Skip to content
Thai Global Freight
Incoterms
ภาพประกอบหน้าปกเปรียบเทียบ CIF และ FOB แสดงจุดโอนความเสี่ยงร่วมที่การขึ้นเรือ และความแตกต่างด้านค่าระวางกับประกันภัย

CIF vs FOB ต่างกันอย่างไร

เปรียบเทียบ CIF และ FOB แบบเข้าใจง่าย ใครเป็นผู้จัดการขนส่งและประกันภัย และความเสี่ยงโอนจากผู้ขายไปผู้ซื้อที่จุดไหน

ผู้เขียน: Thai Global Freight Editorial Teamตรวจทานโดย: Thai Global Freight Editorial Teamเผยแพร่: 2026-08-23อัปเดตล่าสุด: 2026-08-23ตรวจสอบล่าสุด: 2026-08-23
สารบัญเนื้อหา
  1. 01Decision Table
  2. 02When to Use Each
  3. 03Example
  4. 04เหตุใดความเสี่ยงจึงโอนตอนขึ้นเรือ ไม่ใช่ตอนถึงปลายทาง
  5. 05ประกันภัยภายใต้ CIF: "ความคุ้มครองขั้นต่ำ" หมายถึงอะไรจริง ๆ
  6. 06ใครเป็นผู้ควบคุมการเลือกสายเรือ และเหตุใดจึงสำคัญ
  7. 07FOB และ CIF กับสินค้าตู้คอนเทนเนอร์: ความไม่สอดคล้องเชิงโครงสร้าง
  8. 08ผลต่อพิธีการศุลกากรและเอกสาร
  9. 09ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย
  10. 10คำถามที่ควรถามฟอร์เวิร์ดเดอร์เมื่อเลือกระหว่างสองเทอมนี้

คำตอบโดยสรุป

FOB (Free on Board) และ CIF (Cost, Insurance, Freight) เป็น Incoterms 2020 ที่ใช้กับการขนส่งทางทะเลและทางน้ำภายในประเทศเท่านั้น ทั้งสองเทอมมีจุดโอนความเสี่ยงเดียวกันคือ เมื่อสินค้าถูกยกขึ้นเรือที่ท่าเรือต้นทางแล้ว ความเสี่ยงจะโอนจากผู้ขายไปผู้ซื้อทันที ความแตกต่างอยู่ที่ความรับผิดชอบด้านค่าใช้จ่ายหลังจากจุดนั้น ภายใต้ FOB ผู้ซื้อเป็นผู้จัดการและจ่ายค่าระวางเรือหลักรวมถึงประกันภัย (ถ้าต้องการ) เอง ส่วนภายใต้ CIF ผู้ขายต้องจัดการและจ่ายค่าระวางเรือหลักไปจนถึงท่าเรือปลายทางที่ระบุ พร้อมทำประกันภัยขั้นต่ำเพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อ แม้ว่าความเสี่ยงจะโอนไปยังผู้ซื้อไปแล้วก็ตาม การเลือกใช้เทอมใดมีผลต่อว่าใครเป็นผู้เลือกสายเรือ และใครต้องจัดการเรื่องประกันภัยสินค้า

สรุปประเด็นสำคัญ

  • ทั้ง FOB และ CIF โอนความเสี่ยงให้ผู้ซื้อเมื่อสินค้าถูกยกขึ้นเรือที่ต้นทางเหมือนกัน ความต่างอยู่ที่ใครเป็นผู้จ่ายค่าระวางและประกันภัยหลังจากนั้น
  • ภายใต้ FOB ผู้ซื้อเป็นผู้จองเรือและเลือกสายเรือเอง ส่วนภายใต้ CIF ผู้ขายเป็นผู้จอง
  • CIF กำหนดให้ผู้ขายต้องทำประกันภัยขั้นต่ำให้ผู้ซื้อ แต่ผู้ซื้อเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงตั้งแต่ท่าเรือต้นทางเป็นต้นไป ผู้ซื้อจำนวนมากจึงซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมเอง
  • FOB และ CIF ใช้ได้เฉพาะการขนส่งทางทะเลและทางน้ำภายในประเทศเท่านั้น ไม่ใช้กับการขนส่งทางอากาศหรือการขนส่งแบบผสมผสานภายใต้ Incoterms 2020
  • ประกันภัยขั้นต่ำภายใต้ CIF อยู่ในระดับ Institute Cargo Clauses (C) ซึ่งคุ้มครองเฉพาะภัยที่ระบุไว้เท่านั้น ไม่ใช่กรมธรรม์แบบคุ้มครองทุกความเสี่ยง (all-risks)
  • ทั้ง FOB และ CIF เขียนขึ้นโดยอิงจุดอ้างอิงที่ตัวเรือในทางเทคนิค ซึ่งเหมาะกับสินค้าเทกองมากกว่าสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ที่ส่งมอบให้ผู้ขนส่งที่ลานตู้ภายในประเทศ
  • หลายประเทศคำนวณอากรนำเข้าโดยอิงมูลค่าศุลกากรแบบ CIF ไม่ว่าการซื้อขายจริงจะทำในเทอม FOB หรือ CIF ก็ตาม

