Skip to content
Thai Global Freight
เอกสาร
ภาพประกอบหน้าปกอธิบายว่า Bill of Lading คืออะไร ทั้งการเป็นใบรับสินค้า หลักฐานสัญญาการขนส่ง และเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์เมื่อออกแบบ to order พร้อมความแตกต่างระหว่าง Original, Telex Release และ Seaway Bill

Bill of Lading คืออะไร

Bill of Lading คืออะไร มีข้อมูลอะไรบ้าง และความแตกต่างโดยทั่วไประหว่าง Original B/L, Telex Release และ Seaway Bill

ผู้เขียน: Thai Global Freight Editorial Teamตรวจทานโดย: Thai Global Freight Editorial Teamเผยแพร่: 2026-08-23อัปเดตล่าสุด: 2026-08-23ตรวจสอบล่าสุด: 2026-08-23
สารบัญเนื้อหา
  1. 01หน้าที่สามอย่างของ Bill of Lading
  2. 02ข้อมูลที่ปรากฏใน Bill of Lading
  3. 03Shipped on Board กับ Received for Shipment
  4. 04Clean B/L กับ Claused (Foul) B/L
  5. 05Master B/L กับ House B/L
  6. 06Original B/L, Telex Release และ Seaway Bill
  7. 07เหตุใดหน้าที่การเป็นเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์จึงสำคัญ
  8. 08ความสอดคล้องของ B/L กับเอกสารชุดอื่น
  9. 09เกิดอะไรขึ้นเมื่อ B/L ผิดพลาด
  10. 10ผู้ส่งสินค้าให้ข้อมูลอะไร เทียบกับสายเรือ/ฟอร์เวิร์ดเดอร์เตรียมอะไร
  11. 11Bill of Lading กับ Air Waybill
  12. 12ตัวอย่างประกอบ

คำตอบโดยสรุป

Bill of Lading (B/L) คือเอกสารที่สายเรือออกให้ผู้ส่งสินค้า ทำหน้าที่สามอย่างพร้อมกัน คือเป็นใบรับสินค้ายืนยันว่าสายเรือได้รับสินค้าไว้ในความดูแลแล้ว เป็นหลักฐานสัญญาการขนส่งระหว่างผู้ส่งสินค้ากับสายเรือ และในรูปแบบที่โอนสิทธิ์ได้ (negotiable) ยังทำหน้าที่เป็นเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในสินค้า หมายความว่าผู้ถือ B/L ต้นฉบับสามารถเรียกรับสินค้าได้ เนื่องจากมีหน้าที่แสดงกรรมสิทธิ์นี้ วิธีการปล่อยสินค้าจึงมีความสำคัญ B/L ต้นฉบับแบบโอนสิทธิ์ได้โดยทั่วไปต้องยื่นเอกสารตัวจริงเพื่อรับสินค้า ในขณะที่ Telex Release ทำให้สายเรืออนุญาตปล่อยสินค้าที่ปลายทางได้โดยไม่ต้องใช้เอกสารตัวจริง ส่วน Seaway Bill เป็นเอกสารที่ไม่สามารถโอนสิทธิ์ได้ตั้งแต่แรก โดยปล่อยสินค้าให้ผู้รับที่ระบุชื่อไว้โดยตรง Master B/L (สายเรือถึงฟอร์เวิร์ดเดอร์) และ House B/L (ฟอร์เวิร์ดเดอร์ถึงผู้ส่งสินค้า) เป็นสัญญาคนละฉบับที่ครอบคลุมสินค้าเดียวกันในระดับต่างกัน วิธีปล่อยสินค้าใดจะถูกนำมาใช้ขึ้นอยู่กับการจองสินค้าและขั้นตอนของสายเรือแต่ละราย

สรุปประเด็นสำคัญ

  • Bill of Lading เป็นทั้งใบรับสินค้า หลักฐานสัญญาการขนส่ง และในรูปแบบที่โอนสิทธิ์ได้ยังเป็นเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในสินค้าด้วย
  • B/L ต้นฉบับแบบโอนสิทธิ์ได้ โดยทั่วไปต้องยื่นเอกสารตัวจริงก่อนจึงจะปล่อยสินค้าได้
  • Telex Release และ Seaway Bill เป็นทางเลือกทั่วไปสองแบบที่ทำให้สินค้าเคลื่อนย้ายได้โดยไม่ต้องยื่นเอกสารตัวจริง
  • House B/L (ออกโดยฟอร์เวิร์ดเดอร์/NVOCC) และ Master B/L (ออกโดยสายเรือ) เป็นเอกสารคนละฉบับที่ครอบคลุมสินค้าเดียวกันในระดับที่ต่างกัน
  • "Shipped on Board" และ "Received for Shipment" บ่งบอกจุดที่ต่างกันในการดูแลสินค้า และผู้ซื้อหรือธนาคารจำนวนมากมักกำหนดให้ต้องใช้ B/L แบบ on board โดยเฉพาะ
  • Clean B/L ไม่มีข้อสังเกตจากสายเรือเกี่ยวกับสภาพสินค้า ส่วน Claused (Foul) B/L มีข้อสังเกต ซึ่งมีผลต่อการเคลมในอนาคต
  • Air Waybill ไม่ใช่เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ไม่ว่ากรณีใด ซึ่งเป็นความแตกต่างเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนที่สุดระหว่างเอกสารขนส่งทางทะเลกับทางอากาศ

