Thai Global Freightวิธีคำนวณอากรนำเข้าและ VAT แบบเข้าใจโครงสร้างก่อนขอราคาจริง
อากรนำเข้าและ VAT ในไทยไม่ได้คำนวณจากราคาหน้าใบแจ้งหนี้อย่างเดียว บทความนี้อธิบายโครงสร้างการคำนวณ ตั้งแต่มูลค่า CIF อัตราอากรที่ขึ้นกับพิกัด HS Code ไปจนถึง VAT ที่คิดจากฐานรวมอากร ก่อนไปขอตัวเลขจริงจากตัวแทนออกของ
สารบัญเนื้อหา
คำตอบโดยสรุป
อากรนำเข้าและ VAT ของไทยคำนวณตามลำดับขั้นตอนที่ตายตัว ไม่ใช่การคิดเปอร์เซ็นต์เดียวจากราคาหน้าใบแจ้งหนี้ ขั้นแรกต้องกำหนดมูลค่า CIF ก่อน คือราคาสินค้าบวกค่าระวางระหว่างประเทศและค่าประกันภัยจนถึงท่าเรือหรือสนามบินปลายทางในไทย จากนั้นอากรจะคำนวณจากมูลค่า CIF คูณอัตราที่ผูกกับพิกัด HS Code ของสินค้า ซึ่งเป็นตัวแปรที่มีผลมากที่สุดในการคำนวณทั้งหมด ส่วน VAT จะคำนวณในลำดับถัดไป แต่ไม่ได้คิดจาก CIF เพียงอย่างเดียว โดยคิดจาก CIF บวกอากร (และภาษีสรรพสามิตหากสินค้านั้นต้องเสีย) ดังนั้น VAT จึงถูกคิดจากฐานที่รวมอากรเข้าไปแล้ว ราคาหน้าใบแจ้งหนี้ที่ต่ำลงไม่ได้ทำให้อัตราอากรลดลงเองโดยอัตโนมัติ เพราะอัตราขึ้นกับการจำแนกพิกัด ไม่ใช่ราคา และอาจมีอัตราพิเศษให้ใช้ได้หากสินค้าเข้าเงื่อนไขข้อตกลงการค้าและมีหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าที่ถูกต้อง เนื่องจากอัตราที่แท้จริงขึ้นกับสินค้าและพิกัดเฉพาะและเปลี่ยนแปลงได้ตามเวลา บทความนี้จึงอธิบายเฉพาะโครงสร้าง ควรขออัตราที่ใช้จริงสำหรับสินค้าเฉพาะจากตัวแทนออกของที่มีใบอนุญาตหรือกรมศุลกากรโดยตรง
สรุปประเด็นสำคัญ
- อากรและ VAT คำนวณตามลำดับ คือกำหนดมูลค่า CIF ก่อน แล้วคำนวณอากรจาก CIF จากนั้นคำนวณ VAT จาก CIF บวกอากร ไม่ใช่การคิดเปอร์เซ็นต์เดียวจากราคาหน้าใบแจ้งหนี้
- มูลค่า CIF รวมค่าระวางระหว่างประเทศและค่าประกันภัยด้วย ไม่ใช่แค่ราคาสินค้า ดังนั้น Incoterm ที่เลือกใช้จึงมีผลต่อฐานคำนวณอากร
- การจำแนกพิกัด HS Code เป็นปัจจัยเดียวที่มีผลต่ออัตราอากรมากที่สุด หากจำแนกผิด ตัวเลขทุกขั้นตอนหลังจากนั้นก็จะผิดตามไปด้วย
- VAT คำนวณจากมูลค่าที่รวมอากรแล้ว จึงเท่ากับถูกคิดซ้อนทับอากรอีกชั้นหนึ่ง ไม่ใช่คิดจากราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว
- การใช้อัตราอากรพิเศษภายใต้ข้อตกลงการค้าต้องมีทั้งประเทศแหล่งกำเนิดที่เข้าเงื่อนไขและหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าที่ถูกต้องจึงจะใช้สิทธิ์ได้จริง