FOB และ CIF เป็น Incoterms ที่ใช้บ่อยที่สุดสองแบบในการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศ และมักถูกสับสนกันเพราะมีจุดโอนความเสี่ยงเดียวกัน ทั้งสองเทอมอยู่ในกลุ่ม Incoterms 2020 ที่สงวนไว้เฉพาะการขนส่งทางทะเลและทางน้ำภายในประเทศเท่านั้น หมายความว่าจุดอ้างอิงของทั้งสองเทอมคือเรือที่ท่าเรือ ไม่ใช่รถบรรทุก คลังสินค้า หรือสนามบิน

สรุปประเด็นสำคัญ

แผงสรุปประเด็นสำคัญของบทความ CIF vs FOB ต่างกันอย่างไร
  • ทั้ง FOB และ CIF โอนความเสี่ยงให้ผู้ซื้อเมื่อสินค้าถูกยกขึ้นเรือที่ต้นทางเหมือนกัน ความต่างอยู่ที่ใครเป็นผู้จ่ายค่าระวางและประกันภัยหลังจากนั้น

  • ภายใต้ FOB ผู้ซื้อเป็นผู้จองเรือและเลือกสายเรือเอง ส่วนภายใต้ CIF ผู้ขายเป็นผู้จอง

  • CIF กำหนดให้ผู้ขายต้องทำประกันภัยขั้นต่ำให้ผู้ซื้อ แต่ผู้ซื้อเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงตั้งแต่ท่าเรือต้นทางเป็นต้นไป ผู้ซื้อจำนวนมากจึงซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมเอง

  • FOB และ CIF ใช้ได้เฉพาะการขนส่งทางทะเลและทางน้ำภายในประเทศเท่านั้น ไม่ใช้กับการขนส่งทางอากาศหรือการขนส่งแบบผสมผสานภายใต้ Incoterms 2020

ภายใต้ FOB (Free on Board) หน้าที่ของผู้ขายจะสิ้นสุดลงเมื่อสินค้าถูกยกขึ้นเรือที่ผู้ซื้อกำหนดไว้ที่ท่าเรือต้นทางที่ระบุ นับจากจุดนั้น ผู้ซื้อจะรับความเสี่ยงทั้งหมดและต้องรับผิดชอบจัดการและจ่ายค่าระวางเรือหลัก ประกันภัยทางทะเล (ถ้าต้องการ) และทุกอย่างที่ปลายทาง

ภายใต้ CIF (Cost, Insurance, Freight) ผู้ขายยังคงส่งมอบความเสี่ยงที่จุดเดียวกัน คือเมื่อสินค้าขึ้นเรือที่ท่าเรือต้นทาง แต่ผู้ขายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายมากกว่า ต้องจองและจ่ายค่าระวางเรือไปจนถึงท่าเรือปลายทางที่ระบุ และต้องทำประกันภัยสินค้าขั้นต่ำในนามของผู้ซื้อ แม้ว่าผู้ซื้อจะเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงระหว่างการเดินทางนั้นอยู่แล้วก็ตาม

Decision Table

  • จุดโอนความเสี่ยง: เหมือนกันทั้งสองเทอม คือเมื่อสินค้าถูกยกขึ้นเรือที่ท่าเรือต้นทาง
  • ใครจองและจ่ายค่าระวางเรือหลัก: FOB — ผู้ซื้อ CIF — ผู้ขาย
  • ใครจัดการประกันภัยสินค้า: FOB — เป็นทางเลือก หากซื้อจะเป็นสิทธิ์และค่าใช้จ่ายของผู้ซื้อ CIF — ผู้ขายต้องทำประกันขั้นต่ำให้ผู้ซื้อ แต่ผู้ซื้ออาจต้องการซื้อเพิ่มเติมเอง
  • ใครเป็นผู้เลือกสายเรือ/เรือ: FOB — ผู้ซื้อ CIF — ผู้ขาย
  • เหมาะกับสถานการณ์แบบไหน: FOB เหมาะกับผู้ซื้อที่ต้องการควบคุมการขนส่งและมีความสัมพันธ์กับสายเรือของตัวเอง CIF เหมาะกับผู้ซื้อที่ต้องการราคารวมถึงท่าเรือปลายทางโดยไม่ต้องจัดการฝั่งขนส่งทางเรือเอง

