Skip to content
Thai Global Freight
ต้นทุนและราคา
ภาพถ่ายประกอบบทความ Spot Rate vs. Contract Rate: What's the Difference, and Which Suits Your BusinessThai Global Freight

Spot Rate กับ Contract Rate ต่างกันอย่างไร และธุรกิจแบบไหนควรใช้แบบไหน

Spot Rate และ Contract Rate เป็นวิธีตั้งราคาระวางขนส่งที่ต่างกันโดยพื้นฐาน บทความนี้อธิบายว่าแต่ละแบบทำงานอย่างไร แลกกับอะไร และควรเลือกแบบไหนตามรูปแบบการส่งสินค้าของธุรกิจ

ผู้เขียน: Thai Global Freight Editorial Teamตรวจทานโดย: Thai Global Freight Editorial Teamเผยแพร่: 2026-08-24อัปเดตล่าสุด: 2026-08-24ตรวจสอบล่าสุด: 2026-08-24
สารบัญเนื้อหา
  1. 01Spot Rate คืออะไร
  2. 02Contract Rate คืออะไร
  3. 03ทำไม Spot Rate กับ Contract Rate ถึงแยกห่างจากกันได้มาก
  4. 04ข้อผูกพันปริมาณขั้นต่ำ (MQC) ครอบคลุมอะไรบ้าง
  5. 05Contract Rate ไม่ได้ทำให้มั่นใจได้ว่าจะจองพื้นที่ระวางได้
  6. 06ตัดสินใจว่ารูปแบบใดเหมาะกับธุรกิจ
  7. 07บทบาทของฟอร์เวิร์ดเดอร์ในการตัดสินใจ

คำตอบโดยสรุป

Spot Rate คือราคาระวางขนส่งที่ตั้งราคาสำหรับการส่งสินค้าครั้งเดียวตามสภาพตลาดขณะนั้น จองได้รวดเร็วแต่เปลี่ยนแปลงบ่อยและไม่มีราคาที่คงที่ในอนาคต ส่วน Contract Rate คือราคาที่เจรจาล่วงหน้าระหว่างผู้ส่งสินค้า (หรือฟอร์เวิร์ดเดอร์) กับผู้ขนส่ง คงที่ตลอดระยะเวลาที่กำหนด โดยทั่วไปผูกกับข้อผูกพันปริมาณขั้นต่ำ (MQC) ที่ผู้ส่งสินค้าตกลงจะขนส่งตลอดอายุสัญญา Spot Rate เหมาะกับผู้ส่งสินค้าที่ปริมาณไม่สม่ำเสมอ น้อย หรือคาดการณ์ยาก เพราะไม่มีข้อผูกพันต้องทำตาม ส่วน Contract Rate เหมาะกับผู้ส่งสินค้าที่มีปริมาณสม่ำเสมอบนเส้นทางเดิมซ้ำ ๆ เพราะราคาคงที่ช่วยป้องกันการพุ่งขึ้นของตลาดในระยะสั้น แลกกับการผูกมัดปริมาณขั้นต่ำ ธุรกิจจำนวนมากใช้ทั้งสองแบบผสมกัน คือ Contract Rate สำหรับปริมาณพื้นฐานที่คาดการณ์ได้ และตลาด Spot สำหรับส่วนที่เกิน ทั้งสองแบบไม่ได้ทำให้มั่นใจได้ว่าจะมีพื้นที่ระวางบนเที่ยวเรือใดเที่ยวหนึ่งในช่วงระวางขาดแคลนรุนแรง แม้สินค้าตามสัญญาโดยทั่วไปจะถูกเลื่อนออกน้อยกว่าการจองแบบ Spot ก็ตาม

