าที่ปัจจุบันถูกคิดราคาตามน้ำหนักตามปริมาตรแทนน้ำหนักจริง การจัดบรรจุภัณฑ์ให้กระชับหรือมีประสิทธิภาพมากขึ้นสามารถลดต้นทุนได้จริง เพราะช่วยลดขนาดที่ใช้เป็นฐานคำนวณน้ำหนักตามปริมาตร การเลือกขนาดลังให้พอดีกับสินค้าแทนที่จะใช้กล่องมาตรฐานที่มีพื้นที่ว่างภายในมากเกินไป การอัดหรือทำให้สินค้าแบนลงหากลักษณะสินค้าเอื้ออำนวย และการหลีกเลี่ยงบรรจุภัณฑ์ป้องกันที่เทอะทะเกินความจำเป็น ล้วนช่วยลดช่องว่างระหว่างน้ำหนักตามปริมาตรกับน้ำหนักจริงได้ วิธีนี้ช่วยได้เฉพาะสินค้าที่ปัจจุบันถูกกำหนดราคาโดยน้ำหนักตามปริมาตรเท่านั้น สำหรับสินค้าที่ถูกคิดราคาตามน้ำหนักจริงอยู่แล้ว การเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ได้ลดมวลจะไม่เปลี่ยนผลลัพธ์ของ chargeable weight
Chargeable Weight กับสินค้าหลายชิ้น
สินค้าที่มีหลายชิ้นขนาดต่างกันต้องระมัดระวังวิธีคำนวณ chargeable weight เพราะวิธีที่ดูสมเหตุสมผลสองแบบอาจให้คำตอบต่างกัน วิธีที่แม่นยำกว่าคือคำนวณน้ำหนักตามปริมาตรของแต่ละชิ้น รวมน้ำหนักตามปริมาตรของทุกชิ้นเข้าด้วยกัน รวมน้ำหนักจริงของทุกชิ้นเข้าด้วยกัน แล้วจึงเปรียบเทียบสองผลรวมนี้ ส่วนทางลัดที่บางครั้งใช้กัน คือเทียบเฉพาะน้ำหนักตามปริมาตรของชิ้นที่ใหญ่ที่สุดชิ้นเดียวกับน้ำหนักจริงรวมทั้งชิปเมนต์ อาจประเมินน้ำหนักตามปริมาตรที่แท้จริงต่ำเกินไป เมื่อสินค้าล็อตนั้นมีหลายชิ้นขนาดกลางที่เทอะทะ แทนที่จะมีชิ้นใหญ่เด่นชิ้นเดียว เมื่อกำลังขอใบเสนอราคาสำหรับสินค้าหลายชิ้น ควรสอบถามให้ชัดเจนว่าสายการบินหรือฟอร์เวิร์ดเดอร์ใช้วิธีใดในสองแบบนี้
ตัวอย่างที่สอง: กรณีน้ำหนักจริงเป็นตัวกำหนด
สินค้าหนาแน่นให้ผลตรงข้ามกับตัวอย่างลังเทอะทะก่อนหน้า สมมติสินค้าล็อตหนึ่งเป็นพาเลทชิ้นส่วนเครื่องจักรบรรจุแล้ว ขนาด 100ซม. x 100ซม. x 90ซม. น้ำหนักจริง 310 กก. น้ำหนักตามปริมาตร: (100 x 100 x 90) ÷ 6000 = 900,000 ÷ 6000 = 150 กก. เมื่อเปรียบเทียบสองค่า น้ำหนักจริง 310 กก. กับน้ำหนักตามปริมาตร 150 กก. น้ำหนักจริงมากกว่าอย่างชัดเจน chargeable weight จึงเท่ากับ 310 กก. และการคำนวณน้ำหนักตามปริมาตรไม่มีผลต่อราคาเลยในกรณีนี้ นี่คือผลลัพธ์ปกติของสินค้าหนาแน่นและกระชับ การเปรียบเทียบน้ำหนักตามปริมาตรยังคงต้องคำนวณตามขั้นตอนมาตรฐาน แต่สำหรับสินค้าแบบนี้ผลลัพธ์เพียงยืนยันว่าน้ำหนักจริงเป็นตัวจำกัดอยู่แล้วตั้งแต่ต้น (ตัวเลขในตัวอย่างนี้เป็นเพียงตัวอย่างสมมติ)
Chargeable Weight ปรากฏอยู่ในเอกสารขนส่งจุดไหนบ้าง