- ค่าดำเนินการที่ท่า ค่าธรรมเนียมพิธีการ และค่ารถบรรทุกภายในประเทศ ไม่ได้อยู่ในสูตรคำนวณอากร/VAT เลย แต่ยังคงต้องรวมไว้ในต้นทุนนำเข้าที่แท้จริง
- อัตราอากรและ VAT ที่แท้จริงขึ้นกับพิกัด HS Code และสินค้าเฉพาะ และเปลี่ยนแปลงได้ตามเวลา บทความนี้ครอบคลุมเฉพาะโครงสร้างการคำนวณ ไม่ใช่ตัวเลขปัจจุบัน
ใบเสนอราคาขนส่งอาจดูละเอียดถึงหลักบาทสุดท้าย แต่ยังทิ้งให้ตัวเลขอากรและ VAT ที่แท้จริงเป็นปริศนาอยู่ดี เพราะตัวเลขทั้งสองนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกกำหนดโดยฟอร์เวิร์ดเดอร์เลย แต่ถูกกำหนดโดยสูตรการคำนวณที่ผู้นำเข้าควรเข้าใจให้มากพอที่จะตั้งคำถามได้ถูกจุด ข่าวดีคือโครงสร้างเบื้องหลังการคำนวณนี้ตายตัวและเรียนรู้ได้ แม้ว่าอัตราที่แท้จริงสำหรับสินค้าเฉพาะรายการจะเป็นสิ่งที่มีเพียงตัวแทนออกของหรือกรมศุลกากรเท่านั้นที่ยืนยันได้
บทความนี้จะไล่เรียงโครงสร้างดังกล่าว ตั้งแต่การกำหนดมูลค่าที่ต้องเสียอากร วิธีหาอัตราอากรที่ใช้จริง ไปจนถึงวิธีที่ VAT ถูกคิดซ้อนทับอากรแทนที่จะคำนวณแยกจากกัน บทความนี้ตั้งใจไม่ระบุเปอร์เซ็นต์อากรหรืออัตรา VAT ที่เจาะจง เพราะตัวเลขเหล่านั้นขึ้นกับพิกัด HS Code สินค้าเฉพาะ และเปลี่ยนแปลงได้ตามเวลา การระบุตัวเลขในที่นี้มีความเสี่ยงที่จะผิดสำหรับสินค้าล็อตจริงของผู้อ่าน และแย่กว่านั้นคือผิดอย่างมั่นใจ สิ่งที่บทความนี้ให้แทนคือแผนที่ เมื่อเข้าใจลำดับขั้นตอนแล้ว ตัวเลขเฉพาะที่ตัวแทนออกของหรือผลการตรวจสอบมูลค่าศุลกากรส่งกลับมาก็จะมีความหมายจริง ๆ
ขั้นที่หนึ่ง: กำหนดมูลค่า CIF
ก่อนที่จะคำนวณอัตราอากรใด ๆ กรมศุลกากรไทยต้องมีมูลค่าที่ต้องเสียอากรเสียก่อน มูลค่านั้นโดยทั่วไปคือมูลค่า CIF (Cost, Insurance, Freight) หมายถึงราคาสินค้าเองบวกค่าระวางระหว่างประเทศและค่าประกันภัยจนถึงท่าเรือหรือสนามบินปลายทางในไทย ประเด็นนี้สำคัญกว่าที่คิด เพราะหมายความว่าฐานคำนวณอากรไม่ใช่แค่จำนวนเงินที่ผู้นำเข้าจ่ายให้โรงงานเท่านั้น
หากซื้อสินค้าภายใต้ Incoterm เช่น EXW หรือ FCA ที่ผู้ซื้อเป็นผู้จัดการและจ่ายค่าระวางระหว่างประเทศและค่าประกันภัยแยกต่างหาก ค่าใช้จ่ายเหล่านั้นยังต้องถูกบวกเข้ากับราคาสินค้าเพื่อให้ได้ตัวเลข CIF ที่ใช้ในการสำแดงศุลกากร ไม่ได้หายไปจากการคำนวณเพียงเพราะจ่ายให้อีกฝ่ายหนึ่ง หากซื้อสินค้าภายใต้ CIF หรือเทอมที่ผู้ขายจัดการค่าระวางในลักษณะใกล้เคียงกัน ค่าระวางและประกันภัยจะรวมอยู่ในราคาที่ผู้ขายเสนอมาแล้ว ซึ่งอาจทำให้ระบุตัวเลข CIF ได้ตรงไปตรงมากว่า แต่ก็ยังควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าครอบคลุมอะไรบ้างจริง ๆ