สรุปประเด็นสำคัญ

  • Spot Rate เป็นราคาที่ตั้งใหม่สำหรับการส่งแต่ละครั้งตามสภาพตลาดขณะนั้น ส่วน Contract Rate เป็นราคาที่ตกลงล่วงหน้าสำหรับปริมาณที่กำหนดในช่วงเวลาหนึ่ง
  • Spot Rate เปลี่ยนแปลงตามพื้นที่ระวางและความต้องการขนส่ง อาจขยับได้ทุกสัปดาห์ ส่วน Contract Rate คงที่ตลอดอายุสัญญา ไม่ว่าตลาดจะผันผวนแค่ไหน
  • Contract Rate มักมาพร้อมข้อผูกพันปริมาณขั้นต่ำ (MQC) ซึ่งเป็นปริมาณที่ผู้ส่งสินค้าตกลงจะขนส่ง แม้ความต้องการจริงจะน้อยกว่าที่ตกลงไว้ก็ตาม
  • การมีสัญญา Contract Rate ไม่ได้ทำให้มั่นใจได้ว่าจะมีพื้นที่ระวางบนเที่ยวเรือใดเที่ยวหนึ่งเสมอไป ผู้ขนส่งยังสามารถเลื่อนสินค้าตามสัญญาออกจากเที่ยวเรือได้ในช่วงระวางขาดแคลนรุนแรง แม้จะเกิดขึ้นน้อยกว่าการจองแบบ Spot ก็ตาม
  • ธุรกิจที่ส่งสินค้าไม่สม่ำเสมอ ปริมาณน้อย หรือคาดการณ์ล่วงหน้ายาก มักได้ประโยชน์จาก Spot Rate มากกว่าการผูกมัดกับสัญญา
  • ธุรกิจที่ส่งปริมาณสม่ำเสมอบนเส้นทางเดิมซ้ำ ๆ มักได้ประโยชน์จากความมั่นคงของราคาที่ Contract Rate มอบให้
  • ผู้ส่งสินค้าขนาดกลางจำนวนมากใช้ทั้งสองแบบผสมกัน คือ Contract Rate สำหรับปริมาณพื้นฐาน และตลาด Spot สำหรับส่วนที่เกินจากนั้น

ลองถามผู้ส่งสินค้าสองรายที่ส่งสินค้าใกล้เคียงกันบนเส้นทางเดียวกันว่าจ่ายค่าระวางเดือนที่แล้วเท่าไร บ่อยครั้งตัวเลขจะต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่เพราะรายหนึ่งเจรจาเก่งกว่า แต่เพราะทั้งสองรายใช้รูปแบบการตั้งราคาที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง รายหนึ่งจองที่ Spot Rate อีกรายทำงานภายใต้ Contract Rate การเข้าใจความแตกต่างระหว่างสองรูปแบบนี้ ไม่ใช่แค่รู้ว่ามีอยู่ แต่รู้ว่าแต่ละแบบแลกกับอะไร เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ในทางปฏิบัติมากที่สุดอย่างหนึ่งที่ผู้ส่งสินค้าควรรู้ ก่อนจะเจรจากับผู้ขนส่งหรือฟอร์เวิร์ดเดอร์ครั้งแรก

สรุปประเด็นสำคัญ

แผงสรุปประเด็นสำคัญของบทความเรื่อง Spot Rate กับ Contract Rate
  • Spot Rate เป็นราคาที่ตั้งใหม่สำหรับการส่งแต่ละครั้งตามสภาพตลาดขณะนั้น ส่วน Contract Rate เป็นราคาที่ตกลงล่วงหน้าสำหรับปริมาณที่กำหนดในช่วงเวลาหนึ่ง

  • Spot Rate เปลี่ยนแปลงตามพื้นที่ระวางและความต้องการขนส่ง อาจขยับได้ทุกสัปดาห์ ส่วน Contract Rate คงที่ตลอดอายุสัญญา ไม่ว่าตลาดจะผันผวนแค่ไหน

  • Contract Rate มักมาพร้อมข้อผูกพันปริมาณขั้นต่ำ (MQC) ซึ่งเป็นปริมาณที่ผู้ส่งสินค้าตกลงจะขนส่ง แม้ความต้องการจริงจะน้อยกว่าที่ตกลงไว้ก็ตาม

  • การมีสัญญา Contract Rate ไม่ได้ทำให้มั่นใจได้ว่าจะมีพื้นที่ระวางบนเที่ยวเรือใดเที่ยวหนึ่งเสมอไป ผู้ขนส่งยังสามารถเลื่อนสินค้าตามสัญญาออกจากเที่ยวเรือได้ในช่วงระวางขาดแคลนรุนแรง แม้จะเกิดขึ้นน้อยกว่าการจองแบบ Spot ก็ตาม

