Skip to content
Thai Global Freight
Freight Forwarding
ภาพประกอบหน้าปกอธิบายบทบาทของฟอร์เวิร์ดเดอร์ในฐานะตัวกลางประสานงานระหว่างผู้ส่งสินค้า ผู้ขนส่ง ตัวแทนออกของ และรถบรรทุกภายในประเทศ ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินขนส่ง

Freight Forwarder คืออะไร

Freight Forwarder คือตัวกลางที่จัดการขนส่งสินค้าแทนผู้นำเข้า-ส่งออก บทความนี้อธิบายว่าฟอร์เวิร์ดเดอร์ทำหน้าที่อะไรบ้าง และต่างจากสายเรือ/สายการบินอย่างไร

ผู้เขียน: Thai Global Freight Editorial Teamตรวจทานโดย: Thai Global Freight Editorial Teamเผยแพร่: 2026-08-23อัปเดตล่าสุด: 2026-08-23ตรวจสอบล่าสุด: 2026-08-23
สารบัญเนื้อหา
  1. 01สิ่งที่ Freight Forwarder ทำจริง ๆ
  2. 02ตัวแทนหรือผู้ขนส่ง: ทำไมความแตกต่างของ NVOCC จึงสำคัญ
  3. 03สิ่งที่ Freight Forwarder ไม่ได้ทำ
  4. 04ใครรับผิดชอบส่วนไหนบ้าง
  5. 05ประเภทของ Freight Forwarder
  6. 06Freight Forwarder คิดค่าบริการอย่างไร
  7. 07เมื่อไหร่ธุรกิจต้องการ Freight Forwarder — และเมื่อไหร่ที่อาจไม่จำเป็น
  8. 08สิ่งที่ควรพิจารณาเมื่อเลือก Freight Forwarder
  9. 09ตัวอย่าง

คำตอบโดยสรุป

Freight Forwarder คือบริษัทที่จัดการและประสานงานการขนส่งสินค้าแทนผู้ส่งสินค้า โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของเรือ เครื่องบิน หรือรถบรรทุกเอง แต่ทำหน้าที่จองพื้นที่ระวางกับผู้ขนส่ง รวมสินค้าหลายรายเข้าด้วยกันเมื่อเหมาะสม จัดเตรียมและตรวจสอบเอกสารขนส่ง และประสานงานกับตัวแทนออกของและรถบรรทุกภายในประเทศ เพื่อให้ผู้ส่งสินค้าติดต่อจุดเดียวแทนที่จะต้องคุยกับหลายฝ่ายเอง ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของแต่ละราย ฟอร์เวิร์ดเดอร์อาจทำหน้าที่เป็นตัวแทน ซึ่งสัญญาขนส่งของผู้ส่งสินค้าทำกับผู้ขนส่งโดยตรง หรือทำหน้าที่เป็น NVOCC ที่ออก House Bill of Lading เอง ซึ่งในกรณีนี้ฟอร์เวิร์ดเดอร์เองจะกลายเป็นผู้ขนส่งตามสัญญา ไม่ว่ากรณีใด การยื่นพิธีการศุลกากรอย่างเป็นทางการยังคงทำโดยตัวแทนออกของที่มีใบอนุญาต และผู้นำเข้ายังคงรับผิดชอบทางกฎหมายต่อความถูกต้องของใบขนสินค้า ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ยื่นเรื่องก็ตาม

สรุปประเด็นสำคัญ

  • ฟอร์เวิร์ดเดอร์ทำหน้าที่ประสานงานการขนส่งแทนผู้ส่งสินค้า โดยทั่วไปไม่ได้เป็นเจ้าของเรือ เครื่องบิน หรือรถบรรทุกเอง
  • งานหลักของฟอร์เวิร์ดเดอร์ ได้แก่ การจองระวางกับผู้ขนส่ง จัดการเอกสาร รวมสินค้า และประสานงานกับตัวแทนออกของและรถบรรทุก
  • ฟอร์เวิร์ดเดอร์ไม่ใช่ตัวแทนออกของ (Customs Broker) การยื่นพิธีการศุลกากรอย่างเป็นทางการต้องใช้ผู้มีใบอนุญาต แม้ฟอร์เวิร์ดเดอร์จะเป็นผู้ประสานงานกระบวนการนี้ก็ตาม
  • การที่ฟอร์เวิร์ดเดอร์ทำหน้าที่เป็นตัวแทน หรือออก House Bill of Lading เองในฐานะ NVOCC มีผลต่อว่าสัญญาขนส่งของผู้ส่งสินค้าทำกับใครจริง ๆ
  • ผู้นำเข้ายังคงรับผิดชอบทางกฎหมายต่อความถูกต้องของใบขนสินค้า รวมถึงพิกัดและมูลค่า แม้ตัวแทนออกของจะเป็นผู้ยื่นเรื่องแทนก็ตาม
  • ฟอร์เวิร์ดเดอร์มีตั้งแต่รายที่ไม่มีทรัพย์สินขนส่งเป็นของตัวเอง ไปจนถึง full-service ที่มีทั้งงานตัวแทนออกของและคลังสินค้าในตัว ขอบเขตแตกต่างกันไปตามบริษัท
  • ฟอร์เวิร์ดเดอร์ส่วนใหญ่ให้บริการหลายโหมดขนส่ง ทั้งทางทะเล อากาศ และถนน จึงสามารถแนะนำโหมดที่เหมาะกับสินค้าแต่ละชิ้นได้

ใครก็ตามที่เคยลองจองระวางเรือหรือเครื่องบินโดยตรงกับผู้ขนส่งจะรู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแต่ละสายมีระบบจอง โครงสร้างราคา และเงื่อนไขเอกสารของตัวเอง และผู้ขนส่งส่วนใหญ่ออกแบบระบบมาสำหรับลูกค้าที่มีปริมาณสินค้าจำนวนมาก ไม่ใช่ธุรกิจที่ส่งตู้คอนเทนเนอร์เพียงไม่กี่ตู้ต่อปี Freight Forwarder จึงเกิดขึ้นมาเพื่อเติมเต็มช่องว่างนี้

แทนที่ผู้ส่งสินค้าจะต้องเจรจากับสายเรือ สายการบิน บริษัทรถบรรทุก และตัวแทนออกของแยกกัน ฟอร์เวิร์ดเดอร์ทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานงานทั้งหมดในจุดเดียว โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของเรือ เครื่องบิน หรือรถบรรทุกเอง มูลค่าที่ฟอร์เวิร์ดเดอร์มอบให้คือการเปรียบเทียบตัวเลือกจากหลายผู้ขนส่ง จัดการเอกสารที่เกี่ยวข้อง และดูแลให้สินค้าเคลื่อนที่จากต้นทางถึงปลายทางอย่างต่อเนื่อง

ขอบเขตของคำว่า "Freight Forwarder" แตกต่างกันไปตามแต่ละบริษัท บางรายเน้นเฉพาะการจองระวางและจัดการเอกสาร ส่วนบางรายที่เรียกว่า full-service forwarder จะดูแลครอบคลุมถึงคลังสินค้า การจัดทำประกันภัยสินค้า และบริการส่งถึงประตูแบบ door-to-door ด้วย สิ่งที่เชื่อมโยงบทบาทเหล่านี้เข้าด้วยกันคือฟอร์เวิร์ดเดอร์เป็นผู้ประสานงานและตัวกลางเป็นหลัก ส่วนผสมของบริการเสริมที่เพิ่มเข้ามาแตกต่างกันไปในแต่ละราย จึงควรสอบถามฟอร์เวิร์ดเดอร์ที่กำลังพิจารณาให้ชัดเจนว่าขอบเขตบริการครอบคลุมอะไรบ้าง แทนที่จะสันนิษฐานว่าเหมือนกับที่เคยได้รับจากฟอร์เวิร์ดเดอร์รายอื่นในครั้งก่อน

สรุปประเด็นสำคัญ

แผงสรุปประเด็นสำคัญของบทความ Freight Forwarder คืออะไร
  • ฟอร์เวิร์ดเดอร์ทำหน้าที่ประสานงานการขนส่งแทนผู้ส่งสินค้า โดยทั่วไปไม่ได้เป็นเจ้าของเรือ เครื่องบิน หรือรถบรรทุกเอง

  • งานหลักของฟอร์เวิร์ดเดอร์ ได้แก่ การจองระวางกับผู้ขนส่ง จัดการเอกสาร รวมสินค้า และประสานงานกับตัวแทนออกของและรถบรรทุก

  • ฟอร์เวิร์ดเดอร์ไม่ใช่ตัวแทนออกของ (Customs Broker) การยื่นพิธีการศุลกากรอย่างเป็นทางการต้องใช้ผู้มีใบอนุญาต แม้ฟอร์เวิร์ดเดอร์จะเป็นผู้ประสานงานกระบวนการนี้ก็ตาม

  • การที่ฟอร์เวิร์ดเดอร์ทำหน้าที่เป็นตัวแทน หรือออก House Bill of Lading เองในฐานะ NVOCC มีผลต่อว่าสัญญาขนส่งของผู้ส่งสินค้าทำกับใครจริง ๆ

  • ผู้นำเข้ายังคงรับผิดชอบทางกฎหมายต่อความถูกต้องของใบขนสินค้า รวมถึงพิกัดและมูลค่า แม้ตัวแทนออกของจะเป็นผู้ยื่นเรื่องแทนก็ตาม

  • ฟอร์เวิร์ดเดอร์มีตั้งแต่รายที่ไม่มีทรัพย์สินขนส่งเป็นของตัวเอง ไปจนถึง full-service ที่มีทั้งงานตัวแทนออกของและคลังสินค้าในตัว ขอบเขตแตกต่างกันไปตามบริษัท

  • ฟอร์เวิร์ดเดอร์ส่วนใหญ่ให้บริการหลายโหมดขนส่ง ทั้งทางทะเล อากาศ และถนน จึงสามารถแนะนำโหมดที่เหมาะกับสินค้าแต่ละชิ้นได้

สิ่งที่ Freight Forwarder ทำจริง ๆ

ตัดคำโฆษณาออกไป งานของฟอร์เวิร์ดเดอร์จะเหลือฟังก์ชันหลักที่ค่อนข้างตายตัว ไม่ว่าจะใช้โหมดขนส่งใดก็ตาม

  • จัดหาผู้ขนส่งและจองระวาง — เปรียบเทียบราคา เส้นทาง และพื้นที่ระวางจากสายเรือ สายการบิน หรือพันธมิตรรถบรรทุกหลายราย แล้วจองในแบบที่เหมาะกับสินค้า งบประมาณ และกรอบเวลา
  • การรวมสินค้า (Consolidation) — รวมสินค้าล็อตเล็กจากผู้ส่งหลายรายเข้าตู้เดียวกัน (LCL) หรือพาเลทเดียวกันทางอากาศ เพื่อให้ผู้ส่งที่มีปริมาณไม่ถึงตู้เต็มยังได้เส้นทางที่คุ้มค่า
  • จัดเตรียมและตรวจสอบเอกสาร — ร่างหรือตรวจทาน Commercial Invoice, Packing List และ Bill of Lading หรือ Air Waybill พร้อมตรวจสอบไขว้กันเพื่อให้ตัวเลขตรงกันก่อนสินค้าถึงขั้นตอนศุลกากร
  • ประสานงานกับตัวแทนออกของ — เตรียมความพร้อมพิธีการทั้งต้นทางและปลายทาง แม้การยื่นเรื่องจริงจะทำโดยตัวแทนออกของที่มีใบอนุญาต ไม่ใช่ฟอร์เวิร์ดเดอร์เอง
  • ประสานรถบรรทุกภายในประเทศ — จัดรถจากโรงงาน/คลังของผู้ส่งไปยังท่าเรือหรือสนามบิน และจากท่าเรือหรือสนามบินไปยังผู้รับปลายทาง ในกรณีที่ตกลงบริการแบบ door-to-door
  • ติดตามสถานะและจัดการปัญหาเฉพาะหน้า — ติดตามความคืบหน้าของสินค้าและแจ้งเตือนปัญหา เช่น เรือพลาดรอบ เอกสารขาดหาย หรือคำถามจากศุลกากร ให้เร็วพอที่จะแก้ไขก่อนที่จะบานปลายเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ไม่มีฟังก์ชันใดในรายการนี้จำเป็นต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินขนส่งเอง นี่คือข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างที่ควรจำไว้ ธุรกิจของฟอร์เวิร์ดเดอร์อยู่ที่ข้อมูล ความสัมพันธ์กับผู้ขนส่งหลายราย และการบริหารกระบวนการ ไม่ใช่เหล็กกล้าและน้ำมันดีเซล

ตัวแทนหรือผู้ขนส่ง: ทำไมความแตกต่างของ NVOCC จึงสำคัญ

ในทางกฎหมาย ฟอร์เวิร์ดเดอร์สามารถอยู่ในสถานะใดสถานะหนึ่งจากสองแบบเมื่อเทียบกับการขนส่งแต่ละครั้ง และความแตกต่างนี้มีผลต่อว่าสัญญาขนส่งของผู้ส่งสินค้าทำกับใครจริง ๆ

หากทำหน้าที่เป็น ตัวแทน (Agent) ล้วน ๆ ฟอร์เวิร์ดเดอร์จะจัดการขนส่งแทนผู้ส่งสินค้า แต่สัญญาขนส่งจริงเกิดขึ้นระหว่างผู้ส่งสินค้ากับผู้ขนส่ง (สายเรือหรือสายการบิน) โดยตรง ฟอร์เวิร์ดเดอร์เป็นผู้อำนวยความสะดวก ไม่ได้เป็นคู่สัญญาขนส่งเอง

หากทำหน้าที่เป็น NVOCC — Non-Vessel Operating Common Carrier ฟอร์เวิร์ดเดอร์จะออก House Bill of Lading (House B/L) ของตัวเองให้ผู้ส่งสินค้า และแยกไปจองระวางกับผู้ขนส่งที่เป็นเจ้าของเรือจริง โดยได้รับ Master Bill of Lading (Master B/L) กลับมา ในโครงสร้างนี้ ฟอร์เวิร์ดเดอร์กลายเป็นผู้ขนส่งตามสัญญาในมุมมองของผู้ส่งสินค้า แม้จะไม่ได้เป็นเจ้าของหรือผู้ดำเนินการเรือเองก็ตาม ฟอร์เวิร์ดเดอร์รับผิดชอบต่อสินค้าในลักษณะเดียวกับผู้ขนส่งตามเงื่อนไขที่ระบุบน House B/L ของตัวเอง ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างฟอร์เวิร์ดเดอร์กับผู้ขนส่งเจ้าของเรือจริงเป็นสัญญาแยกต่างหากที่ผู้ส่งสินค้าไม่ได้เป็นคู่สัญญาโดยตรง

ความแตกต่างนี้มีผลในทางปฏิบัติหลายด้าน ประการแรก เป็นตัวกำหนดว่าผู้ส่งสินค้ามีสิทธิเรียกร้องทางกฎหมายโดยตรงกับใครหากสินค้าเกิดปัญหา ภายใต้โครงสร้าง NVOCC คือฟอร์เวิร์ดเดอร์ตามเงื่อนไขบน House B/L ไม่ใช่สายเรือที่ฟอร์เวิร์ดเดอร์ไปจ้างช่วงมาอีกที ประการที่สอง มีผลต่อว่าใครควบคุมสินค้าที่ปลายทาง เพราะการปล่อยสินค้าปกติผูกกับผู้ถือหรือผู้มีชื่อบนใบตราส่งที่เกี่ยวข้อง ประการที่สาม อธิบายได้ว่าทำไมใบเสนอราคาจากฟอร์เวิร์ดเดอร์สองรายที่ดูเหมือนครอบคลุมสินค้าล็อตเดียวกันจึงมีเงื่อนไขความรับผิดต่างกันได้ แม้จะจองระวางเรือกับสายเรือเดียวกันก็ตาม

ในการใช้งานทั่วไป ผู้ส่งสินค้าส่วนใหญ่จะไม่สังเกตเห็นความต่าง สินค้าก็ยังเคลื่อนที่ เอกสารก็ยังถูกจัดเตรียม การส่งมอบก็ยังเกิดขึ้นตามปกติ ความแตกต่างนี้จะกลายเป็นเรื่องสำคัญในทางปฏิบัติทันทีที่มีบางอย่างผิดพลาด เช่น การเคลมสินค้า ข้อพิพาทเรื่องการส่งมอบ หรือคำถามว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบตามสัญญา จึงเป็นคำถามที่สมเหตุสมผลที่จะถามฟอร์เวิร์ดเดอร์โดยตรงว่า ใบเสนอราคานี้เป็นการจัดการขนส่งในฐานะตัวแทน หรือฟอร์เวิร์ดเดอร์ออก House B/L เองในฐานะ NVOCC

ฟอร์เวิร์ดเดอร์ในฐานะตัวแทน เทียบกับฐานะ NVOCC

ตารางเปรียบเทียบสถานะตามสัญญาของฟอร์เวิร์ดเดอร์ เมื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนล้วน ๆ เทียบกับเมื่อออก House Bill of Lading เองในฐานะ NVOCC ครอบคลุมว่าสัญญาขนส่งทำกับใคร ใบตราส่งใดถูกใช้ และการเคลมสินค้าต้องดำเนินการกับใคร

ทำหน้าที่เป็นตัวแทน (Agent)

  • สัญญาขนส่งเกิดขึ้นระหว่างผู้ส่งสินค้ากับผู้ขนส่งเจ้าของเรือโดยตรง
  • ฟอร์เวิร์ดเดอร์จัดการและอำนวยความสะดวก แต่ไม่ใช่คู่สัญญาขนส่งเอง
  • ฟอร์เวิร์ดเดอร์ไม่ออก House B/L ใช้ใบตราส่งของผู้ขนส่งเองเป็นหลัก
  • การเคลมสินค้าโดยทั่วไปดำเนินการกับผู้ขนส่งโดยตรง

ทำหน้าที่เป็น NVOCC (ออก House B/L)

  • ฟอร์เวิร์ดเดอร์ออก House B/L ของตัวเองให้ผู้ส่งสินค้า และถือ Master B/L แยกต่างหากจากผู้ขนส่งเจ้าของเรือ
  • ฟอร์เวิร์ดเดอร์กลายเป็นผู้ขนส่งตามสัญญาในมุมมองของผู้ส่งสินค้า
  • ฟอร์เวิร์ดเดอร์รับผิดชอบต่อสินค้าในลักษณะผู้ขนส่งตามเงื่อนไขบน House B/L ของตัวเอง
  • การเคลมสินค้าโดยทั่วไปดำเนินการกับฟอร์เวิร์ดเดอร์ตามเงื่อนไขบน House B/L

สิ่งที่ Freight Forwarder ไม่ได้ทำ

ฟอร์เวิร์ดเดอร์ไม่ใช่ตัวแทนออกของ (Customs Broker) การสำแดงศุลกากรอย่างเป็นทางการในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ต้องดำเนินการโดยตัวแทนออกของที่มีใบอนุญาตเท่านั้น ฟอร์เวิร์ดเดอร์ทำหน้าที่ประสานกระบวนการ ทั้งเอกสาร ระยะเวลา และการสื่อสารกับตัวแทนออกของ แต่การยื่นเรื่องจริงเป็นหน้าที่ที่ต้องมีใบอนุญาตแยกต่างหาก ฟอร์เวิร์ดเดอร์บางรายมีทีมตัวแทนออกของที่มีใบอนุญาตอยู่ภายในบริษัทเอง บางรายจ้างตัวแทนออกของอิสระภายนอกมาดำเนินการแทน ไม่ว่ากรณีใด การยื่นเรื่องจะทำโดยผู้มีใบอนุญาต ไม่ใช่ฟอร์เวิร์ดเดอร์ในฐานะผู้ประสานงานทั่วไป

ประเด็นนี้ควรพูดให้ชัดเจน เพราะมีผลเชิงพาณิชย์จริง คือ ผู้นำเข้ายังคงต้องรับผิดชอบทางกฎหมายต่อความถูกต้องของใบขนสินค้า รวมถึงพิกัดศุลกากรและมูลค่าที่สำแดง แม้ว่าตัวแทนออกของจะเป็นผู้ยื่นเรื่องแทนก็ตาม ตัวแทนออกของหรือฟอร์เวิร์ดเดอร์สามารถให้คำแนะนำ จัดเตรียมเอกสาร และแจ้งเตือนความไม่สอดคล้องได้ แต่ความถูกต้องของสิ่งที่สำแดงยังคงเป็นภาระของผู้นำเข้า การมอบเอกสารให้ฟอร์เวิร์ดเดอร์หรือตัวแทนออกของไม่ได้โอนความรับผิดชอบนี้ไป เป็นเพียงการมอบหมายกลไกการยื่นเรื่อง ขณะที่ความรับผิดชอบทางกฎหมายต่อสิ่งที่สำแดงยังคงอยู่กับผู้นำเข้าของตามกฎหมาย

ฟอร์เวิร์ดเดอร์ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ขนส่งเจ้าของเรือเองด้วย ตามเหตุผลที่กล่าวไปข้างต้น ไม่ว่าจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนหรือ NVOCC ก็มีผลต่อว่าสัญญาขนส่งของผู้ส่งสินค้าทำกับใครจริง ๆ แต่ทั้งสองกรณีฟอร์เวิร์ดเดอร์มักไม่ได้เป็นเจ้าของเรือ เครื่องบิน หรือฝูงรถบรรทุกทางไกลที่ขนสินค้าจริง สิ่งที่ฟอร์เวิร์ดเดอร์เป็นเจ้าของจริง ๆ คือชั้นของการประสานงานที่อยู่ระหว่างผู้ส่งสินค้ากับทุกฝ่ายที่เหลือในห่วงโซ่การขนส่ง

ใครรับผิดชอบส่วนไหนบ้าง

เนื่องจากการขนส่งแต่ละครั้งเกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายที่ทำงานร่วมกัน การแยกหน้าที่ออกจากความรับผิดชอบจะช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น ตารางด้านล่างแจกแจงฟังก์ชันหลักสี่อย่างของการขนส่ง ได้แก่ การจองระวางกับผู้ขนส่ง การจัดการเอกสาร การยื่นพิธีการศุลกากร และความรับผิดชอบทางกฎหมายต่อใบขนสินค้า เทียบกับสี่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยทั่วไป คือฟอร์เวิร์ดเดอร์ ผู้ขนส่งเจ้าของเรือ ตัวแทนออกของ และผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกเอง

รูปแบบที่ควรสังเกตคือความรับผิดชอบไม่ได้กระจุกอยู่ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ฟอร์เวิร์ดเดอร์ประสานงานแต่ไม่ได้ยื่นเอกสารศุลกากรเอง ผู้ขนส่งเคลื่อนย้ายสินค้าแต่ไม่ได้บริหารเอกสารแทนผู้ส่งสินค้า ตัวแทนออกของยื่นใบขนสินค้าแต่ภาระความถูกต้องยังย้อนกลับไปที่ผู้นำเข้า การเข้าใจการแบ่งหน้าที่นี้ช่วยให้รู้ว่าควรติดต่อใครจริง ๆ เมื่อเกิดปัญหาเฉพาะจุด แทนที่จะติดต่อ "ฟอร์เวิร์ดเดอร์" ทุกครั้งไม่ว่าปัญหาจะอยู่ตรงไหนก็ตาม

ใครทำหน้าที่อะไร: ฟอร์เวิร์ดเดอร์ ผู้ขนส่ง ตัวแทนออกของ ผู้นำเข้า

ตารางแสดงฟังก์ชันสี่อย่างของการขนส่ง คือการจองระวาง เอกสาร การยื่นศุลกากร และความรับผิดชอบทางกฎหมายต่อความถูกต้องของใบขน เทียบกับสี่ฝ่าย คือฟอร์เวิร์ดเดอร์ ผู้ขนส่งเจ้าของเรือ ตัวแทนออกของ และผู้นำเข้า/ผู้ส่งออก แสดงให้เห็นว่าความรับผิดชอบไม่ได้กระจุกอยู่ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
หน้าที่ฟอร์เวิร์ดเดอร์ผู้ขนส่งเจ้าของเรือตัวแทนออกของผู้นำเข้า / ผู้ส่งออก
การจองระวางเปรียบเทียบและจองระวางจากผู้ขนส่งหลายรายขายพื้นที่ระวางบนเรือหรือเครื่องบินของตัวเองไม่เกี่ยวข้องกับการจองระวางให้รายละเอียดสินค้าที่เป็นพื้นฐานของการจอง
เอกสารจัดเตรียมและตรวจสอบไขว้เอกสารขนส่งออก Master B/L สำหรับระวางที่ขายไปใช้เอกสารขนส่งเพื่อจัดทำใบขนสินค้าให้ข้อมูลเชิงพาณิชย์พื้นฐาน เช่น invoice และรายละเอียดสินค้า
การยื่นพิธีการศุลกากรประสานเวลาและการสื่อสารกับตัวแทนออกของไม่เกี่ยวข้องกับการยื่นใบขนสินค้ายื่นใบขนสินค้าอย่างเป็นทางการมอบอำนาจให้ตัวแทนออกของยื่นเรื่องแทน
ความถูกต้องของใบขนสินค้าไม่ต้องรับผิดชอบทางกฎหมายต่อพิกัดหรือมูลค่าที่สำแดงไม่ต้องรับผิดชอบทางกฎหมายต่อพิกัดหรือมูลค่าที่สำแดงจัดทำใบขนสินค้าจากข้อมูลที่ได้รับมายังคงรับผิดชอบทางกฎหมายต่อความถูกต้องของพิกัดและมูลค่า

ประเภทของ Freight Forwarder

ไม่ใช่ทุกบริษัทที่เรียกตัวเองว่าฟอร์เวิร์ดเดอร์จะให้บริการขอบเขตเดียวกัน ความแตกต่างเหล่านี้ควรรู้ไว้ก่อนเปรียบเทียบใบเสนอราคา

Non-asset-based forwarder ไม่มีทรัพย์สินขนส่งเป็นของตัวเองเลย ดำเนินงานผ่านความสัมพันธ์กับผู้ขนส่ง รถบรรทุก และคลังสินค้าทั้งหมด มูลค่าที่มอบให้คือการเปรียบเทียบ การประสานงาน และเอกสาร

Asset-based หรือ hybrid forwarder มีทรัพย์สินบางส่วนเป็นของตัวเอง เช่น ฝูงรถบรรทุก คลังสินค้า หรือบางครั้งอุปกรณ์ตู้คอนเทนเนอร์ ควบคู่ไปกับบทบาทการประสานงาน ซึ่งอาจหมายถึงการควบคุมที่แน่นหนากว่าในบางช่วงของการขนส่ง เช่น การส่งมอบภายในประเทศช่วงสุดท้าย แต่ไม่ได้เปลี่ยนข้อเท็จจริงที่ว่าช่วงขนส่งระหว่างประเทศทางเรือหรืออากาศยังคงจองกับผู้ขนส่งภายนอกอยู่ดี

Specialist forwarder มุ่งเน้นขอบเขตแคบลง เช่น โหมดขนส่งเดียว เส้นทางการค้าเฉพาะ หรือประเภทสินค้าเฉพาะ เช่น สินค้าควบคุมอุณหภูมิหรือสินค้าขนาดใหญ่เกินมาตรฐาน และสั่งสมความเชี่ยวชาญในจุดนั้นลึกกว่าฟอร์เวิร์ดเดอร์ทั่วไป

Full-service forwarder เพิ่มบริการอื่นทับบทบาทการประสานงานหลัก เช่น คลังสินค้า การจัดทำประกันภัยสินค้า งานตัวแทนออกของที่ทำภายในบริษัทเองแทนการจ้างช่วง และบริการ door-to-door ที่จัดการเป็นแพ็กเกจเดียวแทนการจองแยกส่วน

ไม่มีประเภทใดดีกว่ากันโดยเนื้อแท้ ฟอร์เวิร์ดเดอร์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ลึกในเส้นทางหนึ่งอาจทำผลงานได้ดีกว่าผู้ให้บริการ full-service รายใหญ่ในเส้นทางนั้นโดยเฉพาะ ขณะที่ full-service forwarder เหมาะกับผู้ส่งสินค้าที่ต้องการสัญญาเดียวครอบคลุมทั้งการเดินทาง แนวทางที่มีประโยชน์คือจับคู่ประเภทให้ตรงกับสิ่งที่สินค้าล็อตนั้นต้องการจริง ๆ แทนที่จะสันนิษฐานว่าฟอร์เวิร์ดเดอร์ทุกรายให้บริการขอบเขตเดียวกันหมด

ประเภทของฟอร์เวิร์ดเดอร์ตามขอบเขตบริการ

ภาพแสดงประเภทของฟอร์เวิร์ดเดอร์เป็นชั้น ตั้งแต่ non-asset-based ทั่วไป ไปจนถึง asset-based/hybrid, specialist และ full-service แสดงให้เห็นว่าแต่ละชั้นเพิ่มความสามารถทับบทบาทประสานงานหลัก
Non-asset-based forwarder
ไม่มีทรัพย์สินขนส่งเป็นของตัวเอง มูลค่าที่มอบให้คือการเปรียบเทียบ ประสานงาน และจัดการเอกสาร
Asset-based / hybrid forwarder
มีทรัพย์สินบางส่วนเป็นของตัวเอง เช่น รถบรรทุกหรือคลังสินค้า ควบคู่กับบทบาทประสานงาน
Specialist forwarder
มุ่งเน้นโหมด เส้นทาง หรือประเภทสินค้าเฉพาะ สั่งสมความเชี่ยวชาญเฉพาะทางลึกกว่า
Full-service forwarder
เพิ่มคลังสินค้า การจัดทำประกันภัย งานตัวแทนออกของในบริษัท และการประสานงาน door-to-door ทับบทบาทหลัก

Freight Forwarder คิดค่าบริการอย่างไร

โครงสร้างค่าบริการแตกต่างกันไปตามฟอร์เวิร์ดเดอร์และลักษณะของสินค้าแต่ละชิปเมนต์ การเข้าใจรูปแบบทั่วไปช่วยให้เปรียบเทียบใบเสนอราคาได้อย่างถูกต้องมากขึ้น ฟอร์เวิร์ดเดอร์บางรายเสนอราคาแบบเหมารวม (all-in) ที่รวมค่าระวาง ค่าดำเนินการ และค่าประสานงานไว้เป็นตัวเลขเดียว บางรายแยกรายการต้นทุนออกจากกัน เช่น ค่าระวางทางเรือหรืออากาศ ค่าดำเนินการที่ท่าเรือ/สนามบิน ค่าเอกสาร และค่าประสานศุลกากร เพื่อให้ผู้ส่งสินค้าเห็นที่มาของแต่ละค่าใช้จ่าย

ไม่มีรูปแบบใดดีกว่ากันโดยเนื้อแท้ แต่ทั้งสองแบบเปรียบเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้หากไม่ตรวจสอบว่าครอบคลุมอะไรบ้าง ใบเสนอราคาแบบเหมารวมที่ดูสูงกว่าใบเสนอราคาแบบแยกรายการจากอีกรายอาจกลับกลายเป็นถูกกว่าเมื่อรวมค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมของใบเสนอราคาแบบแยกรายการ เช่น ค่าเอกสาร ค่าดำเนินการ และค่ารถบรรทุกเข้าไปแล้ว ควรสอบถามฟอร์เวิร์ดเดอร์โดยตรงว่าใบเสนอราคาครอบคลุมสิ่งใดบ้าง เช่น ค่าระวางระหว่างประเทศ ค่าดำเนินการที่ท่าเรือหรือสนามบิน ค่าเอกสาร ค่าประสานงานตัวแทนออกของ รถบรรทุกภายในประเทศทั้งสองด้าน และค่าประกันภัยสินค้าหากเกี่ยวข้อง แทนที่จะสันนิษฐานว่าตัวเลขหลักคือต้นทุนทั้งหมดของการขนส่ง

เมื่อไหร่ธุรกิจต้องการ Freight Forwarder — และเมื่อไหร่ที่อาจไม่จำเป็น

ธุรกิจทุกขนาดสามารถใช้บริการฟอร์เวิร์ดเดอร์ได้ แต่เหตุผลในการใช้จะหนักแน่นที่สุดสำหรับผู้ส่งสินค้าที่ส่งไม่สม่ำเสมอ ใช้หลายโหมดขนส่ง หรือไม่มีทีมโลจิสติกส์ประจำในองค์กร สำหรับบริษัทที่ส่งสินค้าเพียงไม่กี่ครั้งต่อปี การสร้างความสัมพันธ์โดยตรงกับผู้ขนส่งแต่ละราย เรียนรู้ข้อกำหนดเอกสารของแต่ละเจ้า และบริหารการประสานศุลกากรเองมักไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เมื่อเทียบกับการทำงานผ่านฟอร์เวิร์ดเดอร์ที่มีความสัมพันธ์และความรู้กระบวนการเหล่านี้อยู่แล้ว

เหตุผลในการจองตรงกับผู้ขนส่งโดยข้ามฟอร์เวิร์ดเดอร์นั้นแคบกว่า โดยทั่วไปเหมาะกับผู้ส่งสินค้าที่มีปริมาณสม่ำเสมอและสูงบนเส้นทางประจำ มากพอที่จะคุ้มค่าในการเจรจาราคาสัญญาตรงและจัดทีมงานภายในดูแลเอกสารและการประสานงานเอง แม้ในสถานการณ์นั้น ผู้ส่งสินค้ารายใหญ่จำนวนมากก็ยังใช้ฟอร์เวิร์ดเดอร์สำหรับบางเส้นทางหรือบางโหมดอยู่ดี เพราะการดูแลความสัมพันธ์โดยตรงกับผู้ขนส่งทุกรายในทุกเส้นทางเพิ่มภาระงานบริหารที่ฟอร์เวิร์ดเดอร์รับไปแทนได้

ในทางปฏิบัติ การตัดสินใจมักไม่ใช่แบบขาวดำ ผู้นำเข้า-ส่งออกบางรายใช้ฟอร์เวิร์ดเดอร์สำหรับสินค้าส่วนใหญ่ แต่เจรจาสัญญาตรงกับผู้ขนส่งสำหรับเส้นทางที่มีปริมาณสูงและคาดการณ์ได้ ซึ่งลักษณะสินค้าคงที่ในแต่ละครั้ง ความสัมพันธ์กับฟอร์เวิร์ดเดอร์และความสัมพันธ์ตรงกับผู้ขนส่งจึงไม่ได้ขัดแย้งกัน สามารถใช้ควบคู่กันได้

สิ่งที่ควรพิจารณาเมื่อเลือก Freight Forwarder

มีคำถามเชิงปฏิบัติไม่กี่ข้อที่ช่วยแยกฟอร์เวิร์ดเดอร์ที่เหมาะกับความต้องการของผู้ส่งสินค้าแต่ละรายออกจากรายที่ไม่เหมาะ

  • ความครอบคลุมโหมดขนส่ง — ฟอร์เวิร์ดเดอร์รายนี้ดูแลทั้งทางเรือ อากาศ และถนน หรือเชี่ยวชาญเฉพาะโหมดเดียว และตรงกับประเภทสินค้าที่ธุรกิจต้องการจริงหรือไม่
  • งานตัวแทนออกของ — งานตัวแทนออกของที่มีใบอนุญาตทำภายในบริษัทเองหรือจ้างช่วง และมีการประสานงานอย่างไรในสินค้าแต่ละล็อต
  • เครือข่ายผู้ขนส่ง — ฟอร์เวิร์ดเดอร์ทำงานร่วมกับผู้ขนส่งหลายรายในเส้นทางที่เกี่ยวข้องหรือไม่ ทำให้มีตัวเลือกด้านเส้นทางและตารางเวลาจริง หรือพึ่งพาผู้ขนส่งรายเดียวเป็นหลัก
  • แนวทางจัดการเอกสาร — ฟอร์เวิร์ดเดอร์ตรวจสอบความสอดคล้องของเอกสารก่อนจองอย่างไร เพราะจุดนี้มักเป็นต้นตอความล่าช้าที่ศุลกากร
  • การสื่อสาร — กระบวนการมาตรฐานในการแจ้งเตือนความล่าช้า สินค้าติดตรวจศุลกากร หรือปัญหาเอกสารเป็นอย่างไร และผู้ส่งสินค้าควรคาดหวังจะได้รับแจ้งเร็วแค่ไหนเมื่อเกิดปัญหา
  • การจัดทำประกันภัย — ฟอร์เวิร์ดเดอร์สามารถจัดทำประกันภัยสินค้าให้ได้หรือไม่ หรือผู้ส่งสินค้าต้องจัดหาเอง

ไม่มีคำถามข้อใดที่มี "คำตอบที่ถูกต้อง" แบบตายตัว ฟอร์เวิร์ดเดอร์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะโหมดเดียวไม่ได้ด้อยกว่าฟอร์เวิร์ดเดอร์แบบ full-service เพียงแต่เหมาะกับความต้องการที่ต่างกัน ประโยชน์ของการถามคำถามเหล่านี้คือการรู้ว่ากำลังซื้อบริการอะไรอยู่จริง ๆ ก่อนนำราคาไปเทียบกับใบเสนอราคาของอีกรายที่อาจมีขอบเขตบริการต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ตัวอย่าง

สมมติผู้นำเข้าไทยรายหนึ่งกำลังนำเข้าเฟอร์นิเจอร์จากซัพพลายเออร์ต่างประเทศ แทนที่จะติดต่อสายเรือโดยตรงเพื่อเช็คพื้นที่ตู้คอนเทนเนอร์ แล้วโทรหาตัวแทนออกของแยกต่างหากเพื่อถามเรื่องพิธีการศุลกากร และติดต่อบริษัทรถบรรทุกอีกรายเพื่อจัดส่งจากท่าเรือ ผู้นำเข้าเลือกทำงานกับฟอร์เวิร์ดเดอร์รายเดียว

ฟอร์เวิร์ดเดอร์จะตรวจสอบว่าปริมาณสินค้าเหมาะกับ FCL หรือ LCL ขอใบเสนอราคาจากสายเรือสองถึงสามราย ยืนยันเอกสารที่จำเป็น และเตรียมตัวแทนออกของกับรถบรรทุกไว้ล่วงหน้า หากฟอร์เวิร์ดเดอร์ออก House B/L เองสำหรับสินค้าล็อตนี้ในฐานะ NVOCC สัญญาขนส่งของผู้นำเข้าจะทำกับฟอร์เวิร์ดเดอร์โดยตรง และหากมีการเคลมสินค้าก็จะดำเนินการกับฟอร์เวิร์ดเดอร์ตามเงื่อนไขบน House B/L นั้น แต่หากฟอร์เวิร์ดเดอร์ทำหน้าที่เป็นตัวแทนล้วน ๆ สัญญาขนส่งหลักจะอยู่กับสายเรือ และบทบาทของฟอร์เวิร์ดเดอร์จำกัดอยู่ที่การจัดการและประสานงานเท่านั้น

ไม่ว่ากรณีใด เมื่อสินค้าถึงศุลกากรไทย ตัวแทนออกของที่มีใบอนุญาตไม่ว่าจะเป็นทีมภายในของฟอร์เวิร์ดเดอร์หรือบริษัทที่รับช่วงต่อ จะเป็นผู้ยื่นใบขนสินค้า ผู้นำเข้ายังคงเป็นฝ่ายที่รับผิดชอบทางกฎหมายต่อความถูกต้องของสิ่งที่สำแดง ไม่ว่าใครจะเป็นผู้กรอกข้อมูลเข้าระบบก็ตาม ในตัวอย่างนี้ ผู้นำเข้ามีจุดติดต่อเดียวและไทม์ไลน์ที่ประสานกันไว้แล้ว แทนที่จะต้องจัดการบทสนทนาแยกกันสามทาง แต่การเข้าใจว่าใครรับผิดชอบตามสัญญาในส่วนใดยังคงสำคัญอยู่เบื้องหลังความสะดวกนี้

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เข้าใจว่าฟอร์เวิร์ดเดอร์กับตัวแทนออกของเป็นสิ่งเดียวกัน แล้วคาดหวังให้ฟอร์เวิร์ดเดอร์ยื่นพิธีการศุลกากรเองโดยตรง
  • ติดต่อฟอร์เวิร์ดเดอร์โดยยังไม่มีข้อมูลน้ำหนัก ปริมาตร หรือขนาดสินค้าพร้อม ทำให้ได้รับคำแนะนำโหมด/ราคาที่ล่าช้าหรือไม่แม่นยำ
  • เลือกฟอร์เวิร์ดเดอร์จากราคาอย่างเดียว โดยไม่ตรวจสอบว่าบริการใดรวมอยู่จริงบ้าง เช่น การประสานศุลกากร รถบรรทุก หรือประกันภัย
  • เข้าใจว่าฟอร์เวิร์ดเดอร์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนกับที่ทำหน้าที่เป็น NVOCC มีความรับผิดชอบตามสัญญาต่อสินค้าเหมือนกัน ทั้งที่ไม่เหมือนกัน ควรสอบถามให้ชัดเจนว่าการจองแต่ละครั้งเป็นแบบใด

สิ่งที่ควรเตรียม

  • ประเภทสินค้า น้ำหนัก และขนาด (หรือ CBM สำหรับทางเรือ)
  • ต้นทางและปลายทาง รวมถึงต้องการบริการ door-to-door หรือไม่
  • แนวคิดคร่าว ๆ ว่าฟอร์เวิร์ดเดอร์แบบ full-service หรือแบบเฉพาะทางเหมาะกับสินค้าล็อตนี้มากกว่ากัน
  • การยืนยันจากฟอร์เวิร์ดเดอร์ว่าใบเสนอราคานี้อยู่ในฐานะตัวแทนหรือ NVOCC ที่ออก House B/L เอง หากความแตกต่างนี้มีผลต่อสินค้าล็อตนั้น

คำถามที่พบบ่อย

Freight Forwarder เหมือนกับบริษัทเดินเรือหรือไม่?

ไม่เหมือนกัน บริษัทเดินเรือ (ผู้ขนส่ง) คือเจ้าของหรือผู้ดำเนินการเรือ เครื่องบิน หรือรถบรรทุกที่ใช้ขนส่งสินค้าจริง ส่วนฟอร์เวิร์ดเดอร์เป็นตัวกลางที่จองระวางกับผู้ขนส่งและประสานงานการขนส่งแทนผู้ส่งสินค้า โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินขนส่งเอง

ธุรกิจขนาดเล็กจำเป็นต้องใช้ Freight Forwarder ไหม หรือเฉพาะผู้นำเข้ารายใหญ่เท่านั้น?

ธุรกิจทุกขนาดสามารถใช้บริการฟอร์เวิร์ดเดอร์ได้ และธุรกิจขนาดเล็กหรือที่ส่งสินค้าไม่บ่อยมักได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะยังไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับผู้ขนส่งหรือความรู้ด้านโลจิสติกส์ในองค์กร

Freight Forwarder คิดค่าบริการอย่างไร?

โครงสร้างค่าบริการแตกต่างกันไปตามฟอร์เวิร์ดเดอร์และลักษณะของสินค้าแต่ละชิปเมนต์ บางรายเสนอราคาแบบเหมารวมทั้งค่าระวางและค่าประสานงาน ส่วนบางรายจะแยกรายการค่าระวาง ค่าดำเนินการ และค่าเอกสารออกจากกัน ควรสอบถามให้ชัดเจนว่าใบเสนอราคาครอบคลุมค่าใช้จ่ายใดบ้างก่อนตัดสินใจจอง

Freight Forwarder รายเดียวดูแลทั้งทางเรือและทางอากาศให้ธุรกิจเดียวกันได้ไหม?

ได้ ฟอร์เวิร์ดเดอร์ส่วนใหญ่ให้บริการหลายโหมดขนส่ง ซึ่งเป็นข้อดีหลักของการใช้บริการฟอร์เวิร์ดเดอร์ เพราะจุดติดต่อเดียวสามารถแนะนำและจัดการได้ทั้งทางเรือ อากาศ หรือถนน ตามความต้องการของสินค้าแต่ละชิปเมนต์

ฟอร์เวิร์ดเดอร์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนกับที่ทำหน้าที่เป็น NVOCC ต่างกันอย่างไร?

ในฐานะตัวแทน ฟอร์เวิร์ดเดอร์จัดการขนส่งให้ แต่สัญญาขนส่งของผู้ส่งสินค้าจะทำกับผู้ขนส่งเจ้าของเรือโดยตรง ส่วนในฐานะ NVOCC ฟอร์เวิร์ดเดอร์จะออก House Bill of Lading เอง และกลายเป็นผู้ขนส่งตามสัญญาในมุมมองของผู้ส่งสินค้า แม้จะไม่ได้เป็นเจ้าของเรือก็ตาม ความแตกต่างนี้มีผลต่อว่าการเคลมสินค้าจะดำเนินการกับใคร

หากตัวแทนออกของกรอกใบขนสินค้าผิดพลาด ฉันยังต้องรับผิดชอบอยู่ไหม?

โดยทั่วไปแล้วใช่ ผู้นำเข้ายังคงรับผิดชอบทางกฎหมายต่อความถูกต้องของใบขนสินค้า รวมถึงพิกัดและมูลค่าที่สำแดง แม้ตัวแทนออกของที่มีใบอนุญาตจะเป็นผู้ยื่นเรื่องแทนก็ตาม จึงควรตรวจทานเอกสารที่ตัวแทนออกของจัดเตรียมก่อนยื่นเรื่องจริง แทนที่จะสันนิษฐานว่าถูกต้องเสมอ

ฟอร์เวิร์ดเดอร์แบบ Full-Service ดีที่สุดเสมอไปหรือไม่?

ไม่จำเป็นเสมอไป ฟอร์เวิร์ดเดอร์แบบ full-service เหมาะกับผู้ส่งสินค้าที่ต้องการสัญญาเดียวครอบคลุมทั้งการเดินทาง แต่ฟอร์เวิร์ดเดอร์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ลึกในเส้นทางหรือประเภทสินค้าหนึ่ง ๆ อาจทำผลงานได้ดีกว่าฟอร์เวิร์ดเดอร์ทั่วไปในเส้นทางนั้นโดยเฉพาะ ตัวเลือกที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสิ่งที่สินค้าล็อตนั้นต้องการจริง ๆ

Freight Forwarder ประเทศไทย

พร้อมวางแผนการขนส่งครั้งถัดไปหรือยัง?

โทรLINEขอใบเสนอราคา