Bill of Lading เป็นหนึ่งในเอกสารที่เก่าแก่ที่สุดในวงการการค้าระหว่างประเทศ และแม้จะผ่านการใช้งานมานับร้อยปี หน้าที่หลักของมันก็ยังไม่เปลี่ยนไป เอกสารนี้เป็นหลักฐานว่าสายเรือได้รับสินค้าตามที่ระบุไว้ในความดูแลจริง บันทึกเงื่อนไขที่ตกลงกันในการขนส่งสินค้านั้น และขึ้นอยู่กับรูปแบบที่ออกเอกสาร ยังเป็นตัวกำหนดว่าใครมีสิทธิ์เรียกรับสินค้าเมื่อเรือมาถึงปลายทางด้วย สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มส่งสินค้าทางเรือเป็นครั้งแรก การทำความเข้าใจเอกสารฉบับนี้อย่างละเอียดคุ้มค่ากับเวลาที่ใช้มากกว่าขั้นตอนอื่นแทบทั้งหมด เพราะรูปแบบการออกและวิธีการปล่อยเอกสารมีผลโดยตรงต่อความเร็วในการรับสินค้าที่ปลายทาง บทความนี้จะอธิบายว่า Bill of Lading มีข้อมูลอะไรบ้าง มีกี่รูปแบบ เชื่อมโยงกับเอกสารชุดอื่นอย่างไร และเกิดปัญหาอะไรได้บ้างเมื่อจัดการเอกสารนี้ไม่รอบคอบ

หน้าที่สามอย่างของ Bill of Lading

Bill of Lading ทำหน้าที่สามอย่างพร้อมกันในเอกสารฉบับเดียว และความสับสนส่วนใหญ่เกี่ยวกับเอกสารนี้มักเกิดจากการไม่รู้ว่ากำลังพูดถึงหน้าที่ไหนอยู่

อย่างแรก เป็น ใบรับสินค้า (receipt) เมื่อสายเรือลงนามใน B/L ถือเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าได้รับสินค้าตามที่ระบุไว้ในความดูแลแล้ว ตามสภาพที่แจ้งไว้ หน้าที่นี้มีอยู่ใน B/L ทุกฉบับโดยไม่มีข้อยกเว้น

อย่างที่สอง เป็น หลักฐานสัญญาการขนส่ง (evidence of contract of carriage) ระหว่างผู้ส่งสินค้ากับสายเรือ คือเงื่อนไขที่สายเรือตกลงจะขนส่งสินค้าจากท่าเรือต้นทางไปยังท่าเรือปลายทาง B/L อาจไม่ได้บรรจุเงื่อนไขทั้งหมดของสัญญาไว้อย่างครบถ้วน (บางเงื่อนไขอ้างอิงไปยังข้อกำหนดมาตรฐานของสายเรือ) แต่ก็ถือเป็นหลักฐานหลักของสิ่งที่ตกลงกันไว้

อย่างที่สาม และเฉพาะเมื่อออกในรูปแบบโอนสิทธิ์ได้ (negotiable) แบบ "to order" เท่านั้น จึงจะเป็น เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ (document of title) หมายความว่าอำนาจควบคุมสินค้าตามกฎหมายเดินทางไปพร้อมกับตัวเอกสารจริง ผู้ถือ B/L ต้นฉบับอย่างถูกต้อง (หรือผู้ที่ถูกสลักหลังให้) สามารถเรียกรับสินค้าได้ ส่วน B/L แบบ straight ที่ระบุผู้รับสินค้าเพียงรายเดียว ยังคงทำหน้าที่สองอย่างแรกอยู่ แต่โดยทั่วไปจะไม่มีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์แบบเดียวกัน หน้าที่ที่สามนี้เองที่ทำให้ order B/L แตกต่างจากใบรับสินค้าทั่วไปโดยพื้นฐาน และเป็นเหตุผลที่กระบวนการปล่อยสินค้าด้วย B/L ต้นฉบับต้องถูกจัดการอย่างรอบคอบเป็นพิเศษ

ข้อมูลที่ปรากฏใน Bill of Lading

Bill of Lading เต็มไปด้วยข้อมูลหลายรายการ แต่สามารถจัดกลุ่มตามหน้าที่ได้ไม่กี่กลุ่ม และการเข้าใจกลุ่มเหล่านี้จะทำให้เอกสารดูซับซ้อนน้อยลงมาก

กลุ่มแรกระบุ คู่สัญญา ได้แก่ ผู้ส่งสินค้า ผู้รับสินค้า และ Notify Party ซึ่งทำให้สินค้าไปถึงมือที่ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสม โดย Notify Party มักเป็นตัวแทนออกของของผู้รับสินค้า ไม่ใช่ผู้รับสินค้าเอง

กลุ่มที่สองระบุ เที่ยวเรือ ได้แก่ ชื่อเรือ หมายเลขเที่ยวเรือ ท่าเรือต้นทาง และท่าเรือปลายทาง ซึ่งผูกสัญญาไว้กับเที่ยวเรือเที่ยวใดเที่ยวหนึ่งโดยเฉพาะ แทนที่จะเป็นคำมั่นสัญญาแบบกว้าง ๆ

กลุ่มที่สามระบุ ตัวสินค้าทางกายภาพ ได้แก่ จำนวนหีบห่อ เครื่องหมายและหมายเลข หมายเลขตู้และซีล น้ำหนักรวม และปริมาตร ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องตรงกับ Packing List อย่างแม่นยำ