  • ธุรกิจที่ส่งสินค้าไม่สม่ำเสมอ ปริมาณน้อย หรือคาดการณ์ล่วงหน้ายาก มักได้ประโยชน์จาก Spot Rate มากกว่าการผูกมัดกับสัญญา

  • ธุรกิจที่ส่งปริมาณสม่ำเสมอบนเส้นทางเดิมซ้ำ ๆ มักได้ประโยชน์จากความมั่นคงของราคาที่ Contract Rate มอบให้

  • ผู้ส่งสินค้าขนาดกลางจำนวนมากใช้ทั้งสองแบบผสมกัน คือ Contract Rate สำหรับปริมาณพื้นฐาน และตลาด Spot สำหรับส่วนที่เกินจากนั้น

Spot Rate คืออะไร

Spot Rate คือราคาระวางขนส่งที่ตั้งราคาสำหรับการส่งสินค้าครั้งเดียว โดยคำนวณจากสภาพตลาดในขณะที่ออกใบเสนอราคานั้น เช่น พื้นที่ระวางที่มีอยู่บนเส้นทางนั้น ความต้องการขนส่งจากผู้ส่งสินค้ารายอื่นในช่วงเวลานั้น และลำดับความสำคัญเชิงพาณิชย์ของผู้ขนส่งเองในสัปดาห์นั้น ไม่มีข้อตกลงล่วงหน้าระหว่างผู้ส่งสินค้ากับผู้ขนส่ง แต่ละชิปเมนต์จึงเป็นธุรกรรมของตัวเองโดยพื้นฐาน

ข้อดีของ Spot Rate คือความยืดหยุ่น ผู้ส่งสินค้าที่มีรูปแบบคำสั่งซื้อคาดการณ์ยากสามารถขอใบเสนอราคาได้ทุกครั้งที่สินค้าพร้อมส่ง โดยไม่ต้องผูกมัดว่าจะขนส่งปริมาณเท่าใดล่วงหน้า หากตลาดในขณะนั้นซบเซาและมีระวางเหลือมาก Spot Rate อาจถูกกว่า Contract Rate ที่ตกลงล็อกราคาไว้ตั้งแต่หลายเดือนก่อน ข้อเสียคือด้านตรงข้ามของความยืดหยุ่นนั้นเอง เมื่อระวางตึงตัวขึ้น ไม่ว่าจะช่วง Peak Season การหยุดชะงักครั้งใหญ่ หรือเมื่อผู้ขนส่งหลายรายดึงระวางออกจากเส้นทางพร้อมกัน Spot Rate สามารถพุ่งขึ้นได้อย่างรวดเร็วและมีการเตือนล่วงหน้าน้อยมาก ผู้ส่งสินค้าที่พึ่งพาตลาด Spot ทั้งหมดจึงไม่มีเกราะป้องกันความเสี่ยงนี้เลย

Contract Rate คืออะไร

Contract Rate คือราคาที่เจรจาล่วงหน้าระหว่างผู้ส่งสินค้า หรือที่พบได้บ่อยกว่าสำหรับธุรกิจขนาดเล็กถึงกลางคือฟอร์เวิร์ดเดอร์ที่เจรจาแทน กับผู้ขนส่ง โดยล็อกราคาไว้ตลอดระยะเวลาที่กำหนด โดยทั่วไปตั้งแต่หลายเดือนไปจนถึงหนึ่งปี แลกกับการล็อกราคานั้น ผู้ส่งสินค้าโดยทั่วไปจะตกลงข้อผูกพันปริมาณขั้นต่ำ (Minimum Quantity Commitment - MQC) คือปริมาณสินค้าที่ตกลงจะขนส่งกับผู้ขนส่งรายนั้นตลอดอายุสัญญา ระบุเป็นหน่วยเช่นจำนวนตู้คอนเทนเนอร์หรือตัน