ผลในทางปฏิบัติคือ ราคาสินค้าที่ต่ำลงเพียงอย่างเดียวไม่ได้แปลว่าอากรจะต่ำลงตามไปโดยอัตโนมัติ หากค่าระวางหรือประกันภัยถูกจ่ายแยกในใบแจ้งหนี้อีกใบ หรือผู้ซื้อจัดการเอง แทนที่จะรวมอยู่ในราคาของซัพพลายเออร์ ศุลกากรประเมินมูลค่าของสินค้าทั้งชิปเมนต์แบบรวม ไม่ได้ดูเฉพาะตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว
ลำดับการคำนวณในรูปสัญลักษณ์
Duty = CIF × HS-code duty rate; VAT base = CIF + Duty (+ Excise, if any); VAT = VAT base × applicable VAT rate
- มูลค่า CIF
- ราคาสินค้า + ค่าระวางระหว่างประเทศ + ค่าประกันภัยจนถึงท่าเรือ/สนามบินปลายทางในไทย เป็นฐานมูลค่าศุลกากร ไม่ใช่แค่ราคาหน้าใบแจ้งหนี้
- อัตราอากรตามพิกัด HS Code
- กำหนดตามพิกัดศุลกากรของสินค้า และแตกต่างกันไปตามชนิดสินค้า และในบางกรณีตามประเทศแหล่งกำเนิดที่สำแดง
- ฐานคำนวณ VAT
- กว้างกว่ามูลค่า CIF เพียงอย่างเดียว เพราะบวกอากร (และภาษีสรรพสามิตหากสินค้านั้นต้องเสีย) เข้าไปก่อนคำนวณ VAT

ขั้นที่สอง: พิกัด HS Code เป็นตัวกำหนดอัตราอากร
เมื่อกำหนดมูลค่า CIF ได้แล้ว อัตราอากรที่ใช้จริงจะถูกกำหนดโดยพิกัด HS Code ของสินค้า ซึ่งเป็นรหัสจำแนกพิกัดศุลกากรมาตรฐานสากลที่ขยายรายละเอียดในระดับประเทศ ใช้ระบุประเภทสินค้าที่นำเข้าอย่างชัดเจน ขั้นตอนนี้อาจกล่าวได้ว่าสำคัญที่สุดในกระบวนการทั้งหมด เพราะสินค้าสองชิ้นที่ดูคล้ายกันในสายตาคนทั่วไป อาจถูกจัดพิกัดต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และมีอัตราอากรต่างกันตามไปด้วย ขึ้นอยู่กับรายละเอียดเช่น วัสดุ ฟังก์ชันการใช้งาน หรือระดับการประกอบ
ผู้นำเข้า ไม่ใช่ฟอร์เวิร์ดเดอร์หรือโรงงาน เป็นผู้รับผิดชอบความถูกต้องของการจำแนกพิกัดที่สำแดงในท้ายที่สุด แม้ว่าตัวแทนออกของจะเป็นผู้จัดทำการยื่นเรื่องแทนก็ตาม (ประเด็นนี้มีรายละเอียดเพิ่มเติมในบทความเรื่องฟอร์เวิร์ดเดอร์กับตัวแทนออกของของเว็บไซต์นี้) นี่คือแรงจูงใจสำคัญที่ควรตรวจสอบการจำแนกพิกัดให้ถูกต้องจริง ๆ แทนที่จะเดาหรือคัดลอกจากสินค้าที่คล้ายกันในชิปเมนต์ก่อนหน้า เพราะพิกัด HS Code ที่ผิดอาจหมายถึงอัตราอากรที่ผิดไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง และอาจนำไปสู่การตั้งคำถามจากศุลกากรที่ทำให้การปล่อยสินค้าล่าช้าระหว่างรอการชี้แจง
