Thai Global FreightSpot Rate กับ Contract Rate ต่างกันอย่างไร และธุรกิจแบบไหนควรใช้แบบไหน
Spot Rate และ Contract Rate เป็นวิธีตั้งราคาระวางขนส่งที่ต่างกันโดยพื้นฐาน บทความนี้อธิบายว่าแต่ละแบบทำงานอย่างไร แลกกับอะไร และควรเลือกแบบไหนตามรูปแบบการส่งสินค้าของธุรกิจ
สารบัญเนื้อหา
คำตอบโดยสรุป
Spot Rate คือราคาระวางขนส่งที่ตั้งราคาสำหรับการส่งสินค้าครั้งเดียวตามสภาพตลาดขณะนั้น จองได้รวดเร็วแต่เปลี่ยนแปลงบ่อยและไม่มีราคาที่คงที่ในอนาคต ส่วน Contract Rate คือราคาที่เจรจาล่วงหน้าระหว่างผู้ส่งสินค้า (หรือฟอร์เวิร์ดเดอร์) กับผู้ขนส่ง คงที่ตลอดระยะเวลาที่กำหนด โดยทั่วไปผูกกับข้อผูกพันปริมาณขั้นต่ำ (MQC) ที่ผู้ส่งสินค้าตกลงจะขนส่งตลอดอายุสัญญา Spot Rate เหมาะกับผู้ส่งสินค้าที่ปริมาณไม่สม่ำเสมอ น้อย หรือคาดการณ์ยาก เพราะไม่มีข้อผูกพันต้องทำตาม ส่วน Contract Rate เหมาะกับผู้ส่งสินค้าที่มีปริมาณสม่ำเสมอบนเส้นทางเดิมซ้ำ ๆ เพราะราคาคงที่ช่วยป้องกันการพุ่งขึ้นของตลาดในระยะสั้น แลกกับการผูกมัดปริมาณขั้นต่ำ ธุรกิจจำนวนมากใช้ทั้งสองแบบผสมกัน คือ Contract Rate สำหรับปริมาณพื้นฐานที่คาดการณ์ได้ และตลาด Spot สำหรับส่วนที่เกิน ทั้งสองแบบไม่ได้ทำให้มั่นใจได้ว่าจะมีพื้นที่ระวางบนเที่ยวเรือใดเที่ยวหนึ่งในช่วงระวางขาดแคลนรุนแรง แม้สินค้าตามสัญญาโดยทั่วไปจะถูกเลื่อนออกน้อยกว่าการจองแบบ Spot ก็ตาม
สรุปประเด็นสำคัญ
- Spot Rate เป็นราคาที่ตั้งใหม่สำหรับการส่งแต่ละครั้งตามสภาพตลาดขณะนั้น ส่วน Contract Rate เป็นราคาที่ตกลงล่วงหน้าสำหรับปริมาณที่กำหนดในช่วงเวลาหนึ่ง
- Spot Rate เปลี่ยนแปลงตามพื้นที่ระวางและความต้องการขนส่ง อาจขยับได้ทุกสัปดาห์ ส่วน Contract Rate คงที่ตลอดอายุสัญญา ไม่ว่าตลาดจะผันผวนแค่ไหน
- Contract Rate มักมาพร้อมข้อผูกพันปริมาณขั้นต่ำ (MQC) ซึ่งเป็นปริมาณที่ผู้ส่งสินค้าตกลงจะขนส่ง แม้ความต้องการจริงจะน้อยกว่าที่ตกลงไว้ก็ตาม
- การมีสัญญา Contract Rate ไม่ได้ทำให้มั่นใจได้ว่าจะมีพื้นที่ระวางบนเที่ยวเรือใดเที่ยวหนึ่งเสมอไป ผู้ขนส่งยังสามารถเลื่อนสินค้าตามสัญญาออกจากเที่ยวเรือได้ในช่วงระวางขาดแคลนรุนแรง แม้จะเกิดขึ้นน้อยกว่าการจองแบบ Spot ก็ตาม
- ธุรกิจที่ส่งสินค้าไม่สม่ำเสมอ ปริมาณน้อย หรือคาดการณ์ล่วงหน้ายาก มักได้ประโยชน์จาก Spot Rate มากกว่าการผูกมัดกับสัญญา
- ธุรกิจที่ส่งปริมาณสม่ำเสมอบนเส้นทางเดิมซ้ำ ๆ มักได้ประโยชน์จากความมั่นคงของราคาที่ Contract Rate มอบให้
- ผู้ส่งสินค้าขนาดกลางจำนวนมากใช้ทั้งสองแบบผสมกัน คือ Contract Rate สำหรับปริมาณพื้นฐาน และตลาด Spot สำหรับส่วนที่เกินจากนั้น