ประโยชน์หลักคือราคาที่คงที่ ไม่ว่าตลาด Spot จะเป็นอย่างไรในช่วงอายุสัญญา ราคาที่ตกลงไว้ยังคงเดิม ทำให้การประเมินงบประมาณและการเสนอราคาต่อให้ลูกค้าปลายทางแม่นยำขึ้นมาก สิ่งที่ต้องแลกคือข้อผูกพันนั้นเอง หากปริมาณการส่งสินค้าจริงต่ำกว่า MQC ไม่ว่าจะเพราะไตรมาสที่ยอดขายซบเซา ซัพพลายเออร์ล่าช้า หรือความต้องการเปลี่ยนแปลง ผู้ส่งสินค้าอาจยังต้องรับผิดชอบส่วนที่ขาดไป ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของข้อตกลง หรืออาจเสียสิทธิ์ในราคาที่เจรจาไว้สำหรับปริมาณในอนาคต Contract Rate จึงเป็นการเดิมพันว่าราคาที่มั่นคงและคาดการณ์ได้มีค่ามากกว่าโอกาสที่จะได้ Spot Rate ที่ถูกกว่าในช่วงตลาดซบเซา

Spot Rate เทียบกับ Contract Rate

ตารางเปรียบเทียบ Spot Rate กับ Contract Rate ครอบคลุมวิธีตั้งราคา ระยะเวลาที่ราคาคงอยู่ ข้อผูกพันที่ต้องใช้ และการตอบสนองต่อความผันผวนของตลาด

Spot Rate

  • ตั้งราคาเป็นรายชิปเมนต์ ตามพื้นที่ระวางและความต้องการขนส่งขณะนั้น
  • มักมีอายุใช้งานสั้น ต้องขอราคาใหม่เมื่อหมดอายุ
  • ไม่มีข้อผูกพันปริมาณ จองได้ทีละชิปเมนต์
  • ขึ้นลงเร็วตามระวางที่ตึงตัวหรือความต้องการที่ซบเซา

Contract Rate

  • เจรจาครั้งเดียว ใช้กับทุกชิปเมนต์ตลอดระยะเวลาที่ตกลงไว้
  • คงที่ตลอดอายุสัญญา โดยทั่วไปมีระยะเวลาเป็นจำนวนเดือนที่กำหนด
  • มักผูกกับข้อผูกพันปริมาณขั้นต่ำ (MQC) ตลอดอายุสัญญา
  • คงที่ไม่ว่าตลาดจะผันผวนช่วงสั้น ๆ อย่างไร ทั้งในแง่ดีและไม่ดี
ภาพประกอบที่ 1 ของบทความ Spot Rate vs. Contract Rate: What's the Difference, and Which Suits Your Business
ภาพประกอบที่ 1 ของบทความ Spot Rate vs. Contract Rate: What's the Difference, and Which Suits Your Business — Thai Global Freight

ทำไม Spot Rate กับ Contract Rate ถึงแยกห่างจากกันได้มาก

เป็นเรื่องปกติที่จะเห็น Spot Rate และ Contract Rate บนเส้นทางเดียวกันเคลื่อนไปคนละทิศทางในบางช่วงเวลา และสาเหตุเป็นเรื่องเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่สัญญาณว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกเอาเปรียบ Contract Rate ถูกกำหนดตามการคาดการณ์ ณ เวลาที่เจรจา แล้วคงที่ไว้ ส่วน Spot Rate ยังคงตอบสนองต่อสภาพตลาดจริงตลอดช่วงอายุสัญญา เมื่อระวางตึงตัวขึ้นอย่างไม่คาดคิดหลังจากเซ็นสัญญาแล้ว ผู้ถือสัญญาจะได้รับการป้องกัน เพราะราคายังคงเดิมตามที่ตกลงไว้ ขณะที่ผู้ส่งสินค้าแบบ Spot ต้องรับภาระราคาที่เพิ่มขึ้นโดยตรง แต่เมื่อระวางผ่อนคลายลง สถานการณ์จะกลับกัน Spot Rate อาจร่วงต่ำกว่า Contract Rate ที่คงที่ไว้ และผู้ส่งสินค้าที่ผูกมัดกับสัญญาอาจต้องจ่ายแพงกว่าผู้ส่งสินค้าที่จองใหม่ในตลาด Spot สำหรับเส้นทางเดียวกันในสัปดาห์เดียวกัน

ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาแบบไหน ก็ไม่ได้แปลว่าสัญญานั้นเป็นข้อตกลงที่แย่เมื่อมองย้อนกลับไป แต่หมายความว่าสัญญากำลังทำหน้าที่ตามที่ออกแบบไว้ คือขจัดความไม่แน่นอน ไม่ใช่ทำให้ได้ราคาที่ถูกที่สุดในทุกชิปเมนต์เสมอไป