สำหรับสินค้าใหม่หรือสินค้าที่ไม่คุ้นเคย ควรขอคำวินิจฉัยพิกัดอย่างเป็นทางการ หรืออย่างน้อยขอความเห็นที่มีการบันทึกไว้จากตัวแทนออกของที่มีใบอนุญาตก่อนสินค้าล็อตแรกจะมาถึง แทนที่จะมาพบว่าพิกัดถูกโต้แย้งตอนที่สินค้าตกค้างอยู่ที่ท่าเรือแล้ว
ขั้นที่สาม: อากรคิดจาก CIF แล้ว VAT คิดจาก CIF บวกอากร
เมื่อได้มูลค่า CIF และอัตราที่ใช้จริงแล้ว อากรจะคำนวณง่าย ๆ คือมูลค่า CIF คูณด้วยอัตรานั้น ส่วน VAT เป็นขั้นตอนถัดไป และเป็นจุดที่ผู้นำเข้ามือใหม่มักตกใจ เพราะ VAT ไม่ได้คำนวณจากมูลค่า CIF เพียงอย่างเดียว แต่คำนวณจากมูลค่า CIF บวกอากรที่คิดไปแล้ว และบวกภาษีสรรพสามิตด้วยหากสินค้านั้นอยู่ในหมวดที่ต้องเสีย กล่าวคือ VAT ถูกคิดจากฐานที่รวมอากรเข้าไปแล้ว จึงไม่สามารถนำสองภาษีมาบวกกันแบบเป็นเปอร์เซ็นต์อิสระของตัวเลขเดียวกันได้
ลำดับนี้สำคัญเพราะมีผลทบต่อกันไปเรื่อย ๆ มูลค่า CIF ที่สูงขึ้นทำให้อากรสูงขึ้น และอากรที่สูงขึ้นนั้นก็ทำให้ฐาน VAT สูงขึ้นตามไปด้วย การเปลี่ยนแปลงที่จุดต้น ๆ ของลำดับจึงส่งผลกระเพื่อมไปตลอดทุกขั้นตอนถัดไป นี่คือเหตุผลที่การกำหนดมูลค่า CIF ให้ถูกต้องตั้งแต่ขั้นที่หนึ่งมีผลกระทบมากกว่าที่คิดในตอนแรก เพราะความผิดพลาดตรงนั้นไม่ได้ทำให้อากรผิดเพียงอย่างเดียว แต่ทำให้ฐาน VAT ผิดไปด้วย
สำหรับสินค้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วย ซึ่งเป็นหมวดสินค้าเฉพาะที่รัฐเก็บภาษีแยกต่างหากจากอากรนำเข้าปกติ จำนวนภาษีสรรพสามิตนั้นจะถูกบวกเข้าไปในฐาน VAT ด้วยก่อนคำนวณ VAT ส่วนสินค้าเฉพาะรายการหนึ่งจะอยู่ในหมวดนี้หรือไม่เป็นคำถามเชิงการจำแนกพิกัด ไม่ควรสันนิษฐานไปทางใดทางหนึ่งโดยไม่ตรวจสอบ
ลำดับขั้นตอนการคำนวณทีละขั้น
- 1
1. กำหนดมูลค่า CIF
ราคาสินค้าบวกค่าระวางระหว่างประเทศและค่าประกันภัยจนถึงท่าเรือ/สนามบินปลายทางในไทย
- 2
2. จำแนกพิกัด HS Code
เป็นตัวกำหนดว่าใช้อัตราอากรใด ขั้นตอนนี้เพียงขั้นตอนเดียวส่งผลต่อผลลัพธ์มากที่สุด
- 3
3. คำนวณอากรจากมูลค่า CIF
อากรนำเข้า = มูลค่า CIF x อัตราอากรที่ผูกกับพิกัด HS Code นั้น
- 4
4. บวกอากร (และสรรพสามิตหากมี) เข้ากับ CIF
ยอดรวมนี้จะกลายเป็นฐานที่ใช้คำนวณ VAT ต่อไป
- 5
5. คำนวณ VAT จากฐานนั้น
VAT คิดจาก CIF บวกอากร ไม่ใช่จากราคาหน้าใบแจ้งหนี้เดิม
- 6
6. บวกค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่ภาษีเพื่อได้ต้นทุนนำเข้าจริง