ลองถามผู้ส่งสินค้าสองรายที่ส่งสินค้าใกล้เคียงกันบนเส้นทางเดียวกันว่าจ่ายค่าระวางเดือนที่แล้วเท่าไร บ่อยครั้งตัวเลขจะต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่เพราะรายหนึ่งเจรจาเก่งกว่า แต่เพราะทั้งสองรายใช้รูปแบบการตั้งราคาที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง รายหนึ่งจองที่ Spot Rate อีกรายทำงานภายใต้ Contract Rate การเข้าใจความแตกต่างระหว่างสองรูปแบบนี้ ไม่ใช่แค่รู้ว่ามีอยู่ แต่รู้ว่าแต่ละแบบแลกกับอะไร เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ในทางปฏิบัติมากที่สุดอย่างหนึ่งที่ผู้ส่งสินค้าควรรู้ ก่อนจะเจรจากับผู้ขนส่งหรือฟอร์เวิร์ดเดอร์ครั้งแรก
สรุปประเด็นสำคัญ
Spot Rate เป็นราคาที่ตั้งใหม่สำหรับการส่งแต่ละครั้งตามสภาพตลาดขณะนั้น ส่วน Contract Rate เป็นราคาที่ตกลงล่วงหน้าสำหรับปริมาณที่กำหนดในช่วงเวลาหนึ่ง
Spot Rate เปลี่ยนแปลงตามพื้นที่ระวางและความต้องการขนส่ง อาจขยับได้ทุกสัปดาห์ ส่วน Contract Rate คงที่ตลอดอายุสัญญา ไม่ว่าตลาดจะผันผวนแค่ไหน
Contract Rate มักมาพร้อมข้อผูกพันปริมาณขั้นต่ำ (MQC) ซึ่งเป็นปริมาณที่ผู้ส่งสินค้าตกลงจะขนส่ง แม้ความต้องการจริงจะน้อยกว่าที่ตกลงไว้ก็ตาม
การมีสัญญา Contract Rate ไม่ได้ทำให้มั่นใจได้ว่าจะมีพื้นที่ระวางบนเที่ยวเรือใดเที่ยวหนึ่งเสมอไป ผู้ขนส่งยังสามารถเลื่อนสินค้าตามสัญญาออกจากเที่ยวเรือได้ในช่วงระวางขาดแคลนรุนแรง แม้จะเกิดขึ้นน้อยกว่าการจองแบบ Spot ก็ตาม
ธุรกิจที่ส่งสินค้าไม่สม่ำเสมอ ปริมาณน้อย หรือคาดการณ์ล่วงหน้ายาก มักได้ประโยชน์จาก Spot Rate มากกว่าการผูกมัดกับสัญญา
ธุรกิจที่ส่งปริมาณสม่ำเสมอบนเส้นทางเดิมซ้ำ ๆ มักได้ประโยชน์จากความมั่นคงของราคาที่ Contract Rate มอบให้
ผู้ส่งสินค้าขนาดกลางจำนวนมากใช้ทั้งสองแบบผสมกัน คือ Contract Rate สำหรับปริมาณพื้นฐาน และตลาด Spot สำหรับส่วนที่เกินจากนั้น
Spot Rate คืออะไร
Spot Rate คือราคาระวางขนส่งที่ตั้งราคาสำหรับการส่งสินค้าครั้งเดียว โดยคำนวณจากสภาพตลาดในขณะที่ออกใบเสนอราคานั้น เช่น พื้นที่ระวางที่มีอยู่บนเส้นทางนั้น ความต้องการขนส่งจากผู้ส่งสินค้ารายอื่นในช่วงเวลานั้น และลำดับความสำคัญเชิงพาณิชย์ของผู้ขนส่งเองในสัปดาห์นั้น ไม่มีข้อตกลงล่วงหน้าระหว่างผู้ส่งสินค้ากับผู้ขนส่ง แต่ละชิปเมนต์จึงเป็นธุรกรรมของตัวเองโดยพื้นฐาน