ภาพประกอบที่ 2 ของบทความ Spot Rate vs. Contract Rate: What's the Difference, and Which Suits Your Business
ภาพประกอบที่ 2 ของบทความ Spot Rate vs. Contract Rate: What's the Difference, and Which Suits Your Business — Thai Global Freight

ข้อผูกพันปริมาณขั้นต่ำ (MQC) ครอบคลุมอะไรบ้าง

เนื่องจาก MQC คือกลไกที่ทำให้ Contract Rate ทำงานได้ จึงควรเข้าใจว่ามันผูกมัดผู้ส่งสินค้าไว้กับอะไรจริง ๆ โดยทั่วไป MQC จะระบุเป็นปริมาณตลอดอายุสัญญา เช่น จำนวนตู้คอนเทนเนอร์ต่อเดือนหรือต่อไตรมาส มากกว่าจะเป็นข้อกำหนดต่อชิปเมนต์อย่างเคร่งครัด วิธีจัดการเมื่อปริมาณขาดไปแตกต่างกันไปตามข้อตกลง บางสัญญาให้ปรับยอดรวมตลอดทั้งอายุสัญญาแทนที่จะปรับโทษเดือนที่ส่งน้อยเป็นรายเดือน ส่วนบางสัญญาปรับตามรอบที่สั้นกว่านั้น บางข้อตกลงมีค่าปรับส่วนขาด (Shortfall Fee) หากปริมาณสะสมต่ำกว่าข้อผูกพันอย่างมีนัยสำคัญเมื่อสิ้นสุดอายุสัญญา ส่วนบางข้อตกลงเพียงปรับผู้ส่งสินค้ากลับไปใช้ราคา Spot สำหรับปริมาณในอนาคตโดยไม่มีค่าปรับโดยตรง ก่อนเซ็นสัญญาควรสอบถามให้ชัดเจนว่าส่วนขาดคำนวณอย่างไร และเกิดอะไรขึ้นหากปริมาณจริงต่ำกว่า MQC แทนที่จะสันนิษฐานว่าทุกสัญญาจัดการเรื่องนี้เหมือนกัน

Contract Rate ไม่ได้ทำให้มั่นใจได้ว่าจะจองพื้นที่ระวางได้

มีความเข้าใจผิดหนึ่งที่ควรแก้ไขให้ชัดเจน คือการเซ็น Contract Rate ล็อกราคาไว้ก็จริง แต่ไม่ได้ทำให้มั่นใจได้ว่าจะมีพื้นที่ระวางจริงบนเที่ยวเรือหรือเที่ยวบินใดเที่ยวหนึ่งโดยอัตโนมัติ ในช่วงระวางขาดแคลนรุนแรง ผู้ขนส่งบางรายเคยให้ความสำคัญกับสินค้าบางประเภทมากกว่ารายอื่นแม้ในกลุ่มผู้ส่งสินค้าที่มีสัญญาแล้ว และในกรณีรุนแรง สินค้าตามสัญญาก็ยังถูกเลื่อนไปเที่ยวถัดไปได้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นน้อยกว่าการที่สินค้าแบบ Spot ถูกเลื่อนออกมาก เพราะผู้ขนส่งโดยทั่วไปมีแรงจูงใจเชิงพาณิชย์ที่จะรักษาความสัมพันธ์ตามสัญญาที่ตั้งใจจะทำต่อ แต่ก็ไม่ใช่ข้อรับรองตายตัวที่เขียนไว้ในทุกข้อตกลง บางสัญญามีเงื่อนไขปกป้องพื้นที่ระวางระบุไว้ชัดเจน แต่หลายสัญญาไม่มี จึงเป็นคำถามที่สมเหตุสมผลที่จะถามระหว่างเจรจาโดยตรงว่า ราคานี้มีข้อผูกพันเรื่องความพร้อมของระวางด้วยหรือไม่ หรือครอบคลุมเฉพาะเรื่องราคาเท่านั้น