ค่าดำเนินการที่ท่า ค่าธรรมเนียมพิธีการ และค่ารถบรรทุกภายในประเทศ ไม่ได้อยู่ในอากรหรือ VAT เลย

อัตราอากรพิเศษภายใต้ข้อตกลงการค้า
อัตราอากรมาตรฐานที่ผูกกับพิกัด HS Code ซึ่งบางครั้งเรียกว่าอัตรา MFN (Most-Favored-Nation) ไม่ใช่อัตราที่ใช้จริงเสมอไป ประเทศไทยเป็นภาคีข้อตกลงการค้าหลายฉบับที่อาจเปิดให้ใช้อัตราอากรพิเศษที่ต่ำกว่าสำหรับสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศคู่ภาคี โดยมีเงื่อนไขว่าสินค้าล็อตนั้นต้องเข้าเกณฑ์กฎแหล่งกำเนิดสินค้าของข้อตกลงนั้น และมีหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าที่ถูกต้องแนบมาด้วย เช่น Form E สำหรับสินค้าจากจีนภายใต้ข้อตกลงอาเซียน-จีน
นี่เป็นโอกาสจริงในการลดอากรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นอัตโนมัติ เพียงแค่ประเทศแหล่งกำเนิดไม่ได้ทำให้สินค้าล็อตนั้นมีสิทธิ์ทันที ตัวสินค้าเองต้องเข้าเกณฑ์แหล่งกำเนิดของข้อตกลงนั้นสำหรับพิกัดนั้นด้วย และต้องขอหนังสือรับรองที่ถูกต้องมาแนบกับการสำแดงศุลกากร การขอใช้อัตราพิเศษโดยไม่มีหนังสือรับรองที่ถูกต้องรองรับ หรือสันนิษฐานว่ามีสิทธิ์จากประเทศแหล่งกำเนิดเพียงอย่างเดียว เป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยที่ทำให้การนำเข้าเจอการประเมินอากรที่ไม่คาดคิด หรือความล่าช้าในการปล่อยสินค้าระหว่างรอตรวจสอบพิกัดและการอ้างสิทธิ์แหล่งกำเนิด
บทความเรื่องการตรวจสอบหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า Form E ของเว็บไซต์นี้ครอบคลุมเอกสารนี้โดยเฉพาะในรายละเอียดมากกว่านี้ ประเด็นที่กว้างกว่าในที่นี้คือควรตรวจสอบสิทธิ์การใช้อัตราพิเศษล่วงหน้าเชิงรุก ก่อนที่ใบเสนอราคาจะตั้งสมมติฐานอัตราที่อาจไม่มีสิทธิ์ใช้จริง

สิ่งที่ต้นทุนนำเข้าที่แท้จริงต้องบวกเพิ่มนอกเหนือจากอากรและ VAT
อากรและ VAT คือส่วนภาษีของต้นทุนการนำเข้า แต่ไม่ใช่ต้นทุนนำเข้าทั้งหมด ต้นทุนรวมที่สมจริงยังต้องรวมค่าใช้จ่ายที่อยู่นอกสูตรคำนวณภาษีทั้งหมด เช่น ค่าดำเนินการที่ท่าเรือ/สนามบินทั้งต้นทางและปลายทาง ค่าธรรมเนียมพิธีการศุลกากรและเอกสารที่ตัวแทนออกของหรือฟอร์เวิร์ดเดอร์เรียกเก็บ และค่ารถบรรทุกภายในประเทศจากท่าเรือหรือสนามบินไปยังปลายทางสุดท้าย ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่ได้คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของ CIF เหมือนอากร แต่เป็นรายการแยกต่างหากที่มีฐานคำนวณของตัวเอง รายละเอียดครบถ้วนของค่าใช้จ่ายเหล่านี้อยู่ในบทความเรื่องต้นทุนนำเข้าไทยของเว็บไซต์นี้