ข้อดีของ Spot Rate คือความยืดหยุ่น ผู้ส่งสินค้าที่มีรูปแบบคำสั่งซื้อคาดการณ์ยากสามารถขอใบเสนอราคาได้ทุกครั้งที่สินค้าพร้อมส่ง โดยไม่ต้องผูกมัดว่าจะขนส่งปริมาณเท่าใดล่วงหน้า หากตลาดในขณะนั้นซบเซาและมีระวางเหลือมาก Spot Rate อาจถูกกว่า Contract Rate ที่ตกลงล็อกราคาไว้ตั้งแต่หลายเดือนก่อน ข้อเสียคือด้านตรงข้ามของความยืดหยุ่นนั้นเอง เมื่อระวางตึงตัวขึ้น ไม่ว่าจะช่วง Peak Season การหยุดชะงักครั้งใหญ่ หรือเมื่อผู้ขนส่งหลายรายดึงระวางออกจากเส้นทางพร้อมกัน Spot Rate สามารถพุ่งขึ้นได้อย่างรวดเร็วและมีการเตือนล่วงหน้าน้อยมาก ผู้ส่งสินค้าที่พึ่งพาตลาด Spot ทั้งหมดจึงไม่มีเกราะป้องกันความเสี่ยงนี้เลย
Contract Rate คืออะไร
Contract Rate คือราคาที่เจรจาล่วงหน้าระหว่างผู้ส่งสินค้า หรือที่พบได้บ่อยกว่าสำหรับธุรกิจขนาดเล็กถึงกลางคือฟอร์เวิร์ดเดอร์ที่เจรจาแทน กับผู้ขนส่ง โดยล็อกราคาไว้ตลอดระยะเวลาที่กำหนด โดยทั่วไปตั้งแต่หลายเดือนไปจนถึงหนึ่งปี แลกกับการล็อกราคานั้น ผู้ส่งสินค้าโดยทั่วไปจะตกลงข้อผูกพันปริมาณขั้นต่ำ (Minimum Quantity Commitment - MQC) คือปริมาณสินค้าที่ตกลงจะขนส่งกับผู้ขนส่งรายนั้นตลอดอายุสัญญา ระบุเป็นหน่วยเช่นจำนวนตู้คอนเทนเนอร์หรือตัน
ประโยชน์หลักคือราคาที่คงที่ ไม่ว่าตลาด Spot จะเป็นอย่างไรในช่วงอายุสัญญา ราคาที่ตกลงไว้ยังคงเดิม ทำให้การประเมินงบประมาณและการเสนอราคาต่อให้ลูกค้าปลายทางแม่นยำขึ้นมาก สิ่งที่ต้องแลกคือข้อผูกพันนั้นเอง หากปริมาณการส่งสินค้าจริงต่ำกว่า MQC ไม่ว่าจะเพราะไตรมาสที่ยอดขายซบเซา ซัพพลายเออร์ล่าช้า หรือความต้องการเปลี่ยนแปลง ผู้ส่งสินค้าอาจยังต้องรับผิดชอบส่วนที่ขาดไป ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของข้อตกลง หรืออาจเสียสิทธิ์ในราคาที่เจรจาไว้สำหรับปริมาณในอนาคต Contract Rate จึงเป็นการเดิมพันว่าราคาที่มั่นคงและคาดการณ์ได้มีค่ามากกว่าโอกาสที่จะได้ Spot Rate ที่ถูกกว่าในช่วงตลาดซบเซา
Spot Rate เทียบกับ Contract Rate
Spot Rate
- ตั้งราคาเป็นรายชิปเมนต์ ตามพื้นที่ระวางและความต้องการขนส่งขณะนั้น
- มักมีอายุใช้งานสั้น ต้องขอราคาใหม่เมื่อหมดอายุ
- ไม่มีข้อผูกพันปริมาณ จองได้ทีละชิปเมนต์
- ขึ้นลงเร็วตามระวางที่ตึงตัวหรือความต้องการที่ซบเซา
Contract Rate
- เจรจาครั้งเดียว ใช้กับทุกชิปเมนต์ตลอดระยะเวลาที่ตกลงไว้
- คงที่ตลอดอายุสัญญา โดยทั่วไปมีระยะเวลาเป็นจำนวนเดือนที่กำหนด
- มักผูกกับข้อผูกพันปริมาณขั้นต่ำ (MQC) ตลอดอายุสัญญา
- คงที่ไม่ว่าตลาดจะผันผวนช่วงสั้น ๆ อย่างไร ทั้งในแง่ดีและไม่ดี

ทำไม Spot Rate กับ Contract Rate ถึงแยกห่างจากกันได้มาก