Air waybill (AWB) มักระบุน้ำหนักจริงและ chargeable weight เป็นคนละช่องข้อมูล และการที่สองค่านี้ไม่เท่ากันเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ข้อผิดพลาด เพราะเป็นรายละเอียดที่บอกได้ทันทีว่าสินค้าล็อตนั้นถูกกำหนดราคาด้วยน้ำหนักหรือด้วยปริมาตร เมื่อใบเสนอราคาถูกแปลงเป็นการจองจริง ตัวเลข chargeable weight ที่ตกลงกันไว้ตอนขอใบเสนอราคาควรตรงกับที่ปรากฏบน AWB หากการวัดที่สนามบินหรือคลังของฟอร์เวิร์ดเดอร์ต่างจากที่แจ้งไว้เดิมอย่างมีนัยสำคัญ AWB มักถูกปรับให้ตรงกับตัวเลขที่ตรวจสอบแล้ว และใบแจ้งหนี้สุดท้ายจะอิงตามตัวเลขที่ปรับใหม่นี้ ไม่ใช่ตัวเลขประมาณการเดิม การแจ้งขนาดและน้ำหนักให้ถูกต้องแม่นยำที่สุดก่อนสินค้าจะถูกรับไป เป็นวิธีที่เชื่อถือได้ที่สุดในการหลีกเลี่ยงการปรับตัวเลขแบบนี้ที่อาจกลายเป็นเรื่องน่าประหลาดใจบนใบแจ้งหนี้
Chargeable Weight, Volumetric Weight และ CBM บนใบแจ้งหนี้เดียวกัน
ใบแจ้งหนี้ทางอากาศใบเดียวอาจแสดงตัวเลขที่เกี่ยวข้องกันแต่แยกจากกันสามค่า คือ น้ำหนักจริง (แสดงไว้เพื่ออ้างอิง) น้ำหนักตามปริมาตร (ค่าที่ใช้คำนวณระหว่างทาง) และ chargeable weight (ตัวเลขที่ใช้คิดเงินจริง) โดยทั่วไป CBM จะไม่ปรากฏบนใบแจ้งหนี้ทางอากาศเลย เพราะทางอากาศเป็นระบบที่ยึดหน่วยน้ำหนักตั้งแต่ต้นจนจบ น้ำหนักตามปริมาตรจึงเป็นเพียงขั้นตอนกลางที่นำไปสู่ chargeable weight หน่วยกิโลกรัมเท่านั้น ไม่ได้ปล่อยไว้เป็นตัวเลขปริมาตรเดี่ยว ๆ แบบที่ใช้ในทางเรือ หากมีตัวเลข CBM ปรากฏในเอกสารของสินค้าที่ส่งทางอากาศจริง ควรสอบถามโดยตรงว่านำไปใช้ทำอะไร เพราะไม่ใช่ฐานที่ใช้คิดราคาสำหรับโหมดขนส่งนี้
ตัวหารเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่
แม้ 6000 จะเป็นตัวหารมาตรฐานที่ใช้กันทั่วไปในอุตสาหกรรมสำหรับสินค้าทั่วไปทางอากาศ แต่ผู้ให้บริการเคอรี่เออร์และพัสดุด่วนบางรายใช้ตัวหารที่ต่ำกว่า มักเป็น 5000 สำหรับสินค้าระดับพัสดุ ตัวหารที่ต่ำกว่าจะให้ผลน้ำหนักตามปริมาตรที่สูงกว่าสำหรับขนาดจริงเท่าเดิม ซึ่งเพิ่มโอกาสที่น้ำหนักตามปริมาตร ไม่ใช่น้ำหนักจริง จะกลายเป็นตัวเลขที่ใช้คิดราคา นี่ไม่ใช่กฎที่ใช้ทั่วไปทุกที่ แต่แตกต่างกันไปตามผู้ให้บริการและระดับบริการ จึงควรยืนยันตัวหารที่ใช้จริงโดยตรงเสมอ แทนที่จะสันนิษฐานเอง โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบใบเสนอราคาจากฟอร์เวิร์ดเดอร์สินค้าทางอากาศแบบดั้งเดิมกับบริการเคอรี่เออร์หรือพัสดุด่วนสำหรับสินค้าที่ดูเหมือนจะเป็นล็อตเดียวกัน เพราะทั้งสองแบบอาจให้ chargeable weight ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดสำหรับขนาดที่เท่ากัน
สรุปย่อ
รายการสั้น ๆ ที่ควรจำเมื่อทำงานกับ chargeable weight
- สูตร: chargeable weight = ค่าที่มากกว่าระหว่างน้ำหนักจริงกับน้ำหนักตามปริมาตร ปัดเศษขึ้นเป็น 0.5 กก. สำหรับทางอากาศ
- น้ำหนักตามปริมาตร (ทางอากาศ) = (L x W x H เป็นซม.) ÷ 6000
- LCL ทางเรือมีตรรกะ W/M คล้ายกัน แต่ใช้ 1 CBM ≈ 1,000 กก. ไม่ใช่อัตราส่วนของทางอากาศ
- สินค้าหลายชิ้นควรคำนวณแยกต่อชิ้นแล้วรวมกัน ไม่ใช่ประเมินจากชิ้นที่ใหญ่ที่สุดเพียงชิ้นเดียว