กลุ่มที่สี่ครอบคลุม เงื่อนไขเชิงพาณิชย์และการควบคุมเอกสาร ได้แก่ ค่าระวางเป็นแบบ prepaid หรือ collect และจำนวนชุด B/L ต้นฉบับที่โอนสิทธิ์ได้ที่ออกไว้ ซึ่งสำคัญเพราะเพียงฉบับเดียวเท่านั้นที่ต้องยื่นเพื่อให้ฉบับที่เหลือเป็นโมฆะไปโดยอัตโนมัติ ภาพประกอบด้านล่างแจกแจงแต่ละรายการพร้อมคำอธิบายสั้น ๆ ว่าทำไมแต่ละรายการจึงสำคัญ

รายการข้อมูลบน Bill of Lading และแต่ละรายการยืนยันอะไร

รายการแจกแจงข้อมูลที่พิมพ์บน Bill of Lading ได้แก่ ผู้ส่งสินค้า ผู้รับสินค้า Notify Party เรือและเที่ยวเรือ ท่าเรือต้นทางและปลายทาง รายละเอียด/เครื่องหมายสินค้า หมายเลขตู้และซีล เงื่อนไขค่าระวาง และจำนวนต้นฉบับที่ออก พร้อมคำอธิบายว่าแต่ละรายการยืนยันอะไร
  • ผู้ส่งสินค้า (Shipper)

    ฝ่ายที่ส่งมอบสินค้าให้สายเรือ — ยืนยันว่าสายเรือทำสัญญากับใครที่ต้นทาง

  • ผู้รับสินค้า (Consignee)

    ระบุชื่อตายตัวบน B/L แบบ straight หรือ "to order" บน B/L แบบโอนสิทธิ์ได้ — กำหนดว่าใครมีสิทธิ์เรียกรับสินค้า

  • Notify Party

    ผู้ที่สายเรือแจ้งเมื่อสินค้ามาถึง — มักเป็นตัวแทนออกของของผู้รับสินค้า ไม่ใช่ผู้รับสินค้าเอง

  • ชื่อเรือและหมายเลขเที่ยวเรือ

    ผูกสัญญาไว้กับเที่ยวเรือเที่ยวใดเที่ยวหนึ่งโดยเฉพาะ ไม่ใช่คำมั่นแบบกว้าง ๆ

  • ท่าเรือต้นทางและท่าเรือปลายทาง

    จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของการขนส่งทางทะเลตามสัญญา

  • รายละเอียดสินค้า เครื่องหมาย และหมายเลข

    ต้องตรงกับ Packing List อย่างแม่นยำ — จุดนี้มักเป็นที่พบความไม่สอดคล้อง

  • หมายเลขตู้และซีล

    ระบุตู้คอนเทนเนอร์ที่สินค้าเดินทางไปด้วยและซีลรักษาความปลอดภัยที่ติดไว้

  • เงื่อนไขค่าระวาง

    ระบุว่าค่าระวางเป็นแบบ prepaid ที่ต้นทาง หรือ collect ที่ปลายทาง

  • จำนวนต้นฉบับที่ออก

    ยื่นเพียงฉบับเดียวก็เพียงพอ — ฉบับที่เหลือจะเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติ

Shipped on Board กับ Received for Shipment

B/L อาจปรากฏสองวลีที่แตกต่างกัน ซึ่งบ่งบอกจุดที่ต่างกันในการดูแลสินค้า

Received for Shipment คือ B/L ที่ออกเมื่อสายเรือรับสินค้าไว้ในความดูแลแล้ว มักเกิดขึ้นที่ลานตู้คอนเทนเนอร์หรือสถานีขนส่งสินค้า แต่ยังไม่ได้ยกสินค้าขึ้นเรือลำที่ระบุไว้จริง เป็นการยืนยันการรับดูแล แต่ไม่ได้ยืนยันว่าสินค้าออกเดินทางแล้ว

Shipped on Board คือ B/L หรือการประทับตรา "on board" เพิ่มเติมบน B/L ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งยืนยันว่าสินค้าถูกยกขึ้นเรือลำที่ระบุไว้จริงแล้ว ความแตกต่างนี้มีผลในทางปฏิบัติ เพราะผู้ซื้อจำนวนมาก รวมถึงธนาคารที่ให้สินเชื่อการค้าภายใต้ Letter of Credit มักกำหนดให้ต้องใช้ B/L แบบ on board โดยเฉพาะก่อนจะยอมรับเอกสาร เนื่องจากเป็นการยืนยันที่ชัดเจนกว่าว่าสินค้าออกเดินทางแล้วจริง หากมีการจองระวางและออก B/L ก่อนที่การขนถ่ายขึ้นเรือจะเสร็จสมบูรณ์ ควรตรวจสอบว่าเป็น B/L รูปแบบใด และจะมีการระบุวันที่ on board ตามมาภายหลังหรือไม่

Clean B/L กับ Claused (Foul) B/L

สายเรือไม่ได้เพียงบันทึกว่าได้รับสินค้าอะไร แต่ยังบันทึกสภาพของสินค้าที่ได้รับด้วย และการบันทึกนั้นมีผลตามมา

Clean B/L คือ B/L ที่ไม่มีข้อสังเกตใด ๆ จากสายเรือเกี่ยวกับสภาพหรือบรรจุภัณฑ์ของสินค้าในขณะที่รับไว้ เป็นผลลัพธ์มาตรฐานที่คาดหวัง และโดยทั่วไปเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อและธนาคารที่ให้สินเชื่อภายใต้ Letter of Credit ต้องการเห็น