ใบเสนอราคาที่ระบุเฉพาะอากรและ VAT โดยไม่รวมค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเหล่านี้ ไม่ได้ผิด แต่ก็ไม่ครบถ้วนเช่นกัน เพราะตอบคำถามเรื่องภาษีเท่านั้น ไม่ใช่คำถามเรื่องต้นทุนนำเข้ารวม การขอให้ฟอร์เวิร์ดเดอร์หรือตัวแทนออกของแจกแจงทั้งการคำนวณภาษีและค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่ภาษีแยกกัน แทนที่จะรวมเป็นตัวเลขเดียว จะช่วยให้เห็นได้ง่ายขึ้นว่าใบเสนอราคาหนึ่งต่างจากอีกใบที่ดูเหมือนครอบคลุมสินค้าล็อตเดียวกันตรงไหนบ้าง
อะไรเป็นตัวกำหนดอัตราอากรที่ใช้จริง
พิกัด HS Code ที่สินค้าถูกจัดอยู่ ปัจจัยเดียวที่มีผลต่ออัตราอากรมากที่สุด
ประเทศแหล่งกำเนิดที่สำแดง ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ใช้อัตราพิเศษภายใต้ข้อตกลงการค้า
การมีหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าที่ถูกต้อง (เช่น Form E) แนบมากับสินค้าเพื่อรองรับการขอใช้สิทธิพิเศษหรือไม่
กรมศุลกากรยอมรับมูลค่าตามที่สำแดงหรือไม่ หรือมีการตั้งคำถามด้านมูลค่าที่ทำให้ฐาน CIF เปลี่ยนไป
สินค้านั้นต้องเสียภาษีสรรพสามิตนอกเหนือจากอากรและ VAT หรือไม่ ซึ่งจะทำให้ฐาน VAT เปลี่ยนไปอีก
การขอตัวเลขจริงสำหรับสินค้าล็อตเฉพาะ
เนื้อหาทั้งหมดข้างต้นอธิบายกลไกการคำนวณ และตั้งใจไม่ระบุเปอร์เซ็นต์อากรหรืออัตรา VAT ที่เจาะจง เพราะทั้งสองขึ้นอยู่กับพิกัด HS Code ของสินค้า ประเทศแหล่งกำเนิด การมีสิทธิ์ใช้ข้อตกลงพิเศษหรือไม่ และอัตราที่เปลี่ยนแปลงได้ตามเวลา ตัวเลขใดก็ตามที่ระบุแบบทั่วไปในที่นี้อาจผิดสำหรับสินค้าล็อตเฉพาะ หรืออาจล้าสมัยไปแล้ว ไม่ว่ากรณีใดก็มีประโยชน์น้อยกว่าอัตราปัจจุบันที่แท้จริงซึ่งตัวแทนออกของหรือกรมศุลกากรยืนยันได้
แนวทางที่ปฏิบัติได้จริงคือขอให้ยืนยันพิกัด HS Code ตั้งแต่เนิ่น ๆ ควรทำก่อนสั่งซื้อครั้งแรกกับซัพพลายเออร์รายใหม่ แล้วขอให้ตัวแทนออกของที่มีใบอนุญาตหรือฟอร์เวิร์ดเดอร์คำนวณอากรและ VAT จริงสำหรับสินค้ารายการนั้น โดยใช้มูลค่า CIF จริงของสินค้าล็อตนั้น ตัวเลขที่ผูกกับพิกัดที่ยืนยันแล้วและมูลค่า CIF จริงมีค่ามากกว่าเปอร์เซ็นต์ทั่วไปที่ดึงมาจากแหล่งข้อมูลที่อาจล้าสมัยมาก และเป็นตัวเลขที่ควรนำไปใส่ในงบประมาณต้นทุนนำเข้าจริง ๆ
ควรตรวจสอบสิทธิ์ใช้อัตราอากรพิเศษหรือไม่
ประเทศแหล่งกำเนิดสินค้าอยู่ภายใต้ข้อตกลงการค้าที่ไทยเป็นภาคีหรือไม่?