- การเปลี่ยนขนาดบรรจุภัณฑ์ควรทำให้คำนวณใหม่เสมอ ไม่ใช่สันนิษฐานว่าตัวเลขเดิมยังใช้ได้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ประเมินต้นทุนขนส่งจากน้ำหนักจริงเพียงอย่างเดียว โดยไม่นับรวมน้ำหนักตามปริมาตร
- นำตรรกะ chargeable weight ของทางอากาศไปใช้กับใบเสนอราคา LCL ทางเรือโดยตรง โดยไม่เปลี่ยนไปใช้อัตราส่วน W/M
- ไม่ตรวจสอบ chargeable weight ใหม่หลังจากเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์หรือขนาดกล่อง
- สำหรับสินค้าหลายชิ้น เทียบเฉพาะน้ำหนักตามปริมาตรของชิ้นที่ใหญ่ที่สุด แทนที่จะรวมทุกชิ้น
สิ่งที่ควรเตรียม
- น้ำหนักจริงรวมของสินค้า รวมบรรจุภัณฑ์ จากตาชั่งที่ผ่านการปรับเทียบ
- ความยาว กว้าง สูง ของสินค้าแต่ละชิ้น เพื่อคำนวณน้ำหนักตามปริมาตร
- การยืนยันตัวหารและวิธีปัดเศษที่สายการบินหรือฟอร์เวิร์ดเดอร์รายนั้นใช้จริง
คำถามที่พบบ่อย
chargeable weight เหมือนกับน้ำหนักจริงหรือไม่
ไม่เสมอไป chargeable weight จะเท่ากับน้ำหนักจริงก็ต่อเมื่อน้ำหนักจริงมากกว่าหรือเท่ากับน้ำหนักตามปริมาตร มิฉะนั้น chargeable weight จะถูกกำหนดตามค่าน้ำหนักตามปริมาตรที่สูงกว่า
เหตุใดผู้ขนส่งจึงใช้ chargeable weight แทนที่จะใช้น้ำหนักจริงเพียงอย่างเดียว
เพราะพื้นที่ระวางสินค้า โดยเฉพาะบนเครื่องบิน ถูกจำกัดทั้งด้านปริมาตรและน้ำหนัก สินค้าที่มีขนาดใหญ่แต่น้ำหนักเบายังคงใช้พื้นที่ที่อาจบรรทุกสินค้าอื่นได้มากกว่า chargeable weight จึงนำการใช้พื้นที่นี้มาคำนวณด้วย
สามารถคำนวณ chargeable weight เองก่อนขอใบเสนอราคาได้หรือไม่
ได้ โดยเปรียบเทียบน้ำหนักจริงของสินค้ากับน้ำหนักตามปริมาตร (คำนวณจากขนาดสินค้า) แล้วนำค่าที่มากกว่ามาใช้ จากนั้นปัดเศษขึ้นเป็น 0.5 กก. สำหรับทางอากาศ เครื่องคำนวณ Chargeable Weight สามารถช่วยคำนวณค่านี้สำหรับการวางแผนเบื้องต้นได้
Chargeable weight ปัดขึ้นหรือปัดไปยังค่า 0.5 กก. ที่ใกล้ที่สุด
วิธีที่ใช้กันทั่วไปคือปัดขึ้นเป็น 0.5 กก. ที่ใกล้ที่สุด ไม่มีการปัดลง ดังนั้นผลลัพธ์ที่คำนวณได้ 18.1 กก. จะกลายเป็น 18.5 กก. อย่างไรก็ตามควรยืนยันวิธีที่แน่นอนกับสายการบินหรือฟอร์เวิร์ดเดอร์รายนั้นเสมอ เพราะอาจมีความแตกต่างเล็กน้อยได้
ทางเรือ LCL มีแนวคิดคล้าย chargeable weight หรือไม่
LCL ทางเรือมีตรรกะคล้ายกันคือ weight or measure (W/M) ใช้ค่าที่มากกว่าระหว่าง CBM รวมกับน้ำหนักรวมเป็นตันเป็นตัวเลขที่ใช้คิดราคา แต่ใช้อัตราส่วนปริมาตรต่อน้ำหนักคนละแบบจากทางอากาศ (1 CBM ≈ 1,000 กก. สำหรับทางเรือ เทียบกับประมาณ 1 CBM ≈ 167 กก. สำหรับทางอากาศ) ห้ามนำสองอัตราส่วนนี้มาใช้ปนกัน
สินค้าที่มีหลายชิ้นขนาดต่างกันควรคำนวณ chargeable weight อย่างไร
คำนวณน้ำหนักตามปริมาตรของแต่ละชิ้นแยกกัน รวมน้ำหนักตามปริมาตรของทุกชิ้น รวมน้ำหนักจริงของทุกชิ้น แล้วจึงเปรียบเทียบสองผลรวมนี้ การเทียบเฉพาะชิ้นที่ใหญ่ที่สุดกับน้ำหนักจริงรวมทั้งชิปเมนต์อาจประเมินตัวเลขจริงต่ำเกินไป