เป็นเรื่องปกติที่จะเห็น Spot Rate และ Contract Rate บนเส้นทางเดียวกันเคลื่อนไปคนละทิศทางในบางช่วงเวลา และสาเหตุเป็นเรื่องเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่สัญญาณว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกเอาเปรียบ Contract Rate ถูกกำหนดตามการคาดการณ์ ณ เวลาที่เจรจา แล้วคงที่ไว้ ส่วน Spot Rate ยังคงตอบสนองต่อสภาพตลาดจริงตลอดช่วงอายุสัญญา เมื่อระวางตึงตัวขึ้นอย่างไม่คาดคิดหลังจากเซ็นสัญญาแล้ว ผู้ถือสัญญาจะได้รับการป้องกัน เพราะราคายังคงเดิมตามที่ตกลงไว้ ขณะที่ผู้ส่งสินค้าแบบ Spot ต้องรับภาระราคาที่เพิ่มขึ้นโดยตรง แต่เมื่อระวางผ่อนคลายลง สถานการณ์จะกลับกัน Spot Rate อาจร่วงต่ำกว่า Contract Rate ที่คงที่ไว้ และผู้ส่งสินค้าที่ผูกมัดกับสัญญาอาจต้องจ่ายแพงกว่าผู้ส่งสินค้าที่จองใหม่ในตลาด Spot สำหรับเส้นทางเดียวกันในสัปดาห์เดียวกัน
ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาแบบไหน ก็ไม่ได้แปลว่าสัญญานั้นเป็นข้อตกลงที่แย่เมื่อมองย้อนกลับไป แต่หมายความว่าสัญญากำลังทำหน้าที่ตามที่ออกแบบไว้ คือขจัดความไม่แน่นอน ไม่ใช่ทำให้ได้ราคาที่ถูกที่สุดในทุกชิปเมนต์เสมอไป

ข้อผูกพันปริมาณขั้นต่ำ (MQC) ครอบคลุมอะไรบ้าง
เนื่องจาก MQC คือกลไกที่ทำให้ Contract Rate ทำงานได้ จึงควรเข้าใจว่ามันผูกมัดผู้ส่งสินค้าไว้กับอะไรจริง ๆ โดยทั่วไป MQC จะระบุเป็นปริมาณตลอดอายุสัญญา เช่น จำนวนตู้คอนเทนเนอร์ต่อเดือนหรือต่อไตรมาส มากกว่าจะเป็นข้อกำหนดต่อชิปเมนต์อย่างเคร่งครัด วิธีจัดการเมื่อปริมาณขาดไปแตกต่างกันไปตามข้อตกลง บางสัญญาให้ปรับยอดรวมตลอดทั้งอายุสัญญาแทนที่จะปรับโทษเดือนที่ส่งน้อยเป็นรายเดือน ส่วนบางสัญญาปรับตามรอบที่สั้นกว่านั้น บางข้อตกลงมีค่าปรับส่วนขาด (Shortfall Fee) หากปริมาณสะสมต่ำกว่าข้อผูกพันอย่างมีนัยสำคัญเมื่อสิ้นสุดอายุสัญญา ส่วนบางข้อตกลงเพียงปรับผู้ส่งสินค้ากลับไปใช้ราคา Spot สำหรับปริมาณในอนาคตโดยไม่มีค่าปรับโดยตรง ก่อนเซ็นสัญญาควรสอบถามให้ชัดเจนว่าส่วนขาดคำนวณอย่างไร และเกิดอะไรขึ้นหากปริมาณจริงต่ำกว่า MQC แทนที่จะสันนิษฐานว่าทุกสัญญาจัดการเรื่องนี้เหมือนกัน
Contract Rate ไม่ได้ทำให้มั่นใจได้ว่าจะจองพื้นที่ระวางได้
มีความเข้าใจผิดหนึ่งที่ควรแก้ไขให้ชัดเจน คือการเซ็น Contract Rate ล็อกราคาไว้ก็จริง แต่ไม่ได้ทำให้มั่นใจได้ว่าจะมีพื้นที่ระวางจริงบนเที่ยวเรือหรือเที่ยวบินใดเที่ยวหนึ่งโดยอัตโนมัติ ในช่วงระวางขาดแคลนรุนแรง ผู้ขนส่งบางรายเคยให้ความสำคัญกับสินค้าบางประเภทมากกว่ารายอื่นแม้ในกลุ่มผู้ส่งสินค้าที่มีสัญญาแล้ว และในกรณีรุนแรง