When to Use Each

FOB มักเหมาะกับผู้ซื้อที่มีความสัมพันธ์กับฟอร์เวิร์ดเดอร์อยู่แล้ว หรือต้องการควบคุมว่าสายเรือใดเป็นผู้ขนส่งสินค้า เช่น เพื่อรวมสินค้าจากซัพพลายเออร์หลายรายเข้าเรือหรือตู้เดียวกัน นอกจากนี้ยังทำให้ผู้ซื้อควบคุมต้นทุนค่าระวางได้โดยตรง เพราะเป็นผู้ขอราคาและจองเที่ยวเรือเอง

CIF มักเหมาะกับผู้ซื้อที่ต้องการราคารวมแบบง่าย ๆ ถึงท่าเรือปลายทาง และไม่ต้องการเลือกสายเรือเอง ซึ่งพบบ่อยในผู้นำเข้ารายเล็กหรือผู้นำเข้าครั้งแรก ข้อแลกเปลี่ยนคือควบคุมการเลือกสายเรือหรือเส้นทางได้น้อยลง และประกันภัยที่ผู้ขายทำภายใต้ CIF เป็นเพียงความคุ้มครองขั้นต่ำ จึงควรตรวจสอบว่าคุ้มครองอะไรบ้างก่อนพึ่งพาเพียงอย่างเดียว

Example

ตัวอย่างสมมติ ผู้นำเข้าไทยที่ซื้อชิ้นส่วนเครื่องจักรจากซัพพลายเออร์ต่างประเทศอาจขอใช้เทอม FOB เพื่อให้ฟอร์เวิร์ดเดอร์ที่ใช้บริการอยู่แล้วสามารถรวมสินค้าเข้ากับสินค้ารายอื่นบนเรือลำเดียวกันได้ และควบคุมต้นทุนค่าระวางกับกำหนดการเองได้ ส่วนผู้นำเข้าอีกรายที่ซื้อสินค้าล็อตเล็กแบบครั้งเดียวจากซัพพลายเออร์ใหม่ อาจเลือกใช้ CIF แทน เพราะได้ราคารวมเดียวถึงท่าเรือปลายทางโดยไม่ต้องจัดการฝั่งขนส่งทางเรือเอง

เหตุใดความเสี่ยงจึงโอนตอนขึ้นเรือ ไม่ใช่ตอนถึงปลายทาง

การที่ผู้ขายภายใต้ CIF ยังคงจ่ายค่าระวางไปจนถึงท่าเรือปลายทาง ทำให้ผู้ซื้อจำนวนมากเข้าใจไปเองว่าผู้ขายต้องรับผิดชอบด้วยหากมีอะไรเกิดขึ้นกับสินค้าระหว่างการเดินทาง ความเข้าใจนี้ไม่ถูกต้อง และควรอธิบายให้ชัดว่าเพราะเหตุใด คำว่า "Cost, Insurance, Freight" บอกเพียงว่าผู้ขายจ่ายอะไรบ้าง ไม่ได้บอกว่าใครแบกรับความเสี่ยง เงื่อนไขเรื่องความเสี่ยงใน CIF เหมือนกันทุกประการกับ FOB คือเมื่อสินค้าข้ามกราบเรือไปแล้ว (ในทางปฏิบัติคือเมื่อขึ้นเรือแล้ว) ความเสี่ยงต่อการสูญหายหรือเสียหายจะโอนไปยังผู้ซื้อทันที

ลองพิจารณาตัวอย่างสมมติ ตู้คอนเทนเนอร์สินค้าที่ขายแบบ CIF ถูกยกขึ้นเรือที่ท่าเรือต้นทาง และระหว่างการเดินเรือเกิดพายุทำให้สินค้าเสียหาย ภายใต้ CIF ความสูญเสียนั้นเป็นของผู้ซื้อ ผู้ซื้อจะต้องเรียกร้องจากกรมธรรม์ประกันภัยที่ผู้ขายจัดทำไว้ (หรือความคุ้มครองเพิ่มเติมที่ผู้ซื้ออาจซื้อไว้เอง) ไม่ใช่เรียกร้องจากผู้ขายโดยตรง เพราะผู้ขายได้ปฏิบัติตามหน้าที่ด้านความเสี่ยงครบถ้วนแล้วตั้งแต่สินค้าขึ้นเรือ การที่ผู้ขายยังคงจ่ายค่าระวางต่อไปเป็นเพียงหน้าที่ด้านค่าใช้จ่ายที่ดำเนินคู่ขนานกันไป ไม่ใช่คำสัญญาว่าสินค้าจะถึงปลายทางในสภาพสมบูรณ์ ผู้ซื้อที่เข้าใจว่าใบเสนอราคาแบบ CIF สื่อว่าสินค้าจะมาถึงโดยไม่เสียหายอยู่แล้ว กำลังสับสนระหว่างสองหน้าที่ที่ Incoterms จงใจแยกออกจากกัน

เส้นทางการขนส่งจริง พร้อมจุดโอนความเสี่ยงร่วมกัน

เส้นทางสินค้าจากคลังผู้ขาย ผ่านพิธีการศุลกากรขาออก การขึ้นเรือ การเดินเรือ ไปจนถึงท่าเรือปลายทางและคลังผู้ซื้อ โดยความเสี่ยงโอนจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อทันทีที่สินค้าขึ้นเรือ

1. คลังสินค้าผู้ขาย

สินค้าบรรจุหีบห่อพร้อมแล้ว ฝั่งผู้ขาย

2. ขนส่งภายในประเทศ + พิธีการศุลกากรขาออก

ผู้ขายจัดการและจ่ายเอง

3. ขึ้นเรือที่ท่าเรือต้นทาง — ความเสี่ยงโอน ณ จุดนี้

จุดเดียวกันทั้ง FOB และ CIF

4. เดินเรือไปยังปลายทาง

ผู้ซื้อแบกรับความเสี่ยง ผู้ซื้อจ่ายภายใต้ FOB ผู้ขายจ่ายภายใต้ CIF

5. ท่าเรือปลายทาง + การขนส่งต่อของผู้ซื้อ

เป็นหน้าที่ของผู้ซื้อทั้งสองเทอม

จุดโอนความเสี่ยงเหมือนกันทั้ง FOB และ CIF สิ่งที่ต่างกันคือใครเป็นผู้จ่ายค่าใช้จ่ายในช่วงที่ตามมา

ประกันภัยภายใต้ CIF: "ความคุ้มครองขั้นต่ำ" หมายถึงอะไรจริง ๆ

ข้อกำหนดประกันภัยของ CIF ถูกตั้งไว้เป็นระดับพื้นฐานโดยเจตนา ไม่ใช่เพดานสูงสุด ภายใต้ Incoterms 2020 ผู้ขายภายใต้ CIF มีหน้าที่เพียงจัดหาประกันภัยระดับ Institute Cargo Clauses (C) ซึ่งเป็นกรมธรรม์แบบระบุภัยเฉพาะที่คุ้มครองเฉพาะเหตุการณ์ที่ระบุไว้เท่านั้น ไม่ใช่กรมธรรม์แบบคุ้มครองทุกความเสี่ยง (all-risks) ซึ่งแคบกว่าที่ CIP กำหนดไว้ (Institute Cargo Clauses (A) ซึ่งกว้างกว่า) กล่าวคือ สองเงื่อนไขที่มีคำว่า "ประกันภัย" อยู่ในชื่อ ไม่ได้กำหนดมาตรฐานความคุ้มครองเดียวกันเลย

สิ่งนี้มีผลในทางปฏิบัติต่อผู้ซื้อภายใต้ CIF คือ กรมธรรม์ที่ผู้ขายจัดทำอาจไม่คุ้มครองความสูญเสียทุกประเภท และออกในวงเงินกับสกุลเงินที่อาจไม่ตรงกับที่ผู้ซื้อต้องการ ผู้ซื้อที่มีสินค้ามูลค่าสูง แตกหักง่าย หรือเสี่ยงต่อการสูญหาย มักจัดทำประกันภัยเพิ่มเติมเอง ไม่ว่าจะโดยขอให้ผู้ขายอัปเกรดเป็นระดับความคุ้มครองที่สูงขึ้น (ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มและสามารถต่อรองได้) หรือซื้อกรมธรรม์แยกต่างหากเพื่อเสริมจากความคุ้มครองขั้นต่ำของผู้ขาย ไม่ว่าจะเลือกทางใด ควรมองว่าความคุ้มครองขั้นต่ำของ CIF เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ต้องต่อยอด ไม่ใช่ความคุ้มครองที่เพียงพอโดยอัตโนมัติ

ภายใต้ CIF ผู้ขายยังคงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่อไป แม้ความเสี่ยงจะโอนไปแล้ว

แถบแสดงความเสี่ยงที่โอนจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อเมื่อสินค้าขึ้นเรือ ทั้ง FOB และ CIF ในขณะที่ภายใต้ CIF ผู้ขายยังคงต้องรับผิดชอบค่าระวางและประกันภัยขั้นต่ำต่อไปหลังจุดเดียวกันนั้น

ผู้ขาย

  • ขนส่งภายในประเทศ พิธีการศุลกากร ค่าดำเนินการท่าเรือ
  • การยกสินค้าขึ้นเรือ
  • เฉพาะ CIF: ยังคงจ่ายค่าระวางเรือ + ประกันภัยขั้นต่ำต่อไปหลังจุดนี้

ผู้ซื้อ

  • แบกรับความเสี่ยงต่อการสูญหายหรือเสียหายทั้งหมดตั้งแต่จุดนี้เป็นต้นไป
  • FOB: ยังต้องจองและจ่ายค่าระวางเรือเองตั้งแต่จุดนี้
  • CIF: ได้รับค่าระวางและประกันภัยขั้นต่ำที่ผู้ขายจัดให้ แต่ยังคงเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงเอง

ใครเป็นผู้ควบคุมการเลือกสายเรือ และเหตุใดจึงสำคัญ

สิทธิ์ในการจองระวางเป็นหนึ่งในความแตกต่างที่มักถูกมองข้ามระหว่างสองเทอมนี้ ภายใต้ FOB ฟอร์เวิร์ดเดอร์ของผู้ซื้อเป็นผู้จองระวางเรือ ทำให้ผู้ซื้อสามารถรวมสินค้าจากซัพพลายเออร์หลายรายเข้าเที่ยวเรือเดียวกัน เจรจาข้อตกลงค่าระวางของตัวเอง และควบคุมกำหนดการได้ ภายใต้ CIF ผู้ขายเป็นผู้จองระวางเรือ และผู้ซื้อแทบไม่มีสิทธิ์เลือกว่าจะใช้สายเรือใด เส้นทางใด หรือมีการเปลี่ยนถ่ายเรือกี่ครั้ง จนกว่าสินค้าจะถึงท่าเรือปลายทาง

การสูญเสียการควบคุมนี้ส่งผลตามมาที่ควรตรวจสอบก่อนตกลงใช้ CIF ได้แก่ สายเรือที่ผู้ขายเลือกเทียบท่าที่ท่าเรือที่เครือข่ายขนส่งภายในประเทศของผู้ซื้อให้บริการได้ดีหรือไม่ เส้นทางที่มีการเปลี่ยนถ่ายเรือเพิ่มระยะเวลาขนส่งเกินกว่าที่ผู้ซื้อคาดไว้หรือไม่ และใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading) ออกในรูปแบบและระบุผู้รับสินค้า (consignee) ที่ทำให้ตัวแทนออกของของผู้ซื้อดำเนินการได้โดยไม่ล่าช้าหรือไม่ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เหตุผลที่ต้องหลีกเลี่ยง CIF โดยสิ้นเชิง แต่เป็นเหตุผลที่ควรสอบถามผู้ขายว่าจะใช้สายเรือและเส้นทางใดก่อนเซ็นสัญญา ไม่ใช่หลังจากสินค้าออกเรือไปแล้ว

เปรียบเทียบ FOB และ CIF แบบเคียงข้าง

เปรียบเทียบเคียงข้างว่าใครจองค่าระวาง ใครเลือกสายเรือ ใครจัดประกันภัย และใครควบคุมเส้นทางขนส่ง ภายใต้ FOB เทียบกับ CIF

FOB

  • ผู้ซื้อจองและจ่ายค่าระวางเรือ
  • ผู้ซื้อเลือกสายเรือและเส้นทาง
  • ประกันภัยเป็นทางเลือก หากซื้อจะเป็นสิทธิ์และค่าใช้จ่ายของผู้ซื้อ
  • ฟอร์เวิร์ดเดอร์ของผู้ซื้อสามารถรวมสินค้ากับสินค้ารายอื่นบนเรือที่ผู้ซื้อเลือกได้

CIF

  • ผู้ขายจองและจ่ายค่าระวางเรือถึงท่าเรือปลายทางที่ระบุ
  • ผู้ขายเลือกสายเรือและเส้นทาง
  • ผู้ขายต้องซื้อประกันภัยสินค้าขั้นต่ำเพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อ
  • ผู้ซื้อไม่มีสิทธิ์เลือกสายเรือหรือกำหนดการ จนกว่าสินค้าจะถึงปลายทาง

FOB และ CIF กับสินค้าตู้คอนเทนเนอร์: ความไม่สอดคล้องเชิงโครงสร้าง

ทั้ง FOB และ CIF เขียนขึ้นโดยอิงจุดที่สินค้าขึ้นเรือ ซึ่งเป็นนิยามที่เหมาะกับสินค้าเทกองหรือสินค้าที่ขนถ่ายเป็นชิ้น ๆ ข้างเรือจริง ๆ แต่สินค้าตู้คอนเทนเนอร์ไม่ได้เคลื่อนย้ายในลักษณะนั้น ตู้คอนเทนเนอร์มักถูกบรรจุและส่งมอบให้ผู้ขนส่งที่ลานตู้คอนเทนเนอร์ภายในประเทศหรือลานของสายเรือ ซึ่งมักเกิดขึ้นก่อนที่ตู้จะเข้าใกล้ตัวเรือหลายวัน และอาจถูกกองพักไว้ที่ท่าเรือช่วงหนึ่งก่อนจะถูกยกขึ้นเรือจริง

ความไม่สอดคล้องนี้เป็นที่รับรู้กันดีในทางปฏิบัติทางการค้า และเป็นเหตุผลที่แนวทางของ ICC เอง ซึ่งสอดคล้องกับองค์กรการค้าส่วนใหญ่ ระบุว่า FCA (สำหรับจุดโอนความเสี่ยง) และ CIP (หากต้องการให้ผู้ขายจัดการขนส่งและประกันภัย) เป็นทางเลือกที่ถูกต้องในทางเทคนิคสำหรับสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ ไม่ใช่ FOB หรือ CIF ในทางปฏิบัติ FOB และ CIF ยังคงถูกใช้กับสินค้าตู้คอนเทนเนอร์อยู่เป็นประจำ เพราะเป็นเทอมที่คุ้นเคยและเข้าใจกันอย่างแพร่หลาย แต่คู่สัญญาที่เลือกใช้ควรตระหนักว่ากำลังยอมรับนิยามที่ไม่ตรงกับวิธีจัดการสินค้าจริง และความคลุมเครือนี้เคยเป็นต้นเหตุของข้อพิพาทเมื่อเกิดความสูญเสียในช่วงระหว่างที่ตู้ถูกส่งมอบแล้วแต่ยังไม่ถูกยกขึ้นเรือจริง

ผลต่อพิธีการศุลกากรและเอกสาร

Incoterm ที่ระบุในสัญญาซื้อขายยังส่งผลถึงข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารที่ใช้เคลียร์สินค้าด้วย ภายใต้ FOB ผู้ขายเป็นผู้ส่งออกตามใบขนขาออกของประเทศต้นทาง และ Commercial Invoice โดยทั่วไปจะระบุมูลค่าแบบ FOB คือราคาสินค้าบวกค่าใช้จ่ายฝั่งต้นทาง แต่ไม่รวมค่าระวางและประกันภัยระหว่างประเทศ ภายใต้ CIF ผู้ขายดำเนินพิธีการส่งออกในลักษณะเดียวกัน แต่มูลค่าที่ระบุในใบแจ้งหนี้จะเป็นมูลค่าแบบ CIF ซึ่งรวมค่าระวางและประกันภัยเข้าไปด้วย

รายละเอียดหนึ่งที่ผู้นำเข้ามือใหม่จำนวนมากประหลาดใจคือ หลายประเทศคำนวณอากรนำเข้าโดยใช้มูลค่าศุลกากรแบบเทียบเท่า CIF ไม่ว่าการซื้อขายจริงจะทำในเทอมใดก็ตาม หมายความว่าผู้นำเข้าที่เจรจาใช้เทอม FOB เพื่อให้ราคาซื้อดูต่ำลง อาจยังต้องสำแดงมูลค่าที่ปรับเพิ่มแบบเทียบเท่า CIF ต่อศุลกากรเพื่อคำนวณอากร คือค่าระวางและประกันภัยที่ผู้ซื้อจ่ายแยกต่างหากมักถูกบวกกลับเข้าไปในการประเมินมูลค่าอยู่ดี จึงควรตรวจสอบกับตัวแทนออกของว่าประเทศปลายทางปฏิบัติต่อสินค้าที่ซื้อแบบ FOB อย่างไรในการคำนวณอากร แทนที่จะสันนิษฐานว่าราคาแบบ FOB คือมูลค่าศุลกากรโดยตรง

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

มีความเข้าใจผิดเฉพาะบางอย่างที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เกี่ยวกับสองเทอมนี้

  • "CIF หมายถึงผู้ขายรับผิดชอบจนกว่าสินค้าจะถึงปลายทาง" ไม่จริง เพราะความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ขายคือเรื่องค่าใช้จ่าย ไม่ใช่ระยะเวลาความเสี่ยง นาฬิกาความเสี่ยงของผู้ซื้อเริ่มเดินทันทีที่สินค้าขึ้นเรือ เหมือนกับ FOB
  • "ประกันภัย CIF ของผู้ขายคุ้มครองตามมูลค่าสินค้าจริงเสมอ" ไม่จริงโดยอัตโนมัติ เพราะ Institute Cargo Clauses (C) เป็นความคุ้มครองขั้นต่ำแบบระบุภัยเฉพาะ และออกตามระดับมูลค่าที่คู่สัญญาควรยืนยันกัน ไม่ใช่ตามมูลค่าทางการค้าเต็มจำนวนโดยอัตโนมัติ
  • "FOB และ CIF ใช้แทนกันได้กับ FCA และ CIP" ใช้แทนกันไม่ได้ เพราะ FCA และ CIP โอนความเสี่ยงเมื่อส่งมอบให้ผู้ขนส่ง ซึ่งมักเร็วกว่าและเหมาะกับสินค้าตู้คอนเทนเนอร์มากกว่า ส่วน FOB และ CIF โอนความเสี่ยงเฉพาะตอนขึ้นเรือเท่านั้น
  • "ภายใต้ CIF ผู้ซื้อไม่ต้องคิดเรื่องประกันภัยเลย" ผู้ซื้อยังต้องตรวจสอบว่ากรมธรรม์ของผู้ขายคุ้มครองอะไรบ้าง และตัดสินใจว่าจะซื้อเพิ่มหรือไม่ CIF เพียงตัดภาระในการจัดทำกรมธรรม์ออกไป ไม่ได้ตัดภาระในการพิจารณาความคุ้มครองออกไปด้วย

คำถามที่ควรถามฟอร์เวิร์ดเดอร์เมื่อเลือกระหว่างสองเทอมนี้

  • หากใช้ CIF ผู้ขายตั้งใจใช้สายเรือและเส้นทางใด และเหมาะกับโลจิสติกส์ฝั่งปลายทางของเราหรือไม่?
  • ประกันภัย CIF ของผู้ขายเขียนไว้ที่ระดับ Institute Cargo Clauses ระดับใด และในสกุลเงิน/วงเงินเท่าใด?
  • สำหรับสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ FCA หรือ CIP จะสอดคล้องกับวิธีที่สินค้าของเราถูกส่งมอบจริงมากกว่า FOB หรือ CIF หรือไม่?
  • ประเทศปลายทางคำนวณมูลค่าศุลกากรเพื่อคิดอากรอย่างไรหากเราซื้อแบบ FOB เราต้องบวกค่าระวางและประกันภัยกลับเข้าไปเองหรือไม่?
  • หากเราเลือกใช้ FOB เรามี (หรือจำเป็นต้องจัดหา) ประกันภัยทางทะเลของตัวเองสำหรับช่วงเดินเรือหรือไม่?

ไม่มีเทอมใดดีกว่าอีกเทอมโดยเนื้อแท้ FOB ให้ผู้ซื้อควบคุมได้มากขึ้นแลกกับภาระการประสานงานที่มากขึ้น ส่วน CIF ให้ผู้ขายรับผิดชอบมากขึ้นแต่ผู้ซื้อจะเห็นความเคลื่อนไหวของสินค้าได้น้อยลง การเลือกใช้เทอมใดขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายใดมีความพร้อมจัดการช่วงขนส่งทางเรือได้ดีกว่า และผู้ซื้อไว้วางใจการจัดสายเรือและประกันภัยของผู้ขายมากน้อยเพียงใดเมื่อเซ็นสัญญาแล้ว

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เข้าใจผิดว่า CIF หมายถึงผู้ขายรับผิดชอบความเสี่ยงจนกว่าสินค้าจะถึงปลายทาง ทั้งที่จริงแล้วความเสี่ยงโอนที่จุดเดียวกับ FOB คือเมื่อสินค้าขึ้นเรือที่ต้นทาง
  • พึ่งพาประกันภัยขั้นต่ำที่ผู้ขายทำภายใต้ CIF โดยไม่ตรวจสอบว่าคุ้มครองอะไรบ้าง หรือไม่พิจารณาซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติม
  • ใช้ FOB หรือ CIF กับการขนส่งทางอากาศหรือการขนส่งแบบผสมผสานที่ใช้ตู้คอนเทนเนอร์ ทั้งที่เทอมเหล่านี้ออกแบบมาสำหรับการขนส่งทางทะเลและทางน้ำภายในประเทศเท่านั้น
  • สันนิษฐานว่าราคาซื้อแบบ FOB คือมูลค่าศุลกากรสำหรับคำนวณอากรนำเข้าโดยตรง โดยไม่ตรวจสอบว่าประเทศปลายทางยังคงคำนวณอากรบนฐานมูลค่าเทียบเท่า CIF หรือไม่
  • ตกลงใช้ CIF โดยไม่สอบถามว่าผู้ขายตั้งใจใช้สายเรือและเส้นทางใด แล้วมาพบภายหลังว่าไม่เหมาะกับโลจิสติกส์ฝั่งปลายทางของตนเอง หลังจากสินค้าออกเรือไปแล้ว

สิ่งที่ควรเตรียม

  • การยืนยันว่าสินค้าเป็นแบบเทกอง/break-bulk หรือบรรจุตู้คอนเทนเนอร์ เพราะมีผลว่า FOB/CIF หรือ FCA/CIP เหมาะสมกว่ากันในทางเทคนิค
  • สำเนาระบุระดับ Institute Cargo Clauses ที่กรมธรรม์ CIF ของผู้ขายเขียนไว้ หากเลือกใช้ CIF
  • การยืนยันจากตัวแทนออกของว่าประเทศปลายทางประเมินมูลค่าสินค้าที่ซื้อแบบ FOB อย่างไรสำหรับคำนวณอากร
  • ความต้องการด้านเรือ/เส้นทางที่ระบุไว้ล่วงหน้าเพื่อพูดคุยกับผู้ขายก่อนตกลง CIF หากโลจิสติกส์ฝั่งปลายทางขึ้นอยู่กับท่าเรือเฉพาะ

คำถามที่พบบ่อย

CIF หมายถึงผู้ขายรับผิดชอบสินค้าจนกว่าจะถึงปลายทางหรือไม่?

ไม่ใช่ ความเสี่ยงโอนไปยังผู้ซื้อเมื่อสินค้าถูกยกขึ้นเรือที่ท่าเรือต้นทาง ซึ่งเป็นจุดเดียวกับ FOB หน้าที่เพิ่มเติมของผู้ขายภายใต้ CIF คือการจัดการและจ่ายค่าระวางกับประกันภัยขั้นต่ำ ไม่ใช่การแบกรับความเสี่ยงนานขึ้น

เทอมไหนให้ผู้ซื้อควบคุมการขนส่งได้มากกว่า?

FOB เพราะผู้ซื้อเป็นผู้จองค่าระวางเรือหลักและเลือกสายเรือเอง

ประกันภัยภายใต้ CIF คุ้มครองสินค้าเพียงพอหรือไม่?

CIF กำหนดเพียงประกันภัยสินค้าขั้นต่ำเท่านั้น คือระดับ Institute Cargo Clauses (C) ซึ่งเป็นกรมธรรม์แบบระบุภัยเฉพาะ ไม่ใช่แบบคุ้มครองทุกความเสี่ยง ผู้ซื้อจำนวนมากจึงจัดทำความคุ้มครองเพิ่มเติมแยกต่างหาก หากความคุ้มครองขั้นต่ำไม่เพียงพอกับมูลค่าหรือความเสี่ยงของสินค้า

FOB หรือ CIF ใช้กับการขนส่งทางอากาศได้ไหม?

ไม่ได้ ทั้งสองเทอมอยู่ในกลุ่ม Incoterms 2020 สำหรับการขนส่งทางทะเลและทางน้ำภายในประเทศเท่านั้น การขนส่งทางอากาศหรือแบบผสมผสานใช้เทอมชุดอื่น เช่น CIP หรือ FCA

FOB และ CIF เหมาะกับสินค้าตู้คอนเทนเนอร์หรือไม่?

ในทางปฏิบัติยังคงถูกใช้กับสินค้าตู้คอนเทนเนอร์อย่างแพร่หลาย แต่ในทางเทคนิคเขียนขึ้นโดยอิงจุดขึ้นเรือ ซึ่งไม่ตรงกับวิธีที่ตู้คอนเทนเนอร์ถูกส่งมอบจริงที่ลานภายในประเทศ FCA และ CIP มักถือว่าเหมาะสมกว่าในทางเทคนิคสำหรับสินค้าตู้คอนเทนเนอร์

หากซื้อแบบ FOB จะยังต้องเสียอากรที่คำนวณราวกับซื้อแบบ CIF หรือไม่?

มีความเป็นไปได้ หลายประเทศคำนวณอากรนำเข้าโดยใช้มูลค่าศุลกากรแบบเทียบเท่า CIF ไม่ว่าจะใช้เทอมใดในการซื้อขายจริง หมายความว่าค่าระวางและประกันภัยอาจถูกบวกกลับเข้าไปในมูลค่าที่สำแดงเพื่อคำนวณอากร แม้จะซื้อแบบ FOB ก็ตาม ควรยืนยันเรื่องนี้กับตัวแทนออกของสำหรับประเทศปลายทางที่เกี่ยวข้อง

ใครเป็นผู้เลือกสายเรือภายใต้ CIF และผู้ซื้อสามารถคัดค้านการเลือกนั้นได้หรือไม่?

ผู้ขายเป็นผู้เลือกสายเรือและเส้นทางภายใต้ CIF ผู้ซื้อไม่มีสิทธิ์คัดค้านโดยอัตโนมัติตามตัว Incoterm เอง แต่คู่สัญญาสามารถตกลงเรื่องความต้องการด้านสายเรือหรือเส้นทางแยกต่างหากในสัญญาซื้อขายก่อนการขนส่งได้

Freight Forwarder ประเทศไทย

พร้อมวางแผนการขนส่งครั้งถัดไปหรือยัง?

โทรLINEขอใบเสนอราคา