รูปแบบราคาแบบใดเหมาะกับการส่งสินค้าของธุรกิจ

ผังการตัดสินใจแสดงว่าผู้ส่งสินค้าที่มีปริมาณไม่สม่ำเสมอหรือคาดการณ์ยากเหมาะกับ Spot Rate ผู้ส่งสินค้าที่มีปริมาณสม่ำเสมอบนเส้นทางเดิมเหมาะกับ Contract Rate และผู้ส่งสินค้าขนาดกลางมักใช้ทั้งสองแบบผสมกัน
รูปแบบราคาแบบใดเหมาะกับการส่งสินค้าของธุรกิจ

ผู้ส่งสินค้าไม่สม่ำเสมอหรือปริมาณน้อย

Spot Rate มักเหมาะกว่า เพราะไม่มีปริมาณขั้นต่ำต้องทำตาม และไม่มีค่าปรับหากไตรมาสไหนส่งสินค้าน้อย

ปริมาณสม่ำเสมอบนเส้นทางเดียวซ้ำ ๆ

Contract Rate มักเหมาะกว่า เพราะทำให้ประเมินงบประมาณได้แม่นยำ และป้องกันการปรับราคาขึ้นแบบฉับพลันในระยะสั้น

ผู้ส่งสินค้าขนาดกลางที่ปริมาณพื้นฐานกำลังเติบโต

แนวทางผสมผสาน คือใช้ Contract Rate สำหรับปริมาณพื้นฐานที่คาดการณ์ได้ และใช้ Spot Rate สำหรับส่วนที่เกิน เป็นแนวทางที่พบได้ทั่วไปและควรปรึกษากับฟอร์เวิร์ดเดอร์

ภาพประกอบที่ 3 ของบทความ Spot Rate vs. Contract Rate: What's the Difference, and Which Suits Your Business
ภาพประกอบที่ 3 ของบทความ Spot Rate vs. Contract Rate: What's the Difference, and Which Suits Your Business — Thai Global Freight

ตัดสินใจว่ารูปแบบใดเหมาะกับธุรกิจ

การตัดสินใจมักขึ้นอยู่กับว่าปริมาณของผู้ส่งสินค้าคาดการณ์ได้แค่ไหนและมากน้อยเพียงใด ธุรกิจที่ส่งสินค้าเพียงไม่กี่ตู้ต่อปี ตามตารางที่ไม่สม่ำเสมอซึ่งขับเคลื่อนด้วยคำสั่งซื้อของลูกค้ามากกว่ารอบการผลิตที่แน่นอน โดยทั่วไปจะได้ประโยชน์น้อยจากการผูกมัด MQC เพราะความเสี่ยงจากส่วนขาดมีน้ำหนักมากกว่าประโยชน์ด้านความมั่นคงของราคาบนปริมาณที่น้อยอยู่แล้ว สำหรับผู้ส่งสินค้าลักษณะนี้ การทำงานในตลาด Spot เป็นรายชิปเมนต์ และให้ฟอร์เวิร์ดเดอร์เปรียบเทียบใบเสนอราคาจากหลายผู้ขนส่งทุกครั้ง มักเป็นแนวทางที่ปฏิบัติได้จริงมากกว่า

ธุรกิจที่ส่งปริมาณสม่ำเสมอบนเส้นทางเดิมทุกเดือนอยู่ในสถานการณ์ที่ต่างออกไป การล็อก Contract Rate เปลี่ยนต้นทุนผันแปรให้ใกล้เคียงกับต้นทุนคงที่มากขึ้น ทำให้เสนอราคาให้ลูกค้าง่ายขึ้นมาก วางแผนกระแสเงินสดได้ และไม่ถูกจู่โจมด้วยราคาที่พุ่งขึ้นกะทันหันในช่วงระวางตึงตัว มูลค่าของความคาดการณ์ได้นี้มักเพิ่มขึ้นตามขนาดและความสม่ำเสมอของปริมาณที่เกี่ยวข้อง