สินค้าตามสัญญาก็ยังถูกเลื่อนไปเที่ยวถัดไปได้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นน้อยกว่าการที่สินค้าแบบ Spot ถูกเลื่อนออกมาก เพราะผู้ขนส่งโดยทั่วไปมีแรงจูงใจเชิงพาณิชย์ที่จะรักษาความสัมพันธ์ตามสัญญาที่ตั้งใจจะทำต่อ แต่ก็ไม่ใช่ข้อรับรองตายตัวที่เขียนไว้ในทุกข้อตกลง บางสัญญามีเงื่อนไขปกป้องพื้นที่ระวางระบุไว้ชัดเจน แต่หลายสัญญาไม่มี จึงเป็นคำถามที่สมเหตุสมผลที่จะถามระหว่างเจรจาโดยตรงว่า ราคานี้มีข้อผูกพันเรื่องความพร้อมของระวางด้วยหรือไม่ หรือครอบคลุมเฉพาะเรื่องราคาเท่านั้น
รูปแบบราคาแบบใดเหมาะกับการส่งสินค้าของธุรกิจ
ผู้ส่งสินค้าไม่สม่ำเสมอหรือปริมาณน้อย
Spot Rate มักเหมาะกว่า เพราะไม่มีปริมาณขั้นต่ำต้องทำตาม และไม่มีค่าปรับหากไตรมาสไหนส่งสินค้าน้อย
ปริมาณสม่ำเสมอบนเส้นทางเดียวซ้ำ ๆ
Contract Rate มักเหมาะกว่า เพราะทำให้ประเมินงบประมาณได้แม่นยำ และป้องกันการปรับราคาขึ้นแบบฉับพลันในระยะสั้น
ผู้ส่งสินค้าขนาดกลางที่ปริมาณพื้นฐานกำลังเติบโต
แนวทางผสมผสาน คือใช้ Contract Rate สำหรับปริมาณพื้นฐานที่คาดการณ์ได้ และใช้ Spot Rate สำหรับส่วนที่เกิน เป็นแนวทางที่พบได้ทั่วไปและควรปรึกษากับฟอร์เวิร์ดเดอร์

ตัดสินใจว่ารูปแบบใดเหมาะกับธุรกิจ
การตัดสินใจมักขึ้นอยู่กับว่าปริมาณของผู้ส่งสินค้าคาดการณ์ได้แค่ไหนและมากน้อยเพียงใด ธุรกิจที่ส่งสินค้าเพียงไม่กี่ตู้ต่อปี ตามตารางที่ไม่สม่ำเสมอซึ่งขับเคลื่อนด้วยคำสั่งซื้อของลูกค้ามากกว่ารอบการผลิตที่แน่นอน โดยทั่วไปจะได้ประโยชน์น้อยจากการผูกมัด MQC เพราะความเสี่ยงจากส่วนขาดมีน้ำหนักมากกว่าประโยชน์ด้านความมั่นคงของราคาบนปริมาณที่น้อยอยู่แล้ว สำหรับผู้ส่งสินค้าลักษณะนี้ การทำงานในตลาด Spot เป็นรายชิปเมนต์ และให้ฟอร์เวิร์ดเดอร์เปรียบเทียบใบเสนอราคาจากหลายผู้ขนส่งทุกครั้ง มักเป็นแนวทางที่ปฏิบัติได้จริงมากกว่า
ธุรกิจที่ส่งปริมาณสม่ำเสมอบนเส้นทางเดิมทุกเดือนอยู่ในสถานการณ์ที่ต่างออกไป การล็อก Contract Rate เปลี่ยนต้นทุนผันแปรให้ใกล้เคียงกับต้นทุนคงที่มากขึ้น ทำให้เสนอราคาให้ลูกค้าง่ายขึ้นมาก วางแผนกระแสเงินสดได้ และไม่ถูกจู่โจมด้วยราคาที่พุ่งขึ้นกะทันหันในช่วงระวางตึงตัว มูลค่าของความคาดการณ์ได้นี้มักเพิ่มขึ้นตามขนาดและความสม่ำเสมอของปริมาณที่เกี่ยวข้อง
ยังมีแนวทางกึ่งกลางที่พบได้จริงมากกว่าสองแบบสุดโต่งข้างต้น คือเจรจา Contract Rate ให้ครอบคลุมปริมาณพื้นฐานแบบระมัดระวัง มากพอที่จะทำตาม MQC ได้สบาย ๆ แม้ในเดือนที่ส่งสินค้าน้อยกว่าปกติ แล้วใช้ตลาด Spot สำหรับปริมาณส่วนที่เกินจากนั้น วิธีนี้ได้รับความมั่นคงด้านราคาส่วนใหญ่ของ Contract Rate โดยไม่ต้องเสี่ยงกับค่าปรับส่วนขาดบนปริมาณที่ไม่สามารถผูกมัดได้อย่างมั่นใจ