ไม่ใช่ → ใช้อัตราอากรมาตรฐาน (MFN) ตามพิกัด HS Code นั้น ใช่ → พิจารณาข้อถัดไป
ผู้ส่งออกสามารถออกหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าที่ถูกต้องสำหรับสินค้าล็อตนี้ได้หรือไม่?
ไม่ได้ → โดยทั่วไปจะขอใช้อัตราพิเศษไม่ได้แม้จะมีข้อตกลงอยู่ก็ตาม ได้ → พิจารณาข้อถัดไป
ตัวสินค้าเข้าเงื่อนไขกฎแหล่งกำเนิดสินค้าของข้อตกลงนั้นสำหรับพิกัดนั้นหรือไม่?
เป็นการพิจารณาเฉพาะสินค้าแต่ละรายการ ควรยืนยันกับตัวแทนออกของ ไม่ควรสันนิษฐานจากประเทศแหล่งกำเนิดเพียงอย่างเดียว

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เข้าใจว่าอากรและ VAT ต่างคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์แยกกันจากราคาหน้าใบแจ้งหนี้ โดยพลาดประเด็นว่า VAT แท้จริงแล้วคิดจากฐานที่รวมอากรเข้าไปแล้ว
- ลืมว่าค่าระวางและประกันภัยที่จ่ายแยกจากใบแจ้งหนี้สินค้ายังคงต้องรวมอยู่ในมูลค่า CIF ที่ใช้คำนวณอากร
- คัดลอกพิกัด HS Code จากสินค้าล็อตก่อนหน้าที่คล้ายกัน แทนที่จะตรวจสอบการจำแนกพิกัดสำหรับสินค้าที่นำเข้าจริงในครั้งนี้
- สันนิษฐานว่ามีสิทธิ์ใช้อัตราพิเศษภายใต้ข้อตกลงการค้าเพียงเพราะสินค้ามาจากประเทศคู่ภาคี โดยไม่มีหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าที่ถูกต้องรองรับการอ้างสิทธิ์นั้น
- ตั้งงบประมาณเฉพาะอากรและ VAT แล้วประหลาดใจกับค่าดำเนินการที่ท่า ค่าธรรมเนียมพิธีการ และค่ารถบรรทุกภายในประเทศ ซึ่งอยู่นอกสูตรคำนวณภาษีทั้งหมด
สิ่งที่ควรเตรียม
- พิกัด HS Code ของสินค้าที่ยืนยันแล้ว ควรตรวจสอบก่อนสั่งซื้อครั้งแรก
- องค์ประกอบ CIF จริง ได้แก่ ราคาสินค้า ค่าระวางระหว่างประเทศ และค่าประกันภัย ไม่ใช่แค่ตัวเลขในใบแจ้งหนี้ของซัพพลายเออร์
- การยืนยันประเทศแหล่งกำเนิดสินค้าที่สำแดง และมีข้อตกลงการค้าพิเศษที่อาจใช้ได้หรือไม่
- หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าที่ถูกต้อง หากต้องการขอใช้สิทธิ์อัตราพิเศษ
- ตัวแทนออกของที่มีใบอนุญาตหรือฟอร์เวิร์ดเดอร์ที่สามารถคำนวณอากร/VAT จริงตามอัตราปัจจุบันสำหรับพิกัด HS Code เฉพาะนั้นได้
คำถามที่พบบ่อย
อากรนำเข้าคำนวณจากราคาที่จ่ายให้ซัพพลายเออร์หรือไม่?
ไม่ใช่เป๊ะ ๆ อากรคำนวณจากมูลค่า CIF ซึ่งคือราคาสินค้าบวกค่าระวางระหว่างประเทศและค่าประกันภัยจนถึงท่าเรือหรือสนามบินปลายทางในไทย ไม่ใช่แค่ราคาสินค้าตามใบแจ้งหนี้เพียงอย่างเดียว
ทำไม VAT ถึงคำนวณหลังอากร แทนที่จะคำนวณจากมูลค่า CIF อย่างเดียว?
ฐานคำนวณ VAT ถูกสร้างขึ้นตามลำดับที่ตายตัว คือมูลค่า CIF บวกอากร บวกภาษีสรรพสามิตหากมี แล้ว VAT จะคำนวณจากยอดรวมนั้น จึงเท่ากับถูกคิดจากฐานที่รวมอากรเข้าไปแล้ว
สามารถได้อัตราอากรที่ต่ำลงโดยการสำแดงมูลค่าต่ำกว่าจริงได้ไหม?
มูลค่าที่สำแดงต้องสะท้อนมูลค่าซื้อขายจริง กรมศุลกากรไทยสามารถตั้งคำถามหรือประเมินมูลค่าใหม่ได้หากไม่ยอมรับมูลค่าที่สำแดง และการสำแดงมูลค่าต่ำกว่าจริงก็ไม่ได้เปลี่ยนอัตราอากรเอง เพราะอัตราผูกกับพิกัด HS Code ของสินค้า ไม่ใช่ราคา
สินค้าทุกชนิดมีสิทธิ์ใช้อัตราอากรพิเศษภายใต้ข้อตกลงการค้าหรือไม่?
ไม่ทุกชนิด สิทธิ์การใช้ขึ้นอยู่กับว่าสินค้ารายการนั้นเข้าเกณฑ์กฎแหล่งกำเนิดสินค้าของข้อตกลงนั้นสำหรับพิกัดนั้นหรือไม่ และมีหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าที่ถูกต้องแนบมาด้วย เพียงแค่ประเทศแหล่งกำเนิดไม่ได้ทำให้สินค้าล็อตนั้นมีสิทธิ์โดยอัตโนมัติ
จะหาตัวเลขอากรและ VAT จริงสำหรับสินค้าของฉันได้จากที่ไหน?
ตัวแทนออกของที่มีใบอนุญาตหรือฟอร์เวิร์ดเดอร์สามารถคำนวณให้โดยใช้พิกัด HS Code ที่ยืนยันแล้วและมูลค่า CIF จริงของสินค้าล็อตนั้น หรือสามารถสอบถามกรมศุลกากรโดยตรงสำหรับอัตราภาษีปัจจุบันของพิกัดเฉพาะนั้น
สินค้านำเข้าทุกชนิดต้องเสียภาษีสรรพสามิตนอกเหนือจากอากรและ VAT หรือไม่?
ไม่ใช่ทุกชนิด ภาษีสรรพสามิตใช้กับสินค้าเฉพาะหมวดที่รัฐเก็บภาษีแยกต่างหากจากอากรนำเข้าปกติเท่านั้น ส่วนสินค้ารายการหนึ่งจะอยู่ในหมวดนั้นหรือไม่เป็นคำถามเชิงการจำแนกพิกัดที่ควรตรวจสอบให้แน่ใจ ไม่ควรสันนิษฐานเอาเอง