ยังมีแนวทางกึ่งกลางที่พบได้จริงมากกว่าสองแบบสุดโต่งข้างต้น คือเจรจา Contract Rate ให้ครอบคลุมปริมาณพื้นฐานแบบระมัดระวัง มากพอที่จะทำตาม MQC ได้สบาย ๆ แม้ในเดือนที่ส่งสินค้าน้อยกว่าปกติ แล้วใช้ตลาด Spot สำหรับปริมาณส่วนที่เกินจากนั้น วิธีนี้ได้รับความมั่นคงด้านราคาส่วนใหญ่ของ Contract Rate โดยไม่ต้องเสี่ยงกับค่าปรับส่วนขาดบนปริมาณที่ไม่สามารถผูกมัดได้อย่างมั่นใจ

ภาพประกอบที่ 4 ของบทความ Spot Rate vs. Contract Rate: What's the Difference, and Which Suits Your Business
ภาพประกอบที่ 4 ของบทความ Spot Rate vs. Contract Rate: What's the Difference, and Which Suits Your Business — Thai Global Freight

บทบาทของฟอร์เวิร์ดเดอร์ในการตัดสินใจ

ผู้ส่งสินค้าขนาดเล็กและขนาดกลางส่วนใหญ่ไม่ได้เจรจา Contract Rate โดยตรงกับผู้ขนส่งเอง แต่ฟอร์เวิร์ดเดอร์มักถือ Contract Rate ของตัวเองกับผู้ขนส่งหลายราย ซึ่งสร้างขึ้นจากปริมาณรวมของลูกค้าหลายราย แล้วส่งต่อราคาที่ตกลงไว้ให้ลูกค้าแต่ละรายอีกที โครงสร้างนี้ทำให้ผู้ส่งสินค้ารายเล็กเข้าถึงราคาระดับ Contract ที่ไม่มีคุณสมบัติจะเจรจาได้ด้วยตัวเอง เพราะผู้ขนส่งมักเต็มใจล็อกราคาให้กับปริมาณรวมของฟอร์เวิร์ดเดอร์มากกว่าปริมาณรายปีที่ไม่มากนักของผู้ส่งสินค้ารายเล็กรายเดียว

เมื่อเปรียบเทียบตัวเลือก ควรสอบถามฟอร์เวิร์ดเดอร์โดยตรงว่าราคาที่เสนอเป็น Spot หรือ Contract และหากเป็น Contract MQC และระยะเวลาที่ฟอร์เวิร์ดเดอร์ผูกมัดอยู่ในฝั่งของตัวเองเป็นอย่างไร ฟอร์เวิร์ดเดอร์ที่เสนอราคาบน Contract ควรอธิบายได้ว่าราคานี้คาดว่าจะมั่นคงแค่ไหนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เพราะนั่นคือสิ่งที่ผู้ส่งสินค้ากำลังจ่ายเงินเพื่อแลกมาโดยตรง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เซ็นข้อผูกพัน MQC ตามการคาดการณ์ยอดขายแบบมองโลกในแง่ดี แทนที่จะใช้ปริมาณพื้นฐานที่พิสูจน์แล้วและระมัดระวัง
  • สันนิษฐานว่า Contract Rate ทำให้มั่นใจได้ว่าจะมีที่นั่งบนเที่ยวเรือได้ทุกครั้ง โดยไม่ตรวจสอบว่าสัญญามีเงื่อนไขปกป้องพื้นที่ระวางหรือไม่
  • ใช้ตลาด Spot ต่อเนื่องไม่มีกำหนด ทั้งที่มีปริมาณการส่งสินค้าสม่ำเสมอและคาดการณ์ได้ ทำให้ต้องรับความผันผวนของราคาโดยไม่จำเป็น
  • ไม่สอบถามว่าส่วนขาดจากปริมาณ MQC คำนวณและปรับโทษอย่างไร ก่อนเซ็นข้อตกลง Contract Rate
  • เปรียบเทียบใบเสนอราคา Spot ของสัปดาห์หนึ่งกับ Contract Rate ที่เจรจาไว้หลายเดือนก่อน แล้วสรุปว่าฟอร์เวิร์ดเดอร์รายหนึ่งแพงกว่าอีกรายเฉย ๆ โดยไม่คำนึงถึงรูปแบบราคาที่ต่างกัน

สิ่งที่ควรเตรียม

  • ตัวเลขปริมาณและความถี่ในการส่งสินค้าบนเส้นทางที่เกี่ยวข้องในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ที่ประเมินตามความเป็นจริง
  • ความชัดเจนว่าใบเสนอราคาเป็นแบบ Spot หรือ Contract ก่อนนำไปเปรียบเทียบกับใบเสนอราคาอื่น
  • เงื่อนไข MQC และวิธีจัดการส่วนขาดของ Contract Rate ที่กำลังพิจารณาอย่างละเอียด
  • การประเมินว่าธุรกิจรับความผันผวนของราคาได้มากแค่ไหนก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาในการดำเนินงานจริง

คำถามที่พบบ่อย

Contract Rate ถูกกว่า Spot Rate เสมอไปหรือไม่?