บทบาทของฟอร์เวิร์ดเดอร์ในการตัดสินใจ
ผู้ส่งสินค้าขนาดเล็กและขนาดกลางส่วนใหญ่ไม่ได้เจรจา Contract Rate โดยตรงกับผู้ขนส่งเอง แต่ฟอร์เวิร์ดเดอร์มักถือ Contract Rate ของตัวเองกับผู้ขนส่งหลายราย ซึ่งสร้างขึ้นจากปริมาณรวมของลูกค้าหลายราย แล้วส่งต่อราคาที่ตกลงไว้ให้ลูกค้าแต่ละรายอีกที โครงสร้างนี้ทำให้ผู้ส่งสินค้ารายเล็กเข้าถึงราคาระดับ Contract ที่ไม่มีคุณสมบัติจะเจรจาได้ด้วยตัวเอง เพราะผู้ขนส่งมักเต็มใจล็อกราคาให้กับปริมาณรวมของฟอร์เวิร์ดเดอร์มากกว่าปริมาณรายปีที่ไม่มากนักของผู้ส่งสินค้ารายเล็กรายเดียว
เมื่อเปรียบเทียบตัวเลือก ควรสอบถามฟอร์เวิร์ดเดอร์โดยตรงว่าราคาที่เสนอเป็น Spot หรือ Contract และหากเป็น Contract MQC และระยะเวลาที่ฟอร์เวิร์ดเดอร์ผูกมัดอยู่ในฝั่งของตัวเองเป็นอย่างไร ฟอร์เวิร์ดเดอร์ที่เสนอราคาบน Contract ควรอธิบายได้ว่าราคานี้คาดว่าจะมั่นคงแค่ไหนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เพราะนั่นคือสิ่งที่ผู้ส่งสินค้ากำลังจ่ายเงินเพื่อแลกมาโดยตรง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เซ็นข้อผูกพัน MQC ตามการคาดการณ์ยอดขายแบบมองโลกในแง่ดี แทนที่จะใช้ปริมาณพื้นฐานที่พิสูจน์แล้วและระมัดระวัง
- สันนิษฐานว่า Contract Rate ทำให้มั่นใจได้ว่าจะมีที่นั่งบนเที่ยวเรือได้ทุกครั้ง โดยไม่ตรวจสอบว่าสัญญามีเงื่อนไขปกป้องพื้นที่ระวางหรือไม่
- ใช้ตลาด Spot ต่อเนื่องไม่มีกำหนด ทั้งที่มีปริมาณการส่งสินค้าสม่ำเสมอและคาดการณ์ได้ ทำให้ต้องรับความผันผวนของราคาโดยไม่จำเป็น
- ไม่สอบถามว่าส่วนขาดจากปริมาณ MQC คำนวณและปรับโทษอย่างไร ก่อนเซ็นข้อตกลง Contract Rate
- เปรียบเทียบใบเสนอราคา Spot ของสัปดาห์หนึ่งกับ Contract Rate ที่เจรจาไว้หลายเดือนก่อน แล้วสรุปว่าฟอร์เวิร์ดเดอร์รายหนึ่งแพงกว่าอีกรายเฉย ๆ โดยไม่คำนึงถึงรูปแบบราคาที่ต่างกัน
สิ่งที่ควรเตรียม
- ตัวเลขปริมาณและความถี่ในการส่งสินค้าบนเส้นทางที่เกี่ยวข้องในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ที่ประเมินตามความเป็นจริง
- ความชัดเจนว่าใบเสนอราคาเป็นแบบ Spot หรือ Contract ก่อนนำไปเปรียบเทียบกับใบเสนอราคาอื่น
- เงื่อนไข MQC และวิธีจัดการส่วนขาดของ Contract Rate ที่กำลังพิจารณาอย่างละเอียด
- การประเมินว่าธุรกิจรับความผันผวนของราคาได้มากแค่ไหนก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาในการดำเนินงานจริง
คำถามที่พบบ่อย
Contract Rate ถูกกว่า Spot Rate เสมอไปหรือไม่?