Claused B/L หรือ Foul B/L คือ B/L ที่มีข้อสังเกตระบุไว้ เช่น บรรจุภัณฑ์ดูเสียหาย นับจำนวนลังไม่ได้ครบถ้วน หรือสินค้ามีร่องรอยชำรุดในขณะที่ขึ้นเรือ เมื่อมีข้อสังเกตลักษณะนี้ปรากฏในเอกสารแล้ว จะกลายเป็นหลักฐานที่อาจส่งผลเสียต่อผู้ส่งสินค้าหากเกิดข้อพิพาทเรื่องสภาพสินค้าในภายหลัง และยังอาจทำให้การยอมรับเอกสารเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเงินการค้ายุ่งยากขึ้นด้วย ด้วยเหตุนี้ ผู้ส่งสินค้าโดยทั่วไปจึงต้องการบรรจุและนำส่งสินค้าในลักษณะที่ไม่เปิดช่องให้สายเรือมีเหตุผลระบุข้อสังเกตใน B/L ตั้งแต่แรก

Master B/L กับ House B/L

เมื่อฟอร์เวิร์ดเดอร์จองระวางกับสายเรือ โดยปกติจะมี B/L สองฉบับแยกกันสำหรับสินค้าชิ้นเดียวกัน และทั้งสองฉบับไม่สามารถใช้แทนกันได้

Master Bill of Lading (MBL) ออกโดยสายเรือให้กับผู้ที่จองระวาง ซึ่งมักเป็นฟอร์เวิร์ดเดอร์หรือ NVOCC เป็นสัญญาของสายเรือเอง และในมุมมองของสายเรือ ฟอร์เวิร์ดเดอร์ถือเป็นลูกค้าโดยตรง ไม่ว่าภายในการจองนั้นจะมีสินค้าของผู้ส่งสินค้ารายย่อยกี่รายรวมกันอยู่ก็ตาม

House Bill of Lading (HBL) ออกโดยฟอร์เวิร์ดเดอร์ให้กับผู้ส่งสินค้าจริง ครอบคลุมสินค้าและเงื่อนไขเฉพาะของผู้ส่งสินค้ารายนั้น โดยเฉพาะในกรณี LCL ที่สินค้าของผู้ส่งสินค้าหลายรายรวมอยู่ในตู้เดียวภายใต้ Master B/L ฉบับเดียว House B/L คือเอกสารที่ทำให้ผู้ส่งสินค้าแต่ละรายมีความสัมพันธ์ตามสัญญาของตัวเอง และมีเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของตน

เนื่องจากเป็นสัญญาคนละฉบับ เงื่อนไขจึงไม่จำเป็นต้องเหมือนกันเสมอไป ทั้งขีดจำกัดความรับผิด คู่สัญญาที่ระบุ หรือแม้แต่ขั้นตอนการปล่อยสินค้า อาจแตกต่างกันระหว่าง House B/L และ Master B/L ที่ครอบคลุมสินค้าชิ้นเดียวกัน ผู้รับสินค้าที่ติดต่อผ่านฟอร์เวิร์ดเดอร์โดยทั่วไปจะเห็นและต้องใช้เพียง House B/L เท่านั้น ส่วน Master B/L เป็นเรื่องระหว่างฟอร์เวิร์ดเดอร์กับสายเรือ ซึ่งผู้ส่งสินค้าหรือผู้รับสินค้าปลายทางมักไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง

Master B/L เทียบกับ House B/L

ตารางเปรียบเทียบ Master Bill of Lading ที่สายเรือออกให้ฟอร์เวิร์ดเดอร์หรือ NVOCC กับ House Bill of Lading ที่ฟอร์เวิร์ดเดอร์ออกให้ผู้ส่งสินค้าจริง ครอบคลุมว่าสัญญาอยู่ระหว่างใคร และใครเป็นผู้เห็นเอกสารแต่ละฉบับ

Master B/L

  • ออกโดยสายเรือให้ผู้ที่จองระวาง มักเป็นฟอร์เวิร์ดเดอร์หรือ NVOCC
  • ครอบคลุมการจองทั้งหมด ซึ่งอาจรวมสินค้าจากผู้ส่งสินค้าหลายรายไว้ด้วยกัน
  • อยู่ภายใต้ข้อกำหนดและขีดจำกัดความรับผิดของสายเรือเอง
  • โดยทั่วไปผู้ส่งสินค้าหรือผู้รับสินค้าปลายทางไม่ได้เห็นหรือใช้เอกสารนี้โดยตรง

House B/L

  • ออกโดยฟอร์เวิร์ดเดอร์ให้ผู้ส่งสินค้าจริงของสินค้าล็อตนั้น
  • ครอบคลุมเฉพาะส่วนของผู้ส่งสินค้ารายนั้น แม้จะใช้ตู้ร่วมกับผู้ส่งสินค้ารายอื่น
  • เป็นสัญญาแยกต่างหาก — เงื่อนไขไม่จำเป็นต้องเหมือนกับ Master B/L เสมอไป
  • เป็นเอกสารที่ผู้รับสินค้าใช้จริงในการเรียกรับสินค้าของตน

Original B/L, Telex Release และ Seaway Bill

วิธีการปล่อยสินค้าที่ปลายทางขึ้นอยู่กับว่าใช้แนวทางใดในสามแนวทางทั่วไปนี้ และความแตกต่างระหว่างแต่ละแนวทางก็เชื่อมโยงกลับไปที่หน้าที่การเป็นเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ที่กล่าวไว้ข้างต้นโดยตรง

B/L ต้นฉบับแบบโอนสิทธิ์ได้ (Original negotiable B/L) เป็นเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ ผู้ถือเอกสาร หรือผู้ที่ถูกสลักหลังให้ สามารถเรียกรับสินค้าได้ ในทางปฏิบัติหมายความว่าเอกสารตัวจริงต้องไปถึงมือผู้รับสินค้าหรือตัวแทน และต้องยื่นเอกสารที่ปลายทางก่อนจึงจะปล่อยตู้ได้

Telex Release เป็นกระบวนการ ไม่ใช่ประเภทของเอกสาร สำนักงานต้นทางของสายเรือยืนยันไปยังสำนักงานปลายทาง โดยทั่วไปผ่านข้อความภายในมากกว่าโทรเลขจริงในปัจจุบัน แม้ชื่อเรียกจะยังคงใช้กันอยู่ ว่าผู้ส่งสินค้าได้คืนเอกสารต้นฉบับหรืออนุญาตให้ปล่อยสินค้าแล้ว วิธีนี้ทำให้สินค้าเคลื่อนย้ายได้โดยไม่ต้องรอเอกสารตัวจริงส่งทางไปรษณีย์

Seaway Bill ในทางกลับกัน ไม่สามารถโอนสิทธิ์ได้ตั้งแต่การออกเอกสาร ไม่ใช่เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์เลย และปล่อยสินค้าให้ผู้รับที่ระบุชื่อไว้โดยไม่ต้องยื่นเอกสารใด ๆ ในลักษณะที่คล้ายกับ Air Waybill

วิธีใดจะถูกนำมาใช้ขึ้นอยู่กับการจองสินค้าและขั้นตอนของสายเรือแต่ละราย จึงควรยืนยันวิธีที่ใช้สำหรับการจองแต่ละครั้งแทนที่จะสันนิษฐานเอง

Original B/L, Telex Release และ Seaway Bill

ตารางเปรียบเทียบวิธีปล่อยสินค้าสามแบบ ได้แก่ Original B/L, Telex Release และ Seaway Bill ว่าแต่ละแบบเป็นเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์หรือไม่ ปล่อยสินค้าอย่างไร และต้องยื่นเอกสารตัวจริงหรือไม่
วิธีปล่อยสินค้าเป็นเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์หรือไม่วิธีปล่อยสินค้าต้องใช้เอกสารตัวจริงหรือไม่
Original B/L (โอนสิทธิ์ได้)ใช่ผู้ถือหรือผู้รับสลักหลังยื่นเอกสารที่ปลายทางใช่ — ต้องยื่นต้นฉบับหนึ่งฉบับ
Telex Releaseไม่มีสถานะแสดงกรรมสิทธิ์อีกต่อไปเมื่อได้รับการปล่อยสำนักงานต้นทางของสายเรือยืนยันการปล่อยไปยังสำนักงานปลายทางไม่ — ไม่ต้องยื่นเอกสารตัวจริง
Seaway Billไม่ — ไม่สามารถโอนสิทธิ์ได้ตั้งแต่ออกเอกสารปล่อยตรงให้ผู้รับสินค้าที่ระบุชื่อไว้ไม่ — ไม่จำเป็นตามการออกแบบของเอกสาร

เหตุใดหน้าที่การเป็นเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์จึงสำคัญ

หน้าที่การเป็นเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ไม่ใช่แค่รายละเอียดทางกฎหมาย แต่เป็นกลไกที่ทำให้ B/L ทำสิ่งที่ใบรับสินค้าทั่วไปทำไม่ได้ นั่นคือการเป็นตัวแทนอำนาจควบคุมสินค้าที่กำลังอยู่กลางทะเลและอยู่นอกเหนือการเข้าถึงโดยตรงของใครก็ตาม

สำหรับผู้ขายที่ยังไม่ได้รับชำระเงิน การถือ B/L ต้นฉบับไว้ (หรือให้ระบุเป็น to order ของตนเองหรือของธนาคาร) เป็นรูปแบบหนึ่งของหลักประกัน เพราะผู้ซื้อโดยทั่วไปไม่สามารถครอบครองสินค้าได้หากไม่มีเอกสารนั้น ทำให้ผู้ขายมีอำนาจต่อรองจนกว่าจะได้รับชำระเงินหรือเงื่อนไขที่ตกลงกันสำเร็จ นี่คือเหตุผลหนึ่งที่การซื้อขายระหว่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะธุรกรรมครั้งแรกหรือมูลค่าสูง มักถูกจัดโครงสร้างให้ต้องยื่น B/L ต้นฉบับ แทนที่จะใช้วิธีปล่อยสินค้าที่รวดเร็วกว่า

ในทางกลับกันก็มีความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ เพราะเอกสารตัวจริงมีน้ำหนักมากขนาดนี้ การทำต้นฉบับสูญหายโดยทั่วไปจะเริ่มกระบวนการที่เป็นทางการกับสายเรือ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการทำหนังสือชดใช้ความเสียหาย (indemnity) จากฝ่ายที่ขอให้ปล่อยสินค้าโดยไม่มีเอกสาร ก่อนที่สินค้าจะถูกปล่อยได้ กระบวนการนี้มีอยู่เพราะสายเรือกำลังถูกขอให้ปล่อยสินค้าโดยไม่มีเอกสารที่ปกติต้องใช้ จึงไม่ใช่เรื่องที่ควรวางแผนแบบหละหลวม

ขั้นตอนการปล่อยสินค้าภายใต้ Original B/L แบบโอนสิทธิ์ได้

ลำดับ 5 ขั้นตอนของการปล่อยสินค้าภายใต้ Original B/L แบบโอนสิทธิ์ได้ ตั้งแต่สายเรือออกชุดต้นฉบับ ส่งชุดเอกสารให้ผู้รับสินค้าหรือธนาคารที่ให้สินเชื่อ ฝ่ายที่ได้รับเอกสารตรวจสอบ ยื่นต้นฉบับให้ตัวแทนสายเรือที่ปลายทาง แล้วสายเรือจึงอนุญาตปล่อยสินค้าให้รับ
  1. 1

    1. สายเรือออกชุดต้นฉบับ

    ลงนามและส่งมอบให้ผู้ส่งสินค้าเมื่อสินค้าขึ้นเรือแล้ว

  2. 2

    2. ส่งชุดเอกสารต่อ

    ส่งทางไปรษณีย์ให้ผู้รับสินค้าโดยตรง หรือผ่านธนาคารที่ให้สินเชื่อหากการซื้อขายกำหนดไว้

  3. 3

    3. ฝ่ายที่ได้รับเอกสารตรวจสอบ

    ตรวจสอบความสอดคล้องกับ Invoice และ Packing List ก่อนยอมรับเอกสาร

  4. 4

    4. ยื่นต้นฉบับที่ปลายทาง

    ยื่นให้ตัวแทนสายเรือที่ปลายทาง โดยผู้รับสินค้าหรือตัวแทนออกของ

  5. 5

    5. สายเรืออนุญาตปล่อยสินค้า

    อนุญาตให้รับสินค้าได้เมื่อยืนยันการยื่นเอกสารตรงกับระบบของสายเรือแล้ว

ความสอดคล้องของ B/L กับเอกสารชุดอื่น

Bill of Lading ไม่ได้ยืนอยู่โดยลำพัง แต่ถูกอ่านควบคู่ไปกับ Commercial Invoice และ Packing List และความไม่สอดคล้องกันระหว่างเอกสารเหล่านี้เป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของความล่าช้าทั้งฝั่งธนาคารและศุลกากร

ชื่อคู่สัญญาใน B/L ควรตรงกับผู้ซื้อและผู้ขายที่ระบุใน Commercial Invoice แม้ถ้อยคำทางกฎหมายที่ใช้อาจแตกต่างกันเล็กน้อย (เจ้าหน้าที่ธนาคารหรือศุลกากรที่ตรวจเอกสารมองหาความสอดคล้อง ไม่จำเป็นต้องตรงกันทุกตัวอักษร) รายละเอียดสินค้า จำนวนหีบห่อ และเครื่องหมาย/หมายเลขใน B/L ต้องตรงกับที่ระบุใน Packing List ความไม่ตรงกันตรงนี้คือรายละเอียดที่มักทำให้เกิดคำถามได้ ท่าเรือต้นทางและปลายทางควรสอดคล้องกับเส้นทางที่ Incoterm ซึ่งระบุใน Commercial Invoice บ่งบอกไว้

เมื่อมีการตรวจสอบเอกสารภายใต้ Letter of Credit โดยเฉพาะ ข้อกำหนดเรื่องความสอดคล้องนี้จะยิ่งเข้มงวดขึ้นไปอีก เพราะธนาคารโดยทั่วไปตรวจสอบเอกสารตามข้อความที่ปรากฏ (on their face) หมายความว่าความคลาดเคลื่อนที่อาจดูเล็กน้อยในบริบททางการค้าทั่วไป ก็ยังอาจทำให้เอกสารถูกปฏิเสธสำหรับวัตถุประสงค์นั้นได้

เกิดอะไรขึ้นเมื่อ B/L ผิดพลาด

ข้อผิดพลาดใน B/L มีตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงสร้างปัญหาใหญ่ และความยุ่งยากที่ตามมาโดยทั่วไปขึ้นอยู่กับว่าตรวจพบเมื่อไหร่

โดยทั่วไปสายเรือหรือฟอร์เวิร์ดเดอร์จะส่ง Draft B/L ให้ตรวจสอบก่อนออกเอกสารฉบับจริง และขั้นตอนดราฟต์นี้เป็นจุดที่แก้ไขข้อผิดพลาดได้ง่ายและเร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการสะกดชื่อผู้รับสินค้าผิด ท่าเรือไม่ถูกต้อง หรือรายละเอียดสินค้าที่ไม่ตรงกับ Packing List การตรวจดราฟต์อย่างละเอียด แทนที่จะอ่านผ่าน ๆ เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยป้องกันปัญหาที่จะตามมาได้

เมื่อ B/L ถูกออกเป็นฉบับสมบูรณ์แล้ว การแก้ไขโดยทั่วไปต้องกลับไปติดต่อสายเรือให้ออกเอกสารใหม่หรือแก้ไขอย่างเป็นทางการ ซึ่งใช้เวลา และขึ้นอยู่กับสายเรือแต่ละราย อาจไม่ฟรี ชื่อผู้รับสินค้าที่ผิดถือเป็นข้อผิดพลาดร้ายแรงที่สุด เพราะอาจทำให้ผู้ที่ระบุชื่อไม่ได้รับการยอมรับว่ามีสิทธิ์เรียกรับสินค้าเลย ซึ่งอาจทำให้การปล่อยสินค้าค้างอยู่จนกว่าจะแก้ไขได้ ส่วนรายละเอียดสินค้าที่ไม่ตรงกับ Packing List หรือ Commercial Invoice ก็สามารถทำให้ศุลกากรตั้งคำถามได้เองโดยแยกต่างหากจากปัญหาฝั่งกระบวนการปล่อยสินค้าของสายเรือ

ผู้ส่งสินค้าให้ข้อมูลอะไร เทียบกับสายเรือ/ฟอร์เวิร์ดเดอร์เตรียมอะไร

B/L ออกโดยสายเรือหรือฟอร์เวิร์ดเดอร์ แต่เนื้อหาส่วนใหญ่มาจากผู้ส่งสินค้าเป็นต้นทาง การรู้ว่าเส้นแบ่งอยู่ตรงไหนช่วยอธิบายได้ว่าใครต้องรับผิดชอบเมื่อมีข้อมูลผิดพลาด

โดยทั่วไปผู้ส่งสินค้าเป็นแหล่งข้อมูลของ รายละเอียดผู้รับสินค้าและ Notify Party รายละเอียดสินค้า จำนวนหีบห่อ น้ำหนักและขนาด (มักนำมาจาก Packing List) คำแนะนำการจัดการพิเศษ และการเลือกวิธีปล่อยสินค้า ไม่ว่าจะเป็น B/L ต้นฉบับ Telex Release หรือ Seaway Bill ในกรณีที่มีตัวเลือกนี้

ส่วนสายเรือหรือฟอร์เวิร์ดเดอร์โดยทั่วไปรับผิดชอบ การกำหนดเรือและเที่ยวเรือ หมายเลขตู้และซีลเมื่อบรรจุและปิดผนึกตู้แล้ว รูปแบบและหมายเลขของ B/L เอง และการเพิ่มข้อความ "on board" เมื่อยืนยันการขนถ่ายขึ้นเรือแล้วจริง เนื่องจากผู้ส่งสินค้าเป็นผู้ให้ข้อมูลตั้งต้น ผู้นำเข้าที่ทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ภายใต้เงื่อนไข FOB หรือใกล้เคียง จึงมีเหตุผลโดยตรงที่ควรตรวจสอบ Draft B/L ที่ผู้ส่งสินค้ายื่นมา เพราะข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ขั้นนี้จะไม่ถูกตรวจจับโดยสายเรือโดยอัตโนมัติ

Bill of Lading กับ Air Waybill

หลายคนอาจเข้าใจว่า Air Waybill (AWB) คือ "B/L สำหรับการขนส่งทางอากาศ" แต่เอกสารทั้งสองมีความแตกต่างที่สำคัญ AWB ไม่ใช่เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์เลยไม่ว่ากรณีใด ออกให้ผู้รับสินค้าที่ระบุชื่อไว้เฉพาะเจาะจงเสมอ ไม่สามารถโอนสิทธิ์ได้ และไม่จำเป็นต้องยื่นเอกสารตัวจริงเพื่อปล่อยสินค้า (โดยทั่วไปสำเนาจะเดินทางไปพร้อมสินค้า ส่วนใหญ่เพื่อวัตถุประสงค์ด้านศุลกากรและการจัดการของสายการบิน)

ความแตกต่างนี้ย้อนกลับไปถึงเหตุผลที่ B/L ทางทะเลพัฒนาหน้าที่แสดงกรรมสิทธิ์ขึ้นมาตั้งแต่แรก เพราะการเดินเรือในอดีตใช้เวลานานพอที่เอกสารซึ่งเป็นตัวแทนสินค้า สามารถโอน ใช้เป็นหลักประกันทางการเงิน หรือซื้อขายได้ในขณะที่สินค้ายังอยู่กลางทะเล จะมีมูลค่าเชิงพาณิชย์จริง การขนส่งทางอากาศใช้เวลาสั้นกว่ามาก ความจำเป็นลักษณะนั้นจึงไม่เคยพัฒนาในรูปแบบเดียวกัน สินค้าทางอากาศจึงลงเอยที่เอกสารแบบไม่โอนสิทธิ์ที่เรียบง่ายกว่าโดยปริยาย ผู้ที่คุ้นเคยกับการขนส่งทางเรือแล้วเริ่มใช้การขนส่งทางอากาศเป็นครั้งแรก ควรมองว่านี่เป็นความแตกต่างเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่แบบฟอร์มที่ต่างกันของสิ่งเดียวกัน

ตัวอย่างประกอบ

สมมติผู้นำเข้ากำลังรอรับสินค้า และผู้ส่งสินค้าตกลงใช้ Telex Release เมื่อได้รับการยืนยันการชำระเงินแล้ว ในกรณีสมมตินี้ เมื่อผู้ส่งสินค้าแจ้งไปยังสำนักงานต้นทางของสายเรือ สำนักงานปลายทางจะได้รับแจ้งและตัวแทนออกของของผู้รับสินค้าสามารถดำเนินการรับสินค้าได้โดยไม่ต้องรอเอกสารตัวจริงส่งทางไปรษณีย์ แต่หากใช้ B/L ต้นฉบับและต้องส่งเอกสารทางไปรษณีย์ โดยทั่วไปการรับสินค้าจะต้องรอจนกว่าเอกสารตัวจริงจะถึงมือผู้รับสินค้าหรือตัวแทน

ลองพิจารณาอีกกรณีสมมติหนึ่งแยกต่างหาก ที่ธนาคารของผู้ซื้อกำหนดให้ต้องใช้ B/L ต้นฉบับแบบ on board เป็นเงื่อนไขของ Letter of Credit ในกรณีนี้ ความเร็วไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด เพราะธนาคารต้องการความมั่นใจจากเอกสารต้นฉบับที่โอนสิทธิ์ได้ก่อนจะปล่อยเงิน ผู้ส่งออกจึงส่งชุดเอกสารต้นฉบับให้ธนาคารทางไปรษณีย์แทนที่จะเลือก Telex Release แม้จะใช้เวลานานกว่า ทั้งสองแนวทางล้วนถูกต้องตามหลักปฏิบัติ วิธีใดจะถูกนำมาใช้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของการซื้อขายเดิมทั้งหมด ตัวอย่างเหล่านี้ใช้เพื่อประกอบความเข้าใจเท่านั้น ไม่ได้อธิบายธุรกรรมจริงรายใดรายหนึ่ง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • สับสนระหว่าง Bill of Lading กับ Air Waybill ทั้งสองมีหน้าที่คล้ายกันแต่ใช้กับคนละโหมดขนส่งและมีกฎการโอนสิทธิ์ต่างกัน
  • ไม่คำนึงถึงระยะเวลาที่ B/L ต้นฉบับใช้ในการส่งถึงผู้รับสินค้าก่อนจะปล่อยสินค้าได้
  • ระบุชื่อผู้รับสินค้าหรือ Notify Party ผิดพลาด ซึ่งอาจทำให้การรับสินค้าที่ปลายทางยุ่งยากขึ้น
  • สันนิษฐานว่า Seaway Bill ทำหน้าที่เหมือน B/L แบบโอนสิทธิ์ได้ ทั้งที่ไม่มีสถานะเป็นเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์เช่นเดียวกัน
  • ไม่ตรวจสอบ Draft B/L อย่างละเอียดก่อนออกเอกสารฉบับจริง ทั้งที่เป็นจุดที่แก้ไขข้อผิดพลาดได้ง่ายและเร็วกว่ามาก

คำถามที่พบบ่อย

Bill of Lading เป็นเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์เสมอไปหรือไม่?

เป็นเฉพาะในรูปแบบที่โอนสิทธิ์ได้เท่านั้น เช่น Seaway Bill เป็นเอกสารขนส่งแต่ไม่ใช่เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ จึงไม่ได้ให้สิทธิ์แบบเดียวกันแก่ผู้ถือเอกสาร

House B/L กับ Master B/L ต่างกันอย่างไร?

House Bill of Lading ออกโดยฟอร์เวิร์ดเดอร์หรือ NVOCC ให้ผู้ส่งสินค้าสำหรับสินค้าของตนโดยเฉพาะ ส่วน Master Bill of Lading ออกโดยสายเรือให้ฟอร์เวิร์ดเดอร์หรือ NVOCC ที่จองระวาง ครอบคลุมสินค้าทั้งหมดภายใต้สัญญาของสายเรือ

Telex Release คืออะไร?

เป็นกระบวนการที่สายเรือยืนยันโดยทั่วไประหว่างสำนักงานต้นทางและปลายทางของตนเอง ว่าสินค้าสามารถปล่อยได้โดยไม่ต้องยื่น B/L ต้นฉบับ มักใช้เมื่อผู้ส่งสินค้าได้คืนเอกสารต้นฉบับหรืออนุญาตให้ปล่อยสินค้าแล้ว

Bill of Lading สามารถโอนให้ผู้อื่นได้หรือไม่?

B/L แบบโอนสิทธิ์ได้ (order B/L) โดยทั่วไปสามารถโอนได้ด้วยการสลักหลัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทำหน้าที่เป็นเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ ส่วน B/L แบบไม่โอนสิทธิ์ (straight B/L) โดยทั่วไปไม่สามารถโอนในลักษณะเดียวกันได้

"Shipped on Board" กับ "Received for Shipment" ต่างกันอย่างไร?

"Received for Shipment" ยืนยันว่าสายเรือรับสินค้าไว้ในความดูแลแล้ว มักเกิดขึ้นก่อนที่สินค้าจะถูกยกขึ้นเรือ ส่วน "Shipped on Board" ยืนยันว่าสินค้าถูกยกขึ้นเรือลำที่ระบุไว้จริงแล้ว ผู้ซื้อหรือธนาคารจำนวนมากมักกำหนดให้ต้องใช้แบบหลังนี้โดยเฉพาะ

ถ้า B/L ต้นฉบับสูญหายจะเกิดอะไรขึ้น?

การทำต้นฉบับสูญหายโดยทั่วไปจะเริ่มกระบวนการที่เป็นทางการกับสายเรือ ซึ่งมักต้องมีหนังสือชดใช้ความเสียหาย (indemnity) จากฝ่ายที่ขอให้ปล่อยสินค้าโดยไม่มีเอกสาร ก่อนที่สินค้าจะถูกปล่อยได้ ควรติดต่อสายเรือหรือฟอร์เวิร์ดเดอร์ทันทีแทนที่จะปล่อยไว้

ทำไมผู้ซื้อบางรายถึงยืนยันให้ใช้ B/L ต้นฉบับแทน Telex Release?

มักเป็นเพราะโครงสร้างการชำระเงินของการซื้อขายนั้น เช่น การใช้ Letter of Credit หรือผู้ขายต้องการควบคุมสินค้าไว้เป็นหลักประกันจนกว่าจะยืนยันการชำระเงินได้ ในกรณีเหล่านี้ ความมั่นใจจากการถือเอกสารต้นฉบับที่โอนสิทธิ์ได้มีความสำคัญมากกว่าความรวดเร็วของ Telex Release

Air Waybill เหมือนกับ Bill of Lading หรือไม่?

ไม่เหมือนกัน ทั้งสองเป็นเอกสารขนส่ง แต่ Air Waybill ไม่สามารถโอนสิทธิ์ได้และไม่ใช่เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ไม่ว่ากรณีใด ในขณะที่ Bill of Lading อาจเป็นได้ทั้งสองแบบ ขึ้นอยู่กับรูปแบบที่ออกเอกสาร

Freight Forwarder ประเทศไทย

พร้อมวางแผนการขนส่งครั้งถัดไปหรือยัง?

โทรLINEขอใบเสนอราคา