ไม่เสมอไป เพราะ Contract Rate คงที่ จึงอาจถูกหรือแพงกว่า Spot Rate ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าตลาดเคลื่อนไหวอย่างไรตั้งแต่เซ็นสัญญา คุณค่าของมันคือความมั่นคง ไม่ใช่การให้ราคาที่ถูกที่สุดเสมอไป

หากส่งสินค้าไม่ถึงข้อผูกพันปริมาณขั้นต่ำ จะเกิดอะไรขึ้น?

ขึ้นอยู่กับข้อตกลงแต่ละฉบับ บางสัญญามีค่าปรับส่วนขาด บางสัญญาเพียงปรับผู้ส่งสินค้ากลับไปใช้ราคา Spot สำหรับปริมาณในอนาคต ควรสอบถามให้ชัดเจนก่อนเซ็นสัญญา เพราะแตกต่างกันมากระหว่างผู้ขนส่งและฟอร์เวิร์ดเดอร์แต่ละราย

ธุรกิจขนาดเล็กขอ Contract Rate ได้ไหม หรือเป็นสิทธิ์เฉพาะผู้ส่งสินค้ารายใหญ่?

ธุรกิจขนาดเล็กสามารถเข้าถึงราคาระดับ Contract ผ่านฟอร์เวิร์ดเดอร์ได้ ซึ่งรวมปริมาณจากลูกค้าหลายรายเพื่อถือ Contract Rate ของตัวเองกับผู้ขนส่ง การที่ผู้ส่งสินค้ารายเล็กจะเจรจา Contract Rate โดยตรงกับผู้ขนส่งด้วยปริมาณของตัวเองที่ไม่มากนักนั้นพบได้ไม่บ่อย

Contract Rate ครอบคลุมทุกค่าใช้จ่ายในการส่งสินค้าหรือไม่?

ไม่จำเป็นเสมอไป Contract Rate โดยทั่วไปจะล็อกเฉพาะค่าระวางพื้นฐานทางเรือหรืออากาศ ส่วนค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมที่ผูกกับน้ำมัน อัตราแลกเปลี่ยน หรือช่วงพีคอาจยังคงผันแปรอยู่บนราคาที่ล็อกไว้ ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของข้อตกลง ควรสอบถามให้ชัดเจนว่าราคาคงที่นั้นครอบคลุมและไม่ครอบคลุมอะไรบ้าง

Contract Rate โดยทั่วไปมีระยะเวลานานแค่ไหน?

ระยะเวลาแตกต่างกันไปตามผู้ขนส่งและข้อตกลง โดยทั่วไปตั้งแต่หลายเดือนไปจนถึงประมาณหนึ่งปี ระยะเวลาที่ยาวขึ้นแลกกับความมั่นคงของราคาที่มากขึ้น แต่ก็ผูกมัดนานขึ้นด้วย จึงควรเลือกระยะเวลาให้สอดคล้องกับความมั่นใจของธุรกิจต่อการคาดการณ์ปริมาณของตัวเอง

หาก Spot Rate ลดลงต่ำกว่า Contract Rate ที่ตกลงไว้ สามารถเจรจาใหม่ระหว่างอายุสัญญาได้ไหม?

ไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น ผู้ส่งสินค้าและฟอร์เวิร์ดเดอร์บางรายเปิดการเจรจาใหม่กับผู้ขนส่งเมื่อสภาพตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์และถ้อยคำในข้อตกลงเดิม จึงไม่ใช่สิ่งที่ควรคาดหวังไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ตอนตัดสินใจเซ็นสัญญา

Freight Forwarder ประเทศไทย

พร้อมวางแผนการขนส่งครั้งถัดไปหรือยัง?

โทรLINEขอใบเสนอราคา