ไม่เสมอไป เพราะ Contract Rate คงที่ จึงอาจถูกหรือแพงกว่า Spot Rate ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าตลาดเคลื่อนไหวอย่างไรตั้งแต่เซ็นสัญญา คุณค่าของมันคือความมั่นคง ไม่ใช่การให้ราคาที่ถูกที่สุดเสมอไป
หากส่งสินค้าไม่ถึงข้อผูกพันปริมาณขั้นต่ำ จะเกิดอะไรขึ้น?
ขึ้นอยู่กับข้อตกลงแต่ละฉบับ บางสัญญามีค่าปรับส่วนขาด บางสัญญาเพียงปรับผู้ส่งสินค้ากลับไปใช้ราคา Spot สำหรับปริมาณในอนาคต ควรสอบถามให้ชัดเจนก่อนเซ็นสัญญา เพราะแตกต่างกันมากระหว่างผู้ขนส่งและฟอร์เวิร์ดเดอร์แต่ละราย
ธุรกิจขนาดเล็กขอ Contract Rate ได้ไหม หรือเป็นสิทธิ์เฉพาะผู้ส่งสินค้ารายใหญ่?
ธุรกิจขนาดเล็กสามารถเข้าถึงราคาระดับ Contract ผ่านฟอร์เวิร์ดเดอร์ได้ ซึ่งรวมปริมาณจากลูกค้าหลายรายเพื่อถือ Contract Rate ของตัวเองกับผู้ขนส่ง การที่ผู้ส่งสินค้ารายเล็กจะเจรจา Contract Rate โดยตรงกับผู้ขนส่งด้วยปริมาณของตัวเองที่ไม่มากนักนั้นพบได้ไม่บ่อย
Contract Rate ครอบคลุมทุกค่าใช้จ่ายในการส่งสินค้าหรือไม่?
ไม่จำเป็นเสมอไป Contract Rate โดยทั่วไปจะล็อกเฉพาะค่าระวางพื้นฐานทางเรือหรืออากาศ ส่วนค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมที่ผูกกับน้ำมัน อัตราแลกเปลี่ยน หรือช่วงพีคอาจยังคงผันแปรอยู่บนราคาที่ล็อกไว้ ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของข้อตกลง ควรสอบถามให้ชัดเจนว่าราคาคงที่นั้นครอบคลุมและไม่ครอบคลุมอะไรบ้าง
Contract Rate โดยทั่วไปมีระยะเวลานานแค่ไหน?
ระยะเวลาแตกต่างกันไปตามผู้ขนส่งและข้อตกลง โดยทั่วไปตั้งแต่หลายเดือนไปจนถึงประมาณหนึ่งปี ระยะเวลาที่ยาวขึ้นแลกกับความมั่นคงของราคาที่มากขึ้น แต่ก็ผูกมัดนานขึ้นด้วย จึงควรเลือกระยะเวลาให้สอดคล้องกับความมั่นใจของธุรกิจต่อการคาดการณ์ปริมาณของตัวเอง
หาก Spot Rate ลดลงต่ำกว่า Contract Rate ที่ตกลงไว้ สามารถเจรจาใหม่ระหว่างอายุสัญญาได้ไหม?
ไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น ผู้ส่งสินค้าและฟอร์เวิร์ดเดอร์บางรายเปิดการเจรจาใหม่กับผู้ขนส่งเมื่อสภาพตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์และถ้อยคำในข้อตกลงเดิม จึงไม่ใช่สิ่งที่ควรคาดหวังไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ตอนตัดสินใจเซ